ตอนที่ 644 ราชาของเผ่าปีศาจ
ถูกต้อง !
ผู้ที่มาก็คือเจี่ยงหนู ผู้ที่เย่หลิงอี้หรืออ๋องฉีพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เขามาเป็นลูกสมุนนั่นเอง !
เนื่องจากข้อห้ามและกลสังหารมากมายของที่นี่ล้วนเป็นฝีมือของเขา
ดังนั้นเมื่อเอี้ยนฉีเซิ่งใช้ไอกระบี่ในการแหวกทาง เขาจึงสัมผัสได้อย่างรวดเร็ว
และอีกอย่างก็คือ ทำตามคำสั่งของอ๋องฉีหรือเย่หลิงอี้นั่นเอง
ก่อนหน้านี้เขาได้รู้มาว่า ภายในเขตแดนของอ๋องเจี้ยนได้ปรากฏยอดฝีมือไร้เทียมทาน ที่มีความแตกฉานในวิถีกระบี่ขั้นสูงผู้หนึ่งจริง ๆ
อีกทั้งเมื่อหลายวันก่อน
เมื่อคุณชายใหญ่เย่เหลียงสือได้กลับมารายงานว่ายอดฝีมือที่ไร้เทียมทานท่านนี้อีกมินานจะมาที่เขตแดนของอ๋องฉี เพื่อสะสางทุกสิ่งทุกอย่าง
ดังนั้นอ๋องฉีจึงได้สั่งให้เจี่ยงหนูคอยจับตาดูความคลื่นไหวบริเวณชายแดนที่เชื่อมระหว่างทั้งสองเขตแดนไว้
และในวันนี้เอี้ยนฉีเซิ่งก็ได้ทำการเปิดทางให้แก่ยอดฝีมือไร้เทียมทานท่านนี้จริง ๆ
“เจี่ยงหนู อย่าได้กำเริบเสิบสานที่นี่เป็นอันขาด”
เอี้ยนฉีเซิ่งมองแวบเดียวก็จำเจี่ยงหนูได้ จากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ข้าพาผู้อาวุโสเย่มาพบเย่หลิงอี้”
สิ้นเสียง เจี่ยงหนูผู้มีนิสัยมุทะลุและโหดเหี้ยม กลับมิได้มีท่าทีเกรี้ยวกราดเหมือนทุกครั้ง
ทว่ากลับปรายตามองเอี้ยนฉีเซิ่งเพียงเล็กน้อย ก่อนจะกวาดสายตามองทุกคน และสุดท้ายก็หยุดนิ่งอยู่ที่เย่ฉางชิง บุรุษที่มีใบหน้าหล่อเหลาและท่าทางโดดเด่นกว่าผู้ใด
“มิทราบว่าท่านเป็นคนฆ่าคุณชายเจ็ดเย่เหลียงเฉินใช่หรือไม่ ? ”
เจี่ยงหนูขมวดคิ้วมุ่น พลางเอ่ยถามเย่ฉางชิงเสียงเรียบ
แต่ระหว่างที่เย่ฉางชิงกำลังจะเอ่ยปากนั้น
หวงอิงและเหล่าชายชราที่ก่อนหน้านี้ติดตามเย่เหลียงเฉินมาตลอดก็ได้ก้าวออกมา
“ท่านเจี่ยง คุณชายเจ็ดมิได้ตายด้วยน้ำมือของท่านเย่ แต่ถูกวิถีของตนเองครอบงำจนตายเจ้าค่ะ”
หวงอิงประสานมือคารวะเจี่ยงหนู พลางเอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง
“ท่านเจี่ยง เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ขอรับ คุณชายเจ็ดถูกวิถีหมากครอบงำจนตายจริง ๆ ขอรับ”
ชายชราที่เหลือต่างก็เอ่ยสำทับขึ้นมาทันที
เจี่ยงหนูแค่นเสียงเย็นออกมา ก่อนจะถามกลับไปว่า “ในเมื่อเย่เหลียงเฉินถูกครอบงำจนตาย เหตุใดพวกเจ้าถึงมิรีบกลับมารายงานความจริง แต่กลับเลือกไปเข้ากับผู้อื่นแทน ? ”
“พวกเรา……”
พวกหวงอิงถึงกับเอ่ยมิออกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ และมิรู้ว่าควรจะอธิบายเช่นไร
“เจ้าพวกรักตัวกลัวตาย ในเมื่อเจ้านายตายไปแล้ว พวกเจ้ายังมีหน้ามีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
เจี่ยงหนูดวงตาเย็นเยียบ ไอสังหารแผ่กระจายออกมา พร้อมกับเอ่ยด้วยท่าทางดุดัน
เย่ฉางชิงมิได้เผยสีหน้าใด ๆ ออกมา เพียงแค่เอ่ยเรียบ ๆ ว่า “โทษพวกเขามิได้หรอก หากจะโทษกันจริง ๆ แล้ว การตายของเย่เหลียงเฉินผู้นั้นถือว่าเป็นเพราะข้า”
เจี่ยงหนูเบนสายตากลับมาพิจารณาเย่ฉางชิงพลางเอ่ยว่า “หมายความว่าเยี่ยงไร ? ”
เย่ฉางชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าทำลายกลหมากของเขา ดังนั้นจึงทำให้เขาถูกวิถีหมากครอบงำจนตาย”
เจี่ยงหนูพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยถามในสิ่งที่ตนเองรู้อยู่แล้ว “ท่านเป็นผู้กลับชาติมาเกิดเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
ต้องบอกว่าแม้เจี่ยงหนูจะรู้สึกหวาดกลัวเย่ฉางชิงมิน้อย แต่ก็ยังมิถึงขั้นที่จะต้องลดตัวลงไปคุกเข่ากราบกราน
ภายในกายของเขามีสายเลือดของสัตว์เทพเวหาที่สูงส่งไหลเวียนอยู่ ต่อให้พลังของเขาจะสู้เย่ฉางชิงมิได้ แต่หากเขาต้องการจะหนีไปล่ะก็ มิว่าผู้ใดก็ขวางเอาไว้มิได้เช่นกัน
สิ่งนี้จึงทำให้เขามั่นใจเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่จนบัดนี้เย่หลิงอี้ก็ยังมิปรากฏกายขึ้น
เย่ฉางชิงชะงักงัน ก่อนจะถามด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าหมายความว่าเยี่ยงไร ? ”
มุมปากของเจี่ยงหนูโค้งขึ้น พลางเอ่ยราวกับจะยิ้มเยาะว่า “ข้ามีสายเลือดที่สูงส่ง ทั้งยังมีเคล็ดวิชาโบราณที่สืบทอดมา ดังนั้นมองแค่แวบเดียวก็สามารถรู้ได้แล้ว”
“บังอาจ ! ”
ตอนนั้นเอง ในที่สุดบุรุษชุดดำที่คอยสังเกตเจี่ยงหนูอยู่เงียบ ๆ และสัมผัสได้ถึงไอพลังพิเศษที่แผ่ออกมาจากกายของเจี่ยงหนูก็เอ่ยขึ้น
“เป็นแค่สัตว์เทพเวหาที่สายเลือดยังมิสมบูรณ์ตัวหนึ่ง กลับกล้าทำตัวจองหองอวดดีต่อหน้านายท่านเช่นนี้ ช่างมิรู้จักที่ต่ำที่สูงจริง ๆ ”
บุรุษชุดดำดวงตาวาวโรจน์ พร้อมทั้งคำรามเสียงเข้ม “อีกอย่างอย่าว่าแต่เจ้าเลย แม้แต่บรรพบุรุษสัตว์เทพเวหาของเจ้า เมื่อพบนายท่านก็ยังต้องหมอบกราบ นับประสาอันใดกับเจ้ากัน ! ”
เย่ฉางชิงดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “เล่ารายละเอียดมาสิ”
บุรุษชุดดำเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “ตอนนั้นหลังจากบรรพบุรุษของเผ่าเวหายอมเป็นสัตว์ขี่ของท่านแล้ว ก็คอยติดตามข้างกายของท่านมาโดยตลอด”
“เพราะเหตุนี้ด้วยความบังเอิญจึงได้รู้แจ้งในวิถีแห่งเวหา สายเลือดจึงเกิดการพัฒนา จนสามารถกลายเป็นราชาแห่งเผ่าปีศาจขอรับ”
‘บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นสัตว์ขี่ของข้าเชียวหรือ ? ’
‘สามารถทำให้ตัวตนในอดีตของข้ารับเป็นสัตว์ขี่ได้ แสดงว่าจะต้องมีบางอย่างที่มิธรรมดาเป็นแน่ ? ’
‘หากสามารถทำให้คนผู้นี้ยอมมาเป็นสัตว์ขี่ให้ข้าได้ เช่นนั้นจะสามารถรื้อฟื้นประสบการณ์ในอดีตได้หรือไม่นะ ? ’
คิดถึงตรงนี้ สายตาที่เย่ฉางชิงมองเจี่ยงหนูก็เปลี่ยนไป
และในตอนนั้นเอง เมื่อได้ยินในสิ่งที่บุรุษชุดดำเอ่ยตำหนิออกมาแล้ว
เจี่ยงหนูก็มีท่าทางเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที พลางจ้องบุรุษชุดดำด้วยสายตาเย็นชาและเอ่ยเสียงเข้มว่า “เจ้าเป็นผู้ใดกัน ถึงกล้าเอ่ยวาจาสามหาวเช่นนี้ต่อหน้าข้า ? ”
‘บรรพบุรุษเผ่าเวหางั้นหรือ ? ’
‘นับตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมา นอกจากความทรงจำอันเลือนรางแล้ว เขาก็มิเคยพบคนในเผ่าอีกเลย’
‘ทว่าบุรุษชุดดำที่สะกดไอพลังเอาไว้อย่างมิดชิดและดูลึกลับผู้นี้ กลับโอ้อวดว่าบรรพบุรุษของเขาได้หมอบกราบให้กับยอดฝีมือที่ไร้เทียมทานผู้นี้’
‘คำกล่าวไร้สาระเช่นนี้ ข้าจะเชื่อได้เยี่ยงไรกัน ? ’
‘แต่สิ่งที่คนผู้นี้เอ่ยออกมามีสิ่งหนึ่งที่เป็นความจริง’
‘นั่นก็คือจนถึงบัดนี้เขาก็ยังมิสามารถปลุกสายเลือดให้ตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ได้’
ยังมิทันสิ้นเสียง บุรุษชุดดำก็แวบหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ก่อนจะปรากฏกายยังอีกฝั่งของแม่น้ำราวกับภูตผีก็มิปาน
“เยี่ยงไรซะในตอนนั้นข้าก็มีมิตรภาพอันดีกับบรรพบุรุษของเผ่าเวหาของเจ้า วันนี้ข้าจะช่วยสั่งสอนเจ้าแทนเขาก็แล้วกัน”
บุรุษชุดดำเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ขณะเดียวกันก็เพ่งสมาธิผนึกพื้นที่รอบกายเจี่ยงหนูเอาไว้
ทันใดนั้นเจี่ยงหนูก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที แสงสีม่วงเปล่งประกายขึ้นรอบกาย เหมือนใช้เคล็ดวิชาโบราณบางอย่างเพื่อต้องการหลบหนี
วินาทีต่อมา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง สายตาที่มองบุรุษชุดดำเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน