ตอนที่ 636 เหตุผลของลวี่ฮวยเจี้ยน
ทันทีที่สิ้นเสียง อ๋องลู่ท่านนี้กลับเหมือนตกอยู่ในภวังค์
‘ขอขมา ? ’
‘วันเวลาล่วงเลยมานานขนาดนี้แล้ว ยังจำเป็นจะต้องขอขมากันอีกเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘และในตอนนั้นก็เป็นเพราะเขาสู้มิได้จริง ๆ ’
‘ทำให้สุดท้ายมิเพียงถูกอ๋องเจี้ยนฟันแขนจนขาดไปข้างหนึ่งแล้ว ยังทำให้จิตมรรคาของเขาเกิดปั่นป่วนขึ้นต่อหน้าทุกคนอีกด้วย’
จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเคอ
อ๋องลู่จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า “เจ้ากลับไปเถอะ ตอนนั้นเป็นเพราะข้าสู้มิได้จริง ๆ ดังนั้นข้ามิโทษอ๋องเจี้ยนหรอก”
‘กลับไป ? ’
‘หากท่านมิกลับไปกับข้า แล้วข้าจะกลับไปรายงานเยี่ยงไรเล่า ? ’
ลวี่ฮวยเจี้ยนยังคงยืนกรานเอ่ยต่อว่า “ผู้อาวุโส……ความจริงแล้วที่ผู้น้อยมาครั้งนี้เพราะได้รับคำสั่งจากอาจารย์ ให้มาเชิญท่านไปพูดคุยกันขอรับ”
“มิจำเป็น”
อ๋องลู่จึงได้บอกไปว่า “เจ้ากลับไปบอกอ๋องเจี้ยนว่าความแค้นระหว่างเรา ข้าปล่อยวางไปนานแล้ว”
“อีกทั้งต้องขอบคุณคำเยาะเย้ยถากถางของเขาในวันนั้น ที่ทำให้ข้าเปลี่ยนมาบำเพ็ญเพียรวิถีวาดภาพแล้ว เชื่อว่าคงใช้เวลาอีกมินาน ข้าก็จะสามารถไปท้าประลองกับเขาได้อีกครั้ง”
ได้ยินดังนั้น ลวี่ฮวยเจี้ยนก็ชะงักไปทันที ภายในใจอดมิได้ที่จะรู้สึกชื่นชมอ๋องลู่ผู้ลึกลับท่านนี้ขึ้นมา
ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานระดับนี้
เรียกได้ว่าอยู่เหนือผู้คนมากมาย
แต่สุดท้ายเพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของเอี้ยนฉีเซิ่ง
ทำให้เขาถึงกับยอมตัดทอนวิถีของตนเอง และเปลี่ยนไปบำเพ็ญเพียรวิถีอื่น
นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน น้อยคนนักที่จะมีความกล้าหาญเช่นนี้
แต่การชื่นชมก็ส่วนการชื่นชม เพราะเขาก็ยังต้องกลับไปรายงานท่านอาจารย์เขาอยู่ดี !
มิเช่นนั้นด้วยนิสัยของอาจารย์ มิแน่อาจจะกลั่นแกล้งอันใดเขาอีกก็เป็นได้
ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าคนที่ต้องการพบอ๋องลู่ผู้นี้ก็คือท่านเย่อีกด้วย
หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก จู่ ๆ ลวี่ฮวยเจี้ยนก็คิดบางอย่างที่พิเรนทร์ขึ้นมาได้
‘ที่อ๋องลู่ผู้นี้เปลี่ยนมาบำเพ็ญเพียรวิถีวาดภาพก็เป็นเพราะท่านอาจารย์’
‘และแม้อ๋องลู่จะปล่อยวางความแค้นนี้แล้ว แต่สิ่งที่เขาเอ่ยออกมาหมายความได้ว่า’
‘ขอเพียงความแตกฉานในวิถีวาดภาพของเขาถึงระดับสูงเมื่อใด เขาจะไปหาอาจารย์เพื่อล้างอายให้ได้’
‘ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็แค่บอกอ๋องลู่ไปว่า อาจารย์เขาเหลือเวลาอีกมิมาก ครั้งนี้ที่ให้นำกระบี่มาเป็นตัวแทนเพื่อขอขมาก็เพราะสาเหตุนี้’
‘แค่เพียงแจ้งข่าวนี้ให้อ๋องลู่ทราบ เชื่อว่าข้าคงมิต้องเอ่ยอันใดให้มากความอีก อ๋องลู่ผู้นี้จะต้องรีบไปพบอย่างแน่นอน’
คิดได้ดังนั้น ลวี่ฮวยเจี้ยนก็ได้กะพริบตาปริบ ๆ ฝืนบีบน้ำตาให้ไหลออกมา จากนั้นก็เอ่ยด้วยเสียงแหบแห้งว่า “ผู้อาวุโส ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้น้อยอยากจะบอกท่านต่อหน้าขอรับ”
อ๋องลู่นิ่งเงียบไปสักพัก จึงค่อย ๆ เอ่ยขึ้นว่า “ช่างเถอะ เช่นนั้นก็มาคุยกับข้าที่นี่ก่อนก็แล้วกัน”
ยังมิทันสิ้นเสียง ความว่างเปล่ารอบกายลวี่ฮวยเจี้ยนก็สั่นสะเทือนจนเกิดคลื่นแสงเป็นชั้น ๆ พลังฟ้าดินจำนวนมหาศาลพลุ่งพล่านอย่างรุนแรง
ผ่านไปมิกี่อึดใจ
วินาทีที่ลวี่ฮวยเจี้ยนกำลังตกตะลึงอยู่นั้น ร่างทั้งร่างก็หายวับไปในอากาศทันที
ทว่าเมื่อเขาได้สติอีกครั้ง ก็พบว่าตนได้มาปรากฏตัวภายในตำหนักโบราณหลังหนึ่งเสียแล้ว
ภายในตำหนักมีแสงไฟสว่างไสวราวกับกลางวัน
อีกทั้งรอบกายของเขาก็มีม้วนภาพต่าง ๆ แขวนเอาไว้จนเต็มไปหมด
มีภาพวาดคน ตึกรามบ้านช่อง ภาพวิวทิวทัศน์เป็นต้น
เพียงแต่ม้วนภาพทั้งหมดนั้นมีลายเส้นที่ดูหยาบยิ่งนัก ส่วนใหญ่เป็นเพียงโครงร่างคร่าว ๆ เท่านั้น
ดูเป็นนามธรรม !
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น บนภาพทุกภาพกลับแผ่ไอพลังมหามรรคาออกมาจนอบอวลไปหมด
ระหว่างที่ลวี่ฮวยเจี้ยนมองสำรวจรอบ ๆ อยู่นั้น
‘เจ้ามิรู้ความจริง เจ้ามิรู้ความจริง……’
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป
อ๋องลู่ก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วค่อย ๆ เอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็จะตามเจ้าไปพบเขาสักครั้ง”
ลวี่ฮวยเจี้ยนรู้สึกดีใจยิ่ง แต่ยังคงก้มหน้าลงคำนับและเอ่ยว่า “ผู้น้อยขอขอบคุณท่านอ๋องลู่แทนอาจารย์ด้วยขอรับ”
อ๋องลู่ปัดมือเบา ๆ พลางทอดถอนใจออกมาว่า “เดิมข้าคิดจะอาศัยวิถีวาดภาพทวงคืนศักดิ์ศรีกลับมา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าคงจะมิจำเป็นอีกแล้ว”
“ข้าเองก็มิได้ออกไปข้างนอกนานแล้ว ครั้งนี้ไปพบเขาก็ถือซะว่าออกไปสูดอากาศด้วย และดูว่าคนยุคสมัยนี้เป็นเช่นไรกันบ้าง”
เอ่ยถึงตรงนี้ อ๋องลู่ก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยกับลวี่ฮวยเจี้ยนด้วยท่าทางจริงจังว่า “จริงสิ เจ้าคิดว่าวิถีวาดภาพของข้าเป็นเช่นไรบ้าง ? ”
ลวี่ฮวยเจี้ยนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น กวาดตามองม้วนภาพรอบ ๆ อีกครั้ง และอดมิได้ที่จะเอ่ยออกมาอย่างหวาดหวั่น
“ผู้อาวุโสขอรับ แม้ผู้น้อยจะมิรู้ว่าท่านอยู่ระดับใดของวิถีวาดภาพแล้ว แต่ภาพทุกภาพในที่นี้เหมือนจะแฝงไว้ด้วยระดับจิตใจอันพิสดารบางอย่างเอาไว้”
“อีกทั้งระดับจิตใจนี้ยังลึกล้ำสุดจะหยั่งด้วยใช่หรือไม่ขอรับ”
หลังจากได้ยินคำวิจารณ์เช่นนี้
อ๋องลู่พลันดวงตาเป็นประกาย อดมิได้ที่จะเอ่ยออกมาด้วยความยินดีว่า “เด็กน้อย ดูท่าเจ้าจะมีพรสวรรค์ในวิถีวาดภาพอยู่มิน้อย”
“เอาเช่นนี้ก็แล้ว อ๋องเจี้ยนใกล้จะดับสูญแล้ว มิสู้เจ้าย้ายมาบำเพ็ญเพียรวิถีวาดภาพกับข้ามิดีกว่าหรือ ? ”
ลวี่ฮวยเจี้ยนฉีกยิ้มแห้ง ๆ ออกมา ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
‘ยังมิต้องเอ่ยถึงว่าภาพวาดเหล่านี้แท้จริงแล้วต้องการจะวาดสิ่งใดกันแน่’
‘เพราะสิ่งที่ข้าเอ่ยไปนั้นเป็นเพียงคำพูดเพ้อเจ้อเพื่อเอาตัวรอด แต่กลับกลายเป็นว่าข้ามีพรสวรรค์งั้นหรือ ? ’
‘สรุปว่าประตูเข้าสู่วิถีวาดภาพนั้นต่ำต้อย หรือตาเฒ่าผู้นี้บำเพ็ญเพียรจนเสียสติ ธาตุไฟเข้าแทรกมานานแล้วกันแน่’
“อ๋องลู่ ท่านอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ หากผู้น้อยย้ายฝั่งมาเป็นศิษย์ของท่านตอนนี้ คงจะดูมิเหมาะเท่าไรนะขอรับ”
ลวี่ฮวยเจี้ยนเอ่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ
อ๋องลู่จึงหัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยว่า “พวกเราออกเดินทางกันเถอะ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน