เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 693

ตอนที่ 693 สัญชาตญาณ

จากนั้นสวี๋ฉางเหอหมุนกายจากไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้การจับตามองของชุยชิงไป่

หลังจากที่สวี๋ฉางเหอเดินไปถึงตรอกทางเดินระหว่างตำหนักสองหลัง ที่อยู่อีกด้านของจัตุรัสและลับไปจากสายตาแล้ว

ชุยชิงไป่ก็แค่นเสียงออกมาเบา ๆ ก่อนที่จะมีบุรุษหนุ่มสวมชุดศิษย์สายตรงผู้หนึ่งเหาะมาตรงหน้าของชุยชิงไป่

“เจ้าไปตามดูสวี๋ฉางเหอ ข้าอยากจะรู้ว่าที่จู่ ๆ เขากลับมาครั้งนี้มีจุดประสงค์อันใดกันแน่”

ชุยชิงไป่หรี่ตาลง ก่อนส่งกระแสจิตให้กับบุรุษหนุ่มผู้นั้น

เพราะเมืองเหอซีในตอนนี้มีผู้ต้องห้ามที่เหนือกว่าระดับอมตะปรากฏกายขึ้น อีกทั้งเสวียหมิงไห่ก็ยังต้องตายเพราะที่นั่น

สวี๋ฉางเหอเป็นถึงเจ้าเมืองเหอซีมิมีทางที่เขาจะมิรู้ข่าวของผู้สูงสุดท่านนั้น

ดังนั้นการที่สวี๋ฉางเหอกลับมาในครั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะได้รับคำสั่งมาจากผู้สูงสุดท่านนี้

มิเช่นนั้นด้วยนิสัยของนาง คงไปพาตัวสวี๋ฝู๋กลับมาจากเมืองเหอซีด้วยตนเองนานแล้ว

เพราะเยี่ยงไรซะบนกายของสวี๋ฝู๋ก็มีโอกาสที่จะทำให้นางได้เป็นราชันคนแรกแห่งยุคนี้

ต่อให้มิสามารถพิสูจน์มรรคาเพื่อเป็นราชันได้ แต่หากได้กระดูกกระบี่ในตำนานชิ้นนี้มา ก็จะทำให้มีความสามารถเหนือกว่าท่านบรรพบุรุษฉางหลิง และเทียบเท่ากับเจ้าแดนได้

ได้ยินดังนั้น ศิษย์สายตรงผู้นั้นก็ประสานมือคารวะ ก่อนจะรีบแปลงกายเป็นเงาและหายไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว

เพียงพริบตา เมื่อราตรีมาเยือน

ศิษย์สายตรงผู้นั้นก็กลับมาอีกครั้ง เขาเข้ามาภายในตำหนักโบราณอย่างเงียบ ๆ

“เป็นเช่นไรบ้าง ? ”

ชุยชิงไป่ลุกขึ้นยืน และเดินมาตรงหน้าของศิษย์สายตรงผู้นั้นอย่างรวดเร็ว พลางเอ่ยถามขึ้น

“เรียนอาจารย์ สวี๋ฉางเหอไปที่ถ้ำเก็บตำราขอรับ”

ศิษย์สายตรงเอ่ยออกมาตามที่รู้ “ศิษย์เองก็เข้าไปในถ้ำเก็บตำราเช่นกัน แต่กลับพบว่าเขามิได้สนใจดูตำราเคล็ดวิชาแต่อย่างใด ทว่ากับค้นคว้าบันทึกประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ที่เก็บเอาไว้ในถ้ำเก็บตำรา เหมือนว่าตั้งใจจะหาบันทึกบางอย่างเป็นพิเศษขอรับ”

“ข้ารู้แล้ว”

ชุยชิงไป่ขมวดคิ้วน้อย ๆ พร้อมกับพยักหน้าเบา ๆ แล้วเอ่ยกำชับว่า “เจ้ากลับไปจับตามองความเคลื่อนไหวของสวี๋ฉางเหอต่อ ต้องรู้ให้ได้ว่าแท้จริงแล้วเขากำลังตามหาสิ่งใดอยู่กันแน่”

“ศิษย์ทราบแล้วขอรับ”

หลังจากที่ศิษย์สายตรงผู้นั้นทำการคารวะ และหมุนกายออกไปจากตำหนักที่มีแสงสลัว ๆ หลังนี้แล้ว

นิ้วของชุยชิงไป่ก็ถูไปมาที่แขนเสื้อผ้าไหม ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยฉายแววเคร่งเครียดออกมาอย่างเห็นได้ชัด

เมืองเหอซีเวลานี้มีผู้ต้องห้ามที่เหนือกว่าระดับอมตะอยู่ เรื่องนี้ออกมาจากปากของท่านบรรพจารย์ไต้ แสดงว่าคงเป็นความจริง

อีกทั้งสวี๋ฉางเหอกลับมาที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย แต่กลับมิได้มาค้นหาเคล็ดวิชาสำคัญอันใด ทว่าสนใจตำราและบันทึกประวัติศาสตร์ต่าง ๆ แทน

เห็นได้ชัดว่าที่เขากลับมาครั้งนี้ก็เพื่อค้นหาข้อมูลบางอย่าง ให้กับผู้ต้องห้ามที่อยู่เหนือระดับอมตะผู้นั้น

ดังนั้นสวี๋ฝู๋จะกลับมาหรือไม่ก็ยังมิรู้

มิแน่ผู้สูงสุดท่านนั้น อาจจะสัมผัสได้ถึงกระดูกกระบี่ภายในกายของสวี๋ฝู๋

ดังนั้นสวี๋ฝู๋จึงมีโอกาสสูงที่จะต้องเผชิญหน้ากับสองทางเลือก

หากมิถูกผู้ต้องห้ามท่านนั้นชิงกระดูกกระบี่ไป บางทีสวี๋ฉางเหออาจจะทำข้อตกลงบางอย่างกับผู้ต้องห้ามท่านนั้นก็เป็นได้

ผู้ต้องห้ามท่านนั้นก็คงรับสวี๋ฝู๋เป็นศิษย์ และชี้แนะการบำเพ็ญเพียรให้กับสวี๋ฝู๋ กลายเป็นราชันเพียงหนึ่งเดียวของยุคนี้

หลังจากใคร่ครวญดูแล้ว

ชุยชิงไป่ก็อดมิได้ที่จะคลึงหว่างคิ้วด้วยความปวดหัว

โอกาสที่ล้ำค่าเช่นนี้เคยวางอยู่ตรงหน้าแต่นางกลับมิรู้มาก่อน หากมิใช่เพราะเสวียหมิงไห่บอกเอาไว้ก่อนตาย เกรงว่าตอนนี้นางก็คงจะยังมิรู้เรื่องรู้ราวใด ๆ

ทว่าบัดนี้เมืองเหอซีที่อยู่ห่างไกลกลับมีผู้ที่เหนือกว่าระดับอมตะปรากฏกายขึ้น มิเพียงแต่ผู้อาวุโสอย่างนางจะมิสามารถทำอันใดได้แล้ว เกรงว่าแม้แต่ท่านบรรพบุรุษฉางหลิงเองก็ต้องระมัดระวังอย่างมากเช่นกัน

แน่นอนว่าตอนนี้นางยังมิถึงขั้นหมดสิ้นหนทางเสียทีเดียว

หากสวี๋ฝู๋กลับมาดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยอีกครั้ง และกระดูกกระบี่ภายในกายยังอยู่ เช่นนั้นนางก็จะได้สุดยอดโอกาสในการกลายเป็นราชัน

ทว่าหากกระดูกกระบี่ของสวี๋ฝู๋ถูกชิงไป หรือนางยอมติดตามผู้เหนือกว่าระดับอมตะท่านนั้นไป

ถึงตอนนั้น ค่อยปล่อยข่าวเรื่องที่สวี๋ฝู๋มีกระดูกกระบี่อยู่ภายในกายออกไปอีกที

นางสูญเสียศิษย์ที่โดดเด่นเช่นเสวียหมิงไห่ไปแล้ว เยี่ยงไรซะก็มิสามารถกล้ำกลืนฝืนทนปล่อยให้เรื่องผ่านไปง่าย ๆ เช่นนี้ได้

……

……

มุมปากของท่านบรรพบุรุษฉางหลิงโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม จากนั้นก็ก้าวออกไปก่อนที่ร่างทั้งร่างจะเลือนรางหายไป

ผ่านไปมิกี่อึดใจ

ร่างสูงยาวร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศบนดินแดนรกร้างว่างเปล่า

“คงมิไกลแล้วกระมัง”

ทันทีสิ้นเสียง ร่างสูงยาวร่างนี้ก็เลือนรางลงอีกครั้ง ก่อนที่จะหายไปราวกับลมพายุรุนแรงและฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย

เพียงพริบตาท่านบรรพบุรุษฉางหลิงที่สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ก็ปรากฏกายขึ้นบนถนนเส้นหนึ่งของเมืองเหอซี

เพียงแต่สิ่งที่เขาคาดมิถึงก็คือ ด้วยตบะบารมีระดับอมตะของเขา กลับมิสามารถสัมผัสได้ถึงไอพลังของคนผู้นั้นในเมืองเหอซีได้

‘นี่……นี่คงมิใช่ว่าเขาไปจากเมืองเหอซีแล้วหรอกนะ ? ’

‘หากเป็นเช่นนั้นจริง มิเท่ากับข้ามาเสียเที่ยวหรอกหรือ ? ’

ท่านบรรพบุรุษฉางหลิงคลึงที่หว่างคิ้ว ก่อนจะสัมผัสอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมส่ายหน้าออกมาเบา ๆ

‘มิใช่ ! ’

‘น่าจะยังมิได้ไปไหน ! ’

‘เพียงแต่ไอพลังของคนผู้นี้ถูกสะกดเอาไว้อย่างดี และตบะบารมีคงจะอยู่เหนือกว่าข้า ดังนั้นข้าจึงมิสามารถสัมผัสได้’

หลังจากสัมผัสดูอย่างละเอียดแล้ว ท่านบรรพบุรุษฉางหลิงท่านนี้ก็ยังคงมิได้สิ่งใดเพิ่มเติม

แต่เมื่ออยู่ในระดับเช่นเขาแล้ว บางครั้งสัญชาตญาณก็แม่นยำกว่าพลังวิญญาณ

ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าผู้แข็งแกร่งท่านนี้ยังคงอยู่ในเมืองเหอซี

ทว่าระหว่างที่ท่านบรรพบุรุษฉางหลิงกำลังขมวดคิ้วแน่น และครุ่นคิดว่าจะทำเยี่ยงไรให้คนผู้นี้ปรากฏกายออกมานั้น

รอบกายของเขากลับมีสตรีรูปร่างสะโอดสะองมากมายยืนล้อมเอาไว้

โดยเฉพาะดวงตาที่วิบวับเหล่านั้น คล้ายกับว่าอยากจะพาท่านบรรพบุรุษฉางหลิงกลับบ้านไปพบกับพ่อแม่ของพวกนางเสียเดี๋ยวนั้น

เมืองเหอซีนั้นเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกล จึงทำให้ชาวเมืองมีร่างกายที่แข็งแรง

อีกทั้งยังมีสตรีมากมายอีกด้วย

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน