เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 678

ตอนที่ 678 รับศิษย์

เพียงพริบตา ด้วยการนำทางที่คุ้นเคยดีของสวี๋ฝู๋ เย่ฉางชิงก็เดินสำรวจถนนที่คึกคักของเมืองเหอซีได้ครบแทบจะทุกเส้นแล้ว

เมื่อทั้งสองกลับมาที่โรงเตี๊ยมเหอซีอีกครั้ง ก็ใกล้จะค่ำเต็มที

ทว่าเมื่อพวกเขาทั้งสองคนเพิ่งจะเดินเข้ามาภายในลานของที่พัก เถ้าแก่รูปร่างท้วมก็รีบถือกล่องอาหารสองกล่องเข้ามาให้ด้วยตนเองทันที

อีกทั้งยังเห็นได้ชัดว่าช่วงเวลาที่เย่ฉางชิงออกไปข้างนอกนั้น ภายในลานเล็ก ๆ นี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ลานที่แต่เดิมมีเพียงต้นไม้เก่าเพียงหนึ่งต้นและโต๊ะหินหนึ่งชุด แต่เวลานี้ทุกพื้นที่ของลานกลับมีกระถางต้นไม้ราคาแพงที่เขียวขจี และเต็มไปด้วยแสงระยิบระยับ ทั้งยังมีกลิ่นหอมของดอกไม้จาง ๆ อบอวลอยู่ในอากาศอีกด้วย

ส่วนภายในห้องพักเองก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน เครื่องเรือนถูกเปลี่ยนใหม่แทบจะทั้งหมด

เมื่อเถ้าแก่จัดวางอาหารและสุราที่อยู่ในกล่องอาหารลงเรียบร้อยแล้ว และหมุนกายเตรียมที่จะจากไป

เย่ฉางชิงก็รีบเพ่งสมาธิ หยิบหินวิญญาณมูลค่าหลายหมื่นก้อนหนึ่งจากแหวนเก็บสมบัติส่งให้เถ้าแก่ทันที

จากนั้นเขาก็นั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามของสวี๋ฝู๋และเริ่มดื่มสุราอย่างสบายอารมณ์

เนื่องจากวันนี้ติดตามอยู่ข้างกายเย่ฉางชิงมาทั้งวัน

สวี๋ฝู๋แม้จะลดท่าทีระมัดระวังตัวลงจากก่อนหน้านี้ แต่ภายในใจกลับรู้สึกเลื่อมใสในตัวเย่ฉางชิงอย่างที่มิเคยมีมาก่อน

ผู้อาวุโสเย่ท่านนี้ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้สูงส่งถึงขนาดเรียกได้ว่าเป็นผู้ต้องห้าม แต่มิว่าจะรวยจน ตบะบารมีสูงหรือต่ำ เขาล้วนปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความสุภาพอ่อนโยน

ท่าทีและจิตใจเช่นนี้

ในตอนแรกนั้นนางมิสามารถที่จะจินตนาการได้เลย แต่หลังจากนั้นก็เหมือนจะเริ่มเข้าใจอันใดบางอย่างขึ้นมา

และเมื่อเริ่มเข้าใจความคิดเช่นนี้มากยิ่งขึ้น ก็ทำให้นางยิ่งรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาผู้อาวุโสเย่ท่านนี้มากขึ้นไปอีก

ความรู้สึกเช่นนี้จะอธิบายเช่นไรดี ?

เหมือนมีผู้ที่ไร้พ่ายท่านหนึ่งมาเยือนโลกเล็ก ๆ ใบนี้

ต่อหน้าเขามิว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานที่ชอบดูแคลนสรรพสิ่ง หรือว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งจะเข้าสู่วิถี ล้วนมิต่างอันใดจากมดปลวก

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าผู้แข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานกับผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งเข้าสู่วิถีก็มิได้มีสิ่งใดที่แตกต่างกันเลย ล้วนกลายเป็นผุยผงได้เพียงแค่เขาดีดนิ้วเท่านั้น

ทว่าผู้ที่ไร้พ่ายเช่นนี้กลับมีจิตใจที่เมตตาต่อสรรพสิ่ง ไร้ซึ่งการดูถูกและเหยียดหยาม

“ท่านเย่เจ้าคะ สุรานี่เหมือนรสชาติยังขาดอันใดบางอย่างอยู่นะเจ้าคะ”

เมื่อสวี๋ฝู๋ดื่มสุราไปหนึ่งจอกและลิ้มรสดูแล้วก็ได้เอ่ยกับเย่ฉางชิงพร้อมรอยยิ้ม

เย่ฉางชิงจึงยิ้มออกมาแล้วเอ่ยว่า “ดูท่าคุณหนูสวี๋คงจะมีความรู้ด้านสุรามิน้อยเลย”

สวี๋ฝู๋กลอกตาไปมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยยอมรับว่า “ท่านเย่อาจจะมิทราบ ข้าชอบดื่มสุรามาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วเจ้าค่ะ”

“จำได้ว่าตอนที่ข้าอายุสิบหกเคยดื่มสุราที่ห้องเก็บสุราของท่านพ่อจนหมด ในตอนนั้นจึงถูกท่านพ่อทำโทษอย่างหนัก และให้สาบานว่าภายภาคหน้าห้ามดื่มสุราอีกเป็นอันขาด”

เย่ฉางชิงส่ายหน้ายิ้ม ๆ พลางเอ่ยอย่างหยอกล้อว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ตอนนี้มิเท่ากับว่าเจ้ากำลังผิดคำสาบานอยู่หรอกหรือ ? ”

สวี๋ฝู๋มิได้ตอบ แต่กลับเอ่ยถามแทนว่า “ท่านเย่ทราบหรือไม่เจ้าคะ ว่าตอนนั้นข้าสาบานว่าเยี่ยงไรต่อหน้าท่านพ่อ ? ”

เย่ฉางชิงจึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ว่า “เจ้าสาบานว่าอันใด ? ”

สวี๋ฝู๋จึงเอ่ยออกมาตามตรงว่า “ข้าบอกท่านพ่อว่าหากต่อไปข้าดื่มสุราอีก ขอให้ชาตินี้มิได้แต่งงาน”

“และท่านเย่อาจจะยังมิทราบว่าความจริงแล้ว ตั้งแต่ที่ข้าบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่มาก็แอบท่านพ่อดื่มมาตลอด”

“อีกทั้งข้ายังพบความลับอย่างหนึ่งว่าการดื่มสุราสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่แล้ว มีประโยชน์มากมาย นี่ก็คือความลับในการบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ของข้าเจ้าค่ะ”

สิ้นเสียง เย่ฉางชิงพลันหัวเราะออกมาอย่างกลั้นเอาไว้มิอยู่ทันที

จากนั้นทั้งสองคนก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

มิหนำซ้ำสวี๋ฝู๋ถึงกับนำสุราที่หมักเองกับมือออกมาอีกด้วย

มิทันรู้ตัวเวลาก็ผ่านไปจนก็เกือบจะเข้ายามจื่อ [1]

สวี๋ฝู๋ที่ใบหน้าแดงก่ำ ลมหายใจเต็มไปด้วยกลิ่นสุรา จู่ ๆ ก็ยกจอกสุราขึ้นและเอ่ยกับเย่ฉางชิงว่า “ท่านเย่ ข้าสวี๋ฝู๋เป็นคนเปิดเผย มิชอบมีลับลมคมใน ดังนั้นข้ามีเรื่องจะขอร้องท่านเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ”

เย่ฉางชิงปัดมือเบา ๆ พลางเอ่ยว่า “คุณหนูสวี๋เกรงใจเกินไปแล้ว เชิญเอ่ยมาได้เลยข้าจะพยายามทำตามคำขอของเจ้าให้ได้”

สวี๋ฝู๋ลังเลเล็กน้อย จากนั้นก็ลุกขึ้นพลางขยับออกจากโต๊ะ ก่อนที่จู่ ๆ จะคุกเข่าลงตรงหน้าของเย่ฉางชิง

“ท่านเย่เจ้าคะ ข้าอยากคารวะท่านเป็นอาจารย์ เพื่อฝึกสุดยอดวิถีกระบี่เจ้าค่ะ”

สวี๋ฝู๋ก็ตกตะลึงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่ใบหน้าแดงก่ำจะฉาบไปด้วยรอยยิ้มยินดี

เพราะก่อนหน้านี้นางยังลังเลอยู่ว่า ควรจะขอเย่ฉางชิงเช่นนี้ดีหรือไม่

เยี่ยงไรซะเขาก็เป็นผู้แข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานจนมิอาจจินตนาการได้ การรับศิษย์หาได้ง่ายดายดังที่คิดไม่

แต่สุดท้ายสิ่งที่แม้แต่นางก็ยังมิกล้าฝัน เย่ฉางชิงกลับตอบตกลงอย่างรวดเร็ว

และสิ่งที่ทำให้นางยิ่งคาดมิถึงก็คือ ตนเองยังเป็นศิษย์คนแรกของเย่ฉางชิงอีกด้วย

“ท่านอาจารย์ ได้โปรดรับการคารวะจากศิษย์สวี๋ฝู๋ด้วยเจ้าค่ะ”

สวี๋ฝู๋โค้งคำนับให้แก่เย่ฉางชิงด้วยความนอบน้อม พร้อมใบหน้าที่แฝงรอยยิ้มยินดี

ทว่าวินาทีที่นางคำนับเย่ฉางชิงนั้น กลับเกิดนิมิตฟ้าดินขึ้น

เปรี้ยง !

จู่ ๆ ก็มีเสียงฟ้าผ่าที่ดังจนแสบแก้วหู ดังมาจากฟากฟ้าที่ไกลออกไป

เพียงพริบตา ไอสีม่วงที่ลุกโชนราวกับเปลวเพลิงสายหนึ่งก็พุ่งมาจากทางตะวันออก พร้อมกับแผ่ไอพลังศักดิ์สิทธิ์ออกมา

เวลามิถึงสองอึดใจ

แสงสีม่วงนี้พลันหายไปจากท้องฟ้าของเมืองเหอซีในพริบตา กลายเป็นหมอกแสงสีม่วงและปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าของเมืองเหอซีแทน

ช่างดูตระการตาและเป็นมงคลยิ่งนัก

ส่วนสวี๋ฝู๋ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าเย่ฉางชิง

รอบกายก็เปล่งแสงสีทองออกมาโดยมิทราบสาเหตุ และดูอัศจรรย์ยยิ่งนัก

ส่วนบนศีรษะของนางก็ได้มีดอกบัวกระบี่อันพิสดารยิ่งดอกหนึ่งลอยอยู่บนอากาศ และมีเงากระบี่อันพิสดารแผ่ความน่าเกรงขาม และน่าสะพรึงกลัวยิ่งสายหนึ่งออกมาอีกด้วย

อีกทั้งตรงฐานดอกบัวยังปกคลุมไปด้วยแสงอันลุกโชนราวกับเปลวเพลิง ทำให้อบอวลไปด้วยไอพลังโกลาหล และมีสัญลักษณ์มหามรรคาต่าง ๆ ร่วงหล่นราวกับฝนดาวตกก็มิปาน

สุดท้าย ดอกบัวกระบี่ก็หายเข้าไปกลางศีรษะของสวี๋ฝู๋……

[1] ยามจื่อ คือช่วงเวลา 23.00 น. – 01.00 น.

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน