เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 635

ตอนที่ 635 ขอขมาแทนอาจารย์

การที่ต้องเผชิญหน้ากับอ๋องลู่นั้น ทำให้เอี้ยนฉีเซิ่งรู้สึกลำบากใจยิ่งนัก

เพราะในตอนแรกก่อนที่จะยึดดินแดนส่วนหนึ่งของเมืองโลกวิญญาณแห่งนี้ได้

ตอนนั้นเขาและอ๋องลู่ก็ได้ต่อสู้กันกินเวลาถึงสิบกว่าวัน

สู้กันตั้งแต่เมืองโลกวิญญาณไปจนถึงปลายทางของเส้นทางโบราณ จากนั้นก็กลับจากปลายทางของเส้นทางโบราณและสู้กันมาจนถึงเมืองโลกวิญญาณอีกครั้ง

จนสุดท้ายเขาก็ได้ตัดสินใจออกกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด และกระบี่สายนั้นก็ได้ตัดแขนข้างหนึ่งของอ๋องลู่ ต่อหน้าผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนหลายแสนคน

มิเพียงเท่านั้น ด้วยความที่เขาที่ยังเด็กและเลือดร้อนก็ได้ดูถูกวิถีของอ๋องลู่ต่อหน้าทุกคนอีกด้วย

จนทำให้อ๋องลู่เสียสติ ถึงขั้นตบะบารมีถดถอย

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แม้ว่าบัดนี้อ๋องลู่จะยังคงเป็นหนึ่งในสี่อ๋องของเมืองโลกวิญญาณ แต่ความเก่งกาจที่แท้จริงของเขานั้น เหลือเพียงแค่ชื่อไปนานแล้ว

อีกทั้งยังถูกอำนาจของอีกสามอ๋องคอยกดเอาไว้ ทำให้เขตแดนของอ๋องลู่จึงค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนสุดท้ายอ๋องลู่จำต้องลุกขึ้นสู้อีกครั้ง จึงยุติเรื่องทั้งหมดลงได้

ทว่าเนื่องอ๋องลู่นั้นอ่อนแอลงอย่างมาก จึงทำให้น้อยคนนักเลือกจะเข้าไปอยู่กับเขา

เมื่อนานวันเข้าเขตแดนที่อ๋องลู่ยึดครอง จึงถูกผู้บำเพ็ญเพียรขนานนามว่า แดนภูตผี

มาบัดนี้หากจะเชิญอ๋องลู่มาพบ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นตัวการของเรื่องทั้งหมดอย่างเขา เรียกว่ายากเสียยิ่งกว่ายาก

เย่ฉางชิงเห็นเอี้ยนฉีเซิ่งจู่ ๆ ก็เงียบไป จึงอดมิได้ที่จะถามออกมาอย่างสงสัย “ทำมิได้งั้นหรือ ? ”

เอี้ยนฉีเซิ่งจึงได้สติขึ้นมา ก่อนจะรีบโบกมือพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ขอรับ ผู้น้อยจะส่งคนไปเชิญอ๋องลู่มาเดี๋ยวนี้ขอรับ”

แม้การเชิญอ๋องลู่จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก แต่เอี้ยนฉีเซิ่งก็ได้ตัดสินใจดีแล้ว

เยี่ยงไรซะเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันถึงความก้าวหน้าในวิถีกระบี่ของเขา ดังนั้นต่อให้จะต้องขอขมาอ๋องลู่ต่อหน้าทุกคน

เขาก็จะมิลังเลแม้แต่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น เขามองว่ายังมิมีความจำเป็นที่จะต้องทำถึงขั้นนั้น

เพราะเขาเป็นถึงหนึ่งในสี่อ๋อง เป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ผู้หนึ่ง

ขอเพียงลวี่ฮวยเจี้ยนนำกระบี่ชีวีของเขาไปขอขมา เชื่อว่าอีกฝ่ายจะต้องยอมมาพบอย่างแน่นอน

ตอนนั้นเอง เมื่อเห็นเอี้ยนฉีเซิ่งมิมีทีท่าลังเล

เย่ฉางชิงจึงพยักหน้าและเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราก็ลงไปกันเถอะ”

ทว่ายังมิทันสิ้นเสียง เย่ฉางชิงก็เพ่งสมาธิและใช้อิทธิฤทธิ์หายตัวดังใจนึก และปรากฏตัวขึ้นที่ด้านล่างในทันที

“ฉางชิง เจ้ากับอ๋องเจี้ยนผู้นั้นใครเป็นฝ่ายชนะงั้นหรือ ? ”

เมื่อเห็นเย่ฉางชิงปรากฏกายขึ้นอย่างกะทันหัน

ประกายประหลาดใจก็พาดผ่านดวงตาของหนิงซู่ซู่ ก่อนจะเอ่ยถามออกมาทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้ว

ได้ยินดังนั้น กู่เจิงเฟิงและลวี่ฮวยเจี้ยนจึงหันไปทางเย่ฉางชิงพร้อม ๆ กัน

เนื่องจากก่อนหน้านี้เกิดนิมิตขึ้น ปิดบังการมองเห็นและขัดขวางกระแสจิตของพวกเขา

ถึงแม้ภายในใจของพวกเราจะรู้อยู่แล้วว่าท่านเย่ผู้นี้จะต้องเป็นฝ่ายชนะ แต่เยี่ยงไรซะอ๋องเจี้ยนก็เป็นหนึ่งในสี่อ๋องของเมืองโลกวิญญาณแห่งนี้

ดังนั้นพวกเขาจึงอยากทราบผลการประลองที่แท้จริง

‘อ๋องเจี้ยนแพ้แล้ว ! ’

‘แล้วแพ้ได้เยี่ยงไร ? ’

‘แพ้ยับเยินหรือไม่ ? ’

เย่ฉางชิงปรายตามองทุกคน จากนั้นจึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ “เขามิสามารถต้านทานกระบี่ของข้าได้”

‘ห๊ะ ? ’

‘มิสามารถต้านทานกระบี่เพียงหนึ่งกระบวนท่าได้ ? ’

‘หรือท่านเย่สังหารอ๋องเจี้ยนไปด้วยกระบี่เพียงกระบวนท่าเดียวแล้วเยี่ยงนั้นหรือ ? ’

‘สูด ! ’

กู่เจิงเฟิงและลวี่ฮวยเจี้ยนอดมิได้ที่จะสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ในทันที

‘รู้แจ้งป้ายกระบี่มาอย่างยากลำบาก สุดท้ายยังมิทันได้คารวะเป็นศิษย์ อ๋องเจี้ยนผู้นั้นก็ถูกท่านเย่สังหารในกระบี่เดียวเสียแล้ว’

‘แต่ช่างเถอะ บัดนี้ท่านเย่อยู่ตรงนี้แล้ว บางทีข้าอาจได้รับโอกาสและวาสนาที่มิธรรมดาก็เป็นได้’

ดวงตาของกู่เจิงเฟิงเกิดประกายบางอย่างที่ยากจะเข้าใจ พลางอดมิได้ที่จะลอบทอดถอนใจออกมา

‘ในเมื่ออาจารย์ถูกท่านเย่สังหารแล้ว เช่นนั้นเมื่อพวกท่านเย่จากไปแล้ว ข้าลวี่ฮวยเจี้ยนมิเท่ากับกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดหรอกหรือ ? ’

‘การที่อาจารย์จากไปแม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่เหตุใดข้าถึงรู้สึกโล่งใจเช่นนี้เล่า ? ’

‘ดีใจงั้นหรือ ? คงมิดีกระมัง ข้ามีความคิดเช่นนี้ได้เยี่ยงไรกัน ! ’

ลวี่ฮวยเจี้ยนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยใบหน้าสลดว่า “อาจารย์ ในเมื่อเป็นเช่นนั้นการที่ศิษย์จะไปเชิญอ๋องลู่มา ก็ควรจะมีเหตุผลใช่หรือไม่ขอรับ ? ”

เอี้ยนฉีเซิ่งเอ่ยเสียงเย็นว่า “เหตุผลเจ้าไปคิดเอาเอง ข้าแค่ต้องการจะพบอ๋องลู่ อีกทั้งต้องได้พบเขาในวันนี้ด้วย มิเช่นนั้นเจ้าก็รับผลที่ตามมาเอาไว้เองก็แล้วกัน”

ลวี่ฮวยเจี้ยน “……”

หลังจากนิ่งเงียบไปสักพัก ลวี่ฮวยเจี้ยนก็โค้งคำนับให้แก่เย่ฉางชิง ก่อนจะหมุนกายจากไปอย่างรวดเร็ว

“ผู้อาวุโสเย่ เชิญเข้าไปคุยด้านในดีกว่าขอรับ”

เมื่อลวี่ฮวยเจี้ยนจากไปแล้ว เอี้ยนฉีเซิ่งก็ปรับสีหน้าในทันที ใบหน้าเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มพลางเอ่ยเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้น

“ก็ดีเหมือนกัน”

“แต่ข้ามิชอบให้ผู้ใดเรียกว่าผู้อาวุโส ดังนั้นเจ้าก็เรียกข้าท่านเย่เหมือนพวกเขาเถอะ”

“ท่าน……เย่”

……

……

เพียงพริบตา

เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม

ลวี่ฮวยเจี้ยนและทหารของอ๋องเจี้ยนจำนวนหนึ่ง ก็ได้นั่งรถม้าและปรากฏตัวขึ้นภายในเขตแดนของอ๋องลู่

ภายในเขตแดนแห่งนี้

แม้จะมีสิ่งก่อสร้างเก่าแก่มากมายตั้งเรียงราย แต่บนถนนหลักกลับมีเพียงลมพัดที่พัดมาเป็นระยะ ทว่าไร้ร่องรอยของผู้คนทำให้บรรยากาศหดหู่ยิ่งนัก

ทว่าเมื่อพวกลวี่ฮวยเจี้ยนปรากฏกายขึ้นบนถนนสายนี้

เสียงชราที่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขามเสียงหนึ่งจู่ ๆ ก็ดังขึ้น พวกลวี่ฮวยเจี้ยนจึงอดมิได้ที่จะชาวาบไปทั้งตัว

“รีบไปจากที่นี่ซะ มิเช่นนั้นก็จงตายและอยู่ที่นี่ตลอดไป ! ”

ลวี่ฮวยเจี้ยนได้ยินดังนั้น ก็รีบมุดออกมาจากภายในรถม้า และหยิบกระบี่ชีวีของเอี้ยนฉีเซิ่งออกมาโดยมิลังเล

“ผู้อาวุโสลู่ ผู้น้อยมาครั้งนี้เพื่อเป็นตัวแทนของอาจารย์มาขอขมาท่านขอรับ”

ลวี่ฮวยเจี้ยนกระโดดลงมาจากรถม้า จากนั้นจึงประคองกระบี่ขึ้นด้วยมือทั้งสองข้าง พลางเอ่ยด้วยใบหน้าที่โศกเศร้า

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน