ตอนที่ 689 เงื่อนไขของท่านคือ ?
มินานเถ้าแก่ก็พาเย่ฉางชิงและสวี๋ฝู๋มายังเรือนหลังหนึ่งที่มีเนื้อที่ค่อนข้างกว้างขวาง การตกแต่งก็ประณีตกว่าเรือนหลังก่อนอย่างมาก
“จริงสิ สวี๋ฝู๋”
หลังจากที่เข้ามานั่งในห้องรับแขกแล้ว
เย่ฉางชิงก็เหมือนฉุกคิดอันใดบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยว่า “เมื่อคืนศิษย์พี่ของเจ้าและบ่าวรับใช้ของเขาได้เอ่ยถึงกระดูกกระบี่อันใดสักอย่างภายในกายของเจ้า อีกทั้งยังบอกว่าใกล้จะตื่นขึ้นมาแล้ว”
“กระดูกกระบี่คืออันใดเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
ได้ยินดังนั้นสวี๋ฝู๋ก็มีสีหน้าซีดเผือดลงทันที ขณะเดียวกันก็มีท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด
ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้นางมิเคยคิดมาก่อนว่า เจ้าสารเลวเสวียหมิงไห่จะรู้ความลับเรื่องที่นางมีกระดูกกระบี่อยู่ในกาย เพราะตอนที่นางเกิดมาได้มินาน
เมื่อรู้ว่าภายในกายของนางมีกระดูกกระบี่ในตำนาน ท่านปู่และท่านพ่อของนางทำทุกวิถีทาง โดยได้วางค่ายกลโบราณขนาดเล็กและเก่าแก่ค่ายกลหนึ่งภายในกายของนาง เพื่อใช้ปิดบังไอพลังของกระดูกกระบี่
ส่วนภายในจวนเจ้าเมืองผู้ที่รู้เรื่องนี้ต่างก็ถูกฆ่าปิดปากจนหมดสิ้น
แม้ตอนนี้นางจะยังมิรู้ว่าเสวียหมิงไห่รู้ความลับนี้ได้เยี่ยงไรกันแน่
แต่สิ่งที่สามารถยืนยันได้ก็คือ การที่เสวียหมิงไห่ตั้งใจเข้าหานางหาใช่เพราะรูปลักษณ์และพรสวรรค์วิถีเซียนของนางไม่ แต่เป็นเพราะกระดูกกระบี่ชิ้นนี้ต่างหาก
และตั้งแต่เมื่อคืนนางก็ตกอยู่ในภวังค์ของการรู้แจ้งมาโดยตลอด จึงมิรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
แต่เห็นได้ชัดว่าเสวียหมิงไห่จะต้องรับรู้ได้อย่างแน่นอนว่ากระดูกกระบี่มีสัญญาณที่จะตื่นขึ้นมา จึงได้ลงมือกับอาจารย์อย่างคนเสียสติ และยอมใช้ไม้ตายอย่างกระบี่เลือดโดยมิคิดชีวิต……
คิดถึงตรงนี้ สวี๋ฝู๋ก็อดมิได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นจนแผ่ซ่านไปทั้งหัวใจ
หากมิใช่เพราะเมื่อคืนนี้อาจารย์ช่วยนางเอาไว้ล่ะก็ เกรงว่าทั่วทั้งเมืองเหอซีคงมิมีผู้ใดจะสามารถขัดขวางเสวียหมิงไห่และบ่าวรับใช้ลึกลับของเขาได้เป็นแน่
ส่วนนางบางทีร่างกายอาจจะแตกดับเพราะกระดูกกระบี่ถูกช่วงชิงแล้วก็เป็นได้
เพียงแต่ตอนนั้นก่อนที่ท่านปู่จะจากไป ได้ให้นางสาบานเอาไว้ว่าห้ามบอกความลับเรื่องกระดูกกระบี่ให้คนอื่นรู้เป็นอันขาด
ในขณะที่สวี๋ฝู๋นิ่งเงียบเพราะรู้สึกลำบากใจอยู่นั้น
“ในเมื่อเจ้าลำบากใจ เช่นนั้นพวกเราก็เลิกคุยเรื่องนี้กันเถอะ”
เย่ฉางชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม พร้อมท่าทีสบาย ๆ ว่า “เจ้ามิต้องคิดมาก ข้ามิได้คิดที่จะครอบครองแต่อย่างใด เพียงแต่ความทรงจำในอดีตบางของข้าบางส่วนถูกผนึกเอาไว้ เลยเกิดความสงสัยก็เท่านั้น”
สวี๋ฝู๋ลังเลอยู่สักพัก จากนั้นก็ยอมเอ่ยออกมาอย่างมิปิดบังว่า “อาจารย์เจ้าคะ ความจริงแล้วเรื่องกระดูกกระบี่นั้นมินับว่าเป็นความลับอันใด เพียงแต่เวลานี้ตบะบารมีของศิษย์ยังอ่อนด้อยนัก หากความลับที่ศิษย์มีกระดูกกระบี่อยู่ในกายแพร่งพรายออกไป อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้”
‘อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ? ’
เย่ฉางชิงมีชะงักไปทันที ก่อนจะเผยท่าทางตื่นตกใจออกมา
‘กระดูกกระบี่ล้ำค่าเพียงนั้นเชียวหรือ ? ’
‘เพียงแค่มีข่าวแพร่ออกไปจะทำให้เป็นอันตรายแก่ชีวิตได้’
‘หากว่าเสวียหมิงไห่ผู้นั้นกระจายข่าวเรื่องที่สวี๋ฝู๋มีกระดูกกระบี่ภายในกายให้ผู้อื่นรู้ สวี๋ฝู๋จะต้องกลายเป็นเป้าหมายของผู้คนมากมายเป็นแน่’
‘ทว่านี่มิใช่สิ่งสำคัญ’
‘เพราะสิ่งสำคัญกว่าก็คือตอนนี้ข้าเป็นอาจารย์ของนาง’
‘ในฐานะอาจารย์คนหนึ่งย่อมมิมีทางมองดูศิษย์เพียงคนเดียวของตนต้องตายด้วยน้ำมือผู้อื่นได้หรอกกระมัง ? ’
‘แต่หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็มิเท่ากับต้องกลายเป็นศัตรูของผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘เยี่ยม ! ’
‘ข้านี่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ! ’
วินาทีนี้ ต้องบอกว่าเป็นครั้งแรกที่ภายในใจของเย่ฉางชิงมีความคิดที่อยากจะฆ่าคนขึ้นมา
ทว่าขณะที่สวี๋ฝู๋เตรียมจะเล่าถึงบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกระดูกกระบี่ให้แก่เย่ฉางชิงฟังอยู่นั้น
เย่ฉางชิงกลับโบกมือ พร้อมทั้งเอ่ยขัดขึ้นว่า “สวี๋ฝู๋ ดูเหมือนว่าเมื่อคืนนี้ข้าจะประมาทเกินไป”
“ศิษย์พี่ของเจ้าผู้นั้นรู้แล้วว่าเจ้ามีกระดูกกระบี่อยู่ภายในกาย แสดงว่าเขาคงอยากได้กระดูกกระบี่ของเจ้ามาเนิ่นนานแล้ว ดังนั้นเขาจะมิมีทางบอกความลับเรื่องเจ้ามีกระดูกกระบี่ให้คนอื่นรู้อย่างแน่นอน”
“ทว่าเมื่อคืนเป็นเพราะข้าทำลายกระบี่เลือดของเขา อีกทั้งเขายังถูกครอบงำไปมิน้อย ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะแพร่งพรายเรื่องที่เจ้ามีกระดูกกระบี่ให้ผู้อื่นได้รู้”
เอ่ยถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็เหมือนคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเปลี่ยนเรื่องทันทีว่า “จริงสิ ในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์สายตรงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย เช่นนั้นดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยจะออกหน้าปกป้องเจ้าหรือไม่ ? ”
หลังจากเดินผ่านทางเดินและลัดเลาะสวนต่าง ๆ ในที่สุดก็เห็นสวี๋ฉางเหอยืนอยู่ริมทะเลสาบแห่งหนึ่ง
“ผู้น้อยสวี๋ฉางเหอคารวะท่านเย่ขอรับ”
เมื่อเห็นเย่ฉางชิงและสวี๋ฝู๋ รวมทั้งบ่าวรับใช้กลุ่มหนึ่งเดินตามกันมา
สวี๋ฉางเหอก็มีสีหน้าตื่นตกใจทันที ก่อนจะรีบเดินเข้าไปต้อนรับเย่ฉางชิง พร้อมทั้งโค้งคำนับและเอ่ยขออภัย “ผู้น้อยมิทราบว่าท่านจะมา จึงมิได้ไปต้อนรับขอได้โปรดอภัยให้ด้วยขอรับ”
เย่ฉางชิงส่งสัญญาณให้สวี๋ฝู๋สั่งการบ่าวรับใช้ทั้งหมดให้ถอยไป จากนั้นก็เอ่ยเข้าประเด็นทันทีว่า “เจ้าเมืองสวี๋ ที่ข้ามาวันนี้เพราะมีเรื่องสำคัญ เช่นนั้นข้าขอเข้าประเด็นเลยก็แล้วกัน”
สิ้นเสียง สวี๋ฉางเหอก็อดมิได้ที่จะมีสีหน้าเปลี่ยนไป ก่อนจะส่งสายตาไปหาสวี๋ฝู๋อย่างหวาดหวั่น
เย่ฉางชิงจึงเอ่ยต่อว่า “ความจริงแล้ว ตอนนี้สวี๋ฝู๋ได้เป็นศิษย์ของข้าแล้ว อีกทั้งข้าก็รู้เรื่องความลับที่ว่าสวี๋ฝู๋มีกระดูกกระบี่อยู่ภายในกาย”
“เพียงแต่ข้ามิได้รู้เรื่องนี้จากปากของสวี๋ฝู๋ แต่เป็นเสวียหมิงไห่ศิษย์พี่ผู้นั้นของนาง”
“ห๊ะ……”
สวี๋ฉางเหอได้ยินก็อดมิได้ที่จะมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
ทั้งดีใจและก็ตกใจในเวลาเดียวกัน
กระดูกกระบี่เป็นกระดูกเทพในตำนาน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นโอกาสที่ได้เป็นราชันแห่งยุค
ทว่าหากท่านเย่ต้องการที่จะช่วงชิงโอกาสนี้ ใครเลยจะสามารถขัดขวางได้ ?
เมื่อเห็นสวี๋ฉางเหอมีสีหน้าซีดขาว เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นเต็มขมับ
สวี๋ฝู๋ก็หัวเราะอย่างเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยอธิบายให้สวี๋ฉางเหอฟังว่า “ท่านพ่อ อาจารย์มิได้เป็นคนเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
“เขาแค่ต้องการที่จะบอกท่านว่า เขาจะพาลูกออกไปบำเพ็ญเพียรสักระยะ และจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยลูกปลุกกระดูกกระบี่ จะได้แข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตนเองได้เจ้าค่ะ”
“แต่อาจารย์มีเงื่อนไขอย่างหนึ่งเจ้าค่ะ”
เย่ฉางชิงยิ้มออกมา ก่อนจะเอ่ยรับว่า “เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ”
สวี๋ฉางเหอนิ่งงัน ก่อนจะเอ่ยถามออกมาอย่างสงสัยว่า “ท่านเย่ เช่นนั้นเงื่อนไขของท่านคือ ? ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน