เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 645

ตอนที่ 645 อ๋องฉีจอมอวดเบ่ง

ทันใดนั้น ร่างทั้งร่างของเจี่ยงหนูพลันนิ่งงัน ความคิดสับสนวุ่นวายไปหมด

เพราะสัตว์เทพเวหาเช่นเขา วิถีที่ถนัดที่สุดก็คือ วิถีเวหา

แม้จะเป็นแดนต้องห้ามที่ปกคลุมไปด้วยค่ายกลสังหารโบราณมากมาย

เขาก็สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ มิมีสิ่งใดกักขังเขาได้

ทว่าตอนนี้กลับมิเป็นเช่นนั้น

ต่อให้เขาใช้เคล็ดวิชาโบราณที่ได้รับสืบทอดมา

ทว่าความว่างเปล่ารอบกายเวลานี้ กลับมิสามารถสะท้อนพลังจนเกิดระลอกคลื่นใด ๆ ได้

‘นี่มันเรื่องอันใดกัน ? ’

‘หรือว่าบุรุษชุดดำผู้นี้จะเป็นคนในเผ่าของข้า ? ’

‘เป็นไปมิได้ ! ’

‘เป็นไปมิได้เด็ดขาด ! ’

‘หากเป็นคนในเผ่าของข้า เหตุใดข้าถึงมิสามารถสัมผัสไอพลังสายเลือดจากกายของอีกฝ่ายได้ ? ’

แต่ยังมีอีกความเป็นไปได้หนึ่งนั่นก็คือ ตบะบารมีของคนผู้นี้สูงส่งจนเขามิอาจจะจินตนาการได้ จึงสามารถผนึกความว่างเปล่าโดยรอบเช่นนี้ได้

แม้เขาจะมีสุดยอดเคล็ดวิชาเวหา แต่พลังของเขาเยี่ยงไรซะก็ยังอ่อนแออยู่ จึงมิสามารถปล่อยพลานุภาพของเคล็ดวิชาเวหาออกมาได้อย่างสมบูรณ์

แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงก็จะน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้วกระมัง

ผู้แข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานเช่นนี้ เหตุใดจึงมายังโลกเล็ก ๆ ใบนี้ได้

เพราะเมืองโลกวิญญาณแห่งนี้ ถือเป็นที่รวบรวมผู้แข็งแกร่งที่สุดของสวรรค์บูรพาเอาไว้

ต่อให้ประมือกับอ๋องฉีที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุด เขาก็อาจจะสามารถเอาชนะได้

และต่อหน้าบุรุษชุดดำผู้นี้ เขากลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและไร้เรี่ยวแรง เหมือนกับมดปลวกที่เผชิญหน้ากับสัตว์ดึกดำบรรพ์ก็มิปาน

บุรุษชุดดำเหมือนมองออกว่าเจี่ยงหนูกำลังคิดอันใดอยู่ จึงแค่นเสียงออกมาเบา ๆ พลางเอ่ยอย่างดูแคลนว่า “อย่าว่าแต่เจ้าเลย แม้แต่บรรพบุรุษเผ่าเวหาของเจ้าหากคิดที่จะใช้เคล็ดวิชาเวหาต่อหน้าข้า เกรงว่ายังคงต้องไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน”

สิ้นเสียง เจี่ยงหนูที่มีสีหน้าซีดเผือดและเต็มไปด้วยท่าทางตื่นตระหนก ก็รีบโค้งคำนับให้แก่บุรุษชุดดำในทันที และมิมีท่าทางหยิ่งจองหองเช่นก่อนหน้านี้อีก

“ผู้อาวุโส ท่านรู้จักบรรพบุรุษของผู้น้อยจริง ๆ หรือขอรับ ? ”

เจี่ยงหนูนิ่งเงียบอยู่สักพัก ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยความยำเกรง

บุรุษชุดดำปรายตามองเจี่ยงหนู ก่อนจะเอ่ยตอบไปว่า “หากมิใช่เพราะเห็นแก่หน้าเจ้านั่น ตอนนี้เจ้าคงกลายเป็นศพไปแล้ว”

เจี่ยงหนูดวงตาเบิกโพลง พลางถอยหลังไปทันทีอย่างอดมิได้

“ร่างเดิมของข้าได้รับความเสียหาย ความทรงจำจึงขาดหายไป ทำให้ข้ามิรู้ว่าเผ่าเวหาของพวกเจ้าเจอกับอันใด ถึงทำให้เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้”

บุรุษชุดดำเอ่ยต่ออีกว่า “แต่เพื่อเห็นแก่หน้าตาเฒ่านั่น ข้าเตือนเจ้าเอาไว้สักอย่าง”

“ตอนนี้โอกาสและวาสนาอันยิ่งใหญ่อยู่ตรงหน้าแล้ว และขึ้นอยู่กับเจ้าว่าจะเลือกเช่นไร”

‘โอกาสและวาสนาอันยิ่งใหญ่ ? ’

‘นี่มัน ? ? ? ’

‘ผู้อาวุโสท่านนี้คงมิได้โกหกข้าหรอกกระมัง ? ’

ร่างสูงใหญ่ของเจี่ยงหนูสะดุ้งน้อย ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ เอ่ยขึ้นว่า “เชิญผู้อาวุโสเอ่ยมาได้เลยขอรับ”

“ตอนนั้นเผ่าเวหาของเจ้าสามารถกลายเป็นราชาของเผ่าปีศาจได้ ก็เป็นเพราะบรรพบุรุษของเจ้าได้เป็นสัตว์ขี่ของนายท่าน จึงทำให้รู้แจ้งในวิถีเวหา”

บุรุษชุดดำชำเลืองมองเย่ฉางชิงเล็กน้อย จากนั้นก็ส่งกระแสจิตออกไปว่า “และบัดนี้นายท่านได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง แม้ว่าจะผนึกความทรงจำและตบะบารมีเอาไว้ แต่ข้าคิดว่าอีกมินานผนึกก็จะต้องถูกปลดออกอย่างแน่นอน”

“หากเจ้าคอยติดตามข้างกายของนายท่าน เมื่อนายท่านปลดผนึกความทรงจำและตบะบารมีออกแล้ว เจ้าย่อมจะได้รับสุดยอดโอกาสและวาสนา และจะต้องเป็นข่าวดีของเผ่าเวหาของเจ้าอย่างแน่นอน”

เมื่อได้ยินดังนั้นเจี่ยงหนูก็ชะงักงันไป หลังจากไตร่อยู่ครู่หนึ่ง ก็หันไปมองทางด้านหลังในทันที

“อ๋องฉี เจ้ากับข้าเคยสัญญากันว่า หากพบเบาะแสคนในเผ่าของข้าแล้ว จะยกเลิกสัญญานายบ่าวระหว่างเราทันที”

ด้านหน้าของเจี่ยงหนูมีคลื่นพลังเป็นชั้น ๆ เกิดขึ้น พลางเอ่ยกับอ๋องฉีกลางอากาศว่า “บัดนี้แม้จะยังมิพบเบาะแสใด ๆ แต่กลับได้พบคนที่รู้จักเผ่าของข้าดี ดังนั้นสัญญาระหว่างเราก็ถือว่าเป็นอันสิ้นสุด”

เขาจึงเชื่อว่าด้วยความแตกฉานในวิถีหมากตอนนี้ของเขา

ต่อให้ขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณในตำนาน ก็จะต้องเป็นผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งอย่างแน่นอน

ส่วนเมืองโลกวิญญาณเล็ก ๆ แห่งนี้ ต่อให้เจ้าแห่งสวรรค์บูรพาบุกมาที่นี่ เขาก็สามารถสู้ได้อย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมิรู้สึกอันใดกับคำทำนายก่อนหน้านี้ของเจี่ยงหนูอีก

‘ก็แค่ผู้ที่กลับชาติมาเกิดคนหนึ่งมิใช่หรือ ? ’

‘ต่อให้ชาติก่อนจะเป็นผู้ไร้เทียมทานจนมิอาจจินตนาการได้ แต่ตอนนี้จะเก่งกาจสักเท่าไรกัน ? ’

‘หากกล้าสามหาวต่อหน้าข้าล่ะก็ ข้าจะสังหารและทำให้ชาตินี้ของเจ้าจบลงซะ’

‘อีกอย่างหลังจากที่รู้แจ้งกลหมากภาพนั้นได้สำเร็จ จิตใจของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก’

‘ผู้ที่มีพรสวรรค์เช่นเขา จะต้องเดินอยู่บนเส้นทางไร้พ่ายให้จงได้’

‘หากยังมัวห่วงหน้าพะวงหลังจะไขว่คว้าหาเส้นทางไร้พ่ายไปทำไมกัน อยู่ตกปลาในโลกมนุษย์ไปวัน ๆ มิดีกว่าหรือ’

เย่หลิงอี้ในเวลานี้อวดเบ่งจนมิเห็นหัวผู้ใดแล้ว

ได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างก็มองเย่หลิงอี้ด้วยความโมโห ท่าทางเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก

แต่เย่ฉางชิงกลับยิ้มออกมาอย่างสบายอารมณ์ พร้อมกับเผยสีหน้าพึงพอใจออกมา

‘เจ้าคืออ๋องฉีใช่หรือไม่ ? ’

‘ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองโลกวิญญาณแห่งนี้ ? ’

‘ช่างอวดเบ่งจริง ๆ ! ’

‘เช่นนี้ก็ดี ! ’

‘ข้าจะประลองวิถีหมากกับเจ้าสักตั้ง’

‘หากความแตกฉานในวิถีหมากของเจ้าเหนือกว่าข้าล่ะก็ เช่นนั้นข้าก็จะให้เจ้ามาช่วยทดสอบกระบี่ของข้า’

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน