ตอนที่ 643 ก่อนจากไป
ต้องบอกว่าเย่ฉางชิงมิเคยเห็นภาพวาดที่มิได้เรื่องเช่นนี้มาก่อน
เป็นแค่โครงร่างของนกอินทรีตัวหนึ่ง ที่มิได้มีความสง่างามใด ๆ แม้แต่น้อย
งูหลามที่วาดอย่างหยาบ ๆ ลายเส้นพื้น ๆ ตัวหนึ่ง……
ซึ่งเย่ฉางชิงมองว่า แม้แต่นักเรียนที่เขาเคยสอน ยังมีฝีมือในการวาดภาพที่เหนือกว่าอ๋องลู่ผู้นี้ทั้งสิ้น
แต่ฝีมือเช่นนี้กลับกล้าเรียกตนเองว่าผู้บำเพ็ญเพียรวิถีวาดภาพเยี่ยงนั้นหรือ ?
แต่อย่างน้อยก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่พอยืนยันได้
แม้ฝีมือในการวาดภาพของลู่ชิงเหอยังถือว่าใช้มิได้ แต่ในด้านแนวความคิดแล้ว ยังนับว่ามีมุมมองเป็นของตนเองอยู่
เหมือนกับการวาดภาพคน ๆ หนึ่ง
แม้จะวาดออกมาได้เหมือนจริง แต่หากไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ต่อให้จะวาดได้เหมือนจริงเพียงใด ก็มิสามารถไปถึงระดับปรมาจารย์ได้
ในทางกลับกันหากตัวภาพวาดมีจิตวิญญาณ ก็จะถูกยกระดับให้สูงยิ่งขึ้น
และสำหรับเย่ฉางชิงแล้ว เขาให้ความสำคัญกับอย่างหลังมากกว่า
ด้วยเหตุนี้เมื่อเย่ฉางชิงเห็นภาพวาดภาพนี้ เขาจึงชะงักไปเล็กน้อย และยิ้มให้แค่นั้น
ในตอนนั้นเอง ลู่ชิงเหอลังเลอยู่สักพัก จากนั้นจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นและถามหยั่งเชิงออกไปว่า “ผู้อาวุโสเย่ ภาพวาดนี้ของผู้น้อย……”
เย่ฉางชิงจึงแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า “ยังนับว่าพอดูได้โดยเฉพาะในด้านแนวความคิดนับว่ามิเลวเลยทีเดียว”
เอ่ยถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็เพ่งสมาธิหยิบม้วนภาพม้วนหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ
ก่อนหน้านี้ลู่ชิงเหอช่วยราชันทมิฬเอาไว้ นับว่าเขาติดหนี้บุญคุณลู่ชิงเหออยู่
และในเมื่ออีกฝ่ายยังบำเพ็ญเพียรวิถีวาดภาพ เช่นนั้นเขาก็มอบภาพวาดให้เป็นการตอบแทน และจะถือว่ามิติดค้างกันอีก
ส่วนจะสามารถรู้แจ้งได้เพียงใดนั้น ก็คงขึ้นอยู่กับวาสนาของเขาแล้ว
“ก่อนหน้านี้เจ้าได้ช่วยราชันทมิฬเอาไว้ ข้าจึงขอมอบภาพวาดภาพนี้ให้แก่เจ้า ถือเป็นการตอบแทนหนี้บุญคุณให้เจ้าก็แล้วกัน”
เย่ฉางชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “แต่เจ้าจะสามารถรู้แจ้งได้เพียงใดนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับวาสนาของเจ้าแล้ว”
เอ่ยเพียงเท่านั้น หลังจากที่ลู่ชิงเหอรับม้วนภาพไปด้วยมือทั้งสองข้างแล้ว
เย่ฉางชิงก็หมุนกายเดินตรงไปที่สะพานทันที
บัดนี้ในเมื่อราชันทมิฬมิได้เป็นอันใดแล้ว
เช่นนั้นเขาก็ควรออกจากเมืองโลกวิญญาณ เพื่อไปยังปลายทางของเส้นทางโบราณได้สักที
ประการแรก เขาอยากจะรีบไปยังโลกที่มิรู้จักใบนั้น เพื่อช่วยตู๋กูชิงเฟิง
อีกประการหนึ่ง
ตอนนี้เขามีเคล็ดกระบี่สองกระบวนท่าแล้วที่ยังมิได้ทดสอบ
ได้เวลาไปยังแดนเซียนโบราณ เพื่อค้นหาผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนที่สามารถต่อกรกับเขาได้
ต่อให้จะพ่ายแพ้ก็ต้องแสดงเคล็ดกระบี่ทั้งสองกระบวนท่านี้ออกมาให้จงได้
แต่ก่อนจะไปจากเมืองโลกวิญญาณ
เขาอยากจะพบอ๋องฉีเพื่อประลองฝีมือด้วยสักหน่อย
เพื่อยืนยันว่าวิถีหมากเป็นดังที่เขาคิดเอาไว้หรือไม่ ?
มินาน เมื่อเย่ฉางชิงเดินเอามือไพล่หลังออกมาอย่างมิรีบร้อน ผ่านค่ายกลต่าง ๆ มากมายและปรากฏตัวขึ้นสู่สายตาของทุกคน
“ท่านเย่”
“นายท่าน”
เมื่อเย่ฉางชิงเดินมา พวกเอี้ยนฉีเซิ่งก็รีบเดินเข้าไปต้อนรับในทันที
เย่ฉางชิงยกยิ้มออกมา พลางกวาดตามองทุกคนแล้วเอ่ยว่า “พวกเรามาถึงเมืองโลกวิญญาณแห่งนี้ได้พักใหญ่แล้ว”
“หลังจากนี้ข้าอยากจะไปพบอ๋องฉีสักหน่อย จากนั้นพวกเราก็จะเดินทางไปเส้นทางโบราณกันต่อ”
ทันทีที่สิ้นเสียง เอี้ยนฉีเซิ่งดวงตาพลันเป็นประกายขึ้น ก่อนจะรีบประสานมือและเอ่ยรั้งทันที “ผู้อาวุโสเย่ขอรับ ในเมื่อท่านอุตส่าห์ลดตัวมาถึงที่นี่แล้ว เยี่ยงไรซะก็ควรให้ผู้น้อยได้ต้อนรับในฐานะเจ้าบ้านสักหน่อยนะขอรับ”
“มิต้องหรอก ข้ายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องไปจัดการที่แดนเซียนโบราณ”
เย่ฉางชิงปัดมือเบา ๆ และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “หากมีวาสนาเชื่อว่าสักวันหนึ่ง พวกเราคงได้พบกันอีก”
‘มีเรื่องสำคัญที่ต้องไปจัดการที่แดนเซียนโบราณ ? ’
และพลังของเขาในตอนนี้ ยังมิแน่ว่าจะสามารถเอาชนะเอี้ยนฉีเซิ่งได้หรือไม่
หากเอี้ยนฉีเซิ่งรู้ว่าเขามีสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ อาจจะเกิดความละโมบขึ้นมาก็เป็นได้
ดังนั้นเวลานี้จะให้เขารู้เรื่องสมบัติล้ำค่านี้มิได้เด็ดขาด
ยิ่งไปกว่านั้นผู้อาวุโสเย่มอบสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ให้ เขายังมิทันได้ขอบคุณผู้อาวุโสเย่เสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น หลังจากชั่งใจอยู่สักพัก
ลู่ชิงเหอก็รีบหมุนกายจากไปทันที
อีกด้านหนึ่ง
เอี้ยนฉีเซิ่งก็ได้นำพวกเย่ฉางชิงเดินผ่านถนนหลายสาย จนสุดท้ายก็มาถึงหน้าแม่น้ำที่ไหลจากตะวันออกไปตะวันตกสายหนึ่ง
ถูกต้อง !
ที่นี่คือเขตติดต่อระหว่างเขตแดนของอ๋องทั้งสอง !
เนื่องจากบนแม่น้ำสายนี้ถูกวางข้อห้ามและกลสังหารน่ากลัวต่าง ๆ เอาไว้มากมาย ดังนั้นคนดูแลจุดนี้ของทั้งสองฝั่งจึงมีมิมากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น เวลานี้อากาศค่อนข้างร้อนระอุ
ดังนั้นเพื่อป้องกันความยุ่งยากที่จะตามมา
เอี้ยนฉีเซิ่งจึงได้มองหาบริเวณที่มีกลสังหารรุนแรงที่สุด และมิมีคนลาดตระเวน
“ผู้อาวุโสเย่ เพียงแค่ข้ามแม่น้ำสายนี้ไป ก็จะเป็นเขตแดนของอ๋องฉีแล้วขอรับ”
เมื่อลอบกวาดตาสำรวจดูรอบ ๆ เสร็จแล้ว เอี้ยนฉีเซิ่งก็ถอนสายตากลับมา จากนั้นจึงได้หมุนกายและเอ่ยกับเย่ฉางชิงอย่างนอบน้อม
เอ่ยจบเขาก็สะบัดแขนข้างหนึ่ง ไอกระบี่อันรุนแรงสายหนึ่งพุ่งออกมา แหวกอากาศเป็นทางยาวพาดผ่านแม่น้ำสายนั้น
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงที่ทรงอำนาจเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“คิดมิถึงว่าอ๋องเจี้ยนจะมาด้วยตนเอง ช่างทำให้ข้าประหลาดใจยิ่งนัก”
สิ้นเสียง ร่างขนาดใหญ่ร่างหนึ่งก็ปรากฏสู่สายตา
ขณะเดียวกัน บุรุษชุดดำที่ยืนอยู่ทางด้านหลังเย่ฉางชิงก็อดมิได้ที่จะขมวดคิ้วน้อย ๆ เมื่อสัมผัสได้ถึงไอพลังประหลาดบางอย่าง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน