ตอนที่ 709 การทะเลาะกันของผู้อมตะ
สองวันผ่านไป
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย
ภายในตำหนักโบราณที่ใหญ่ที่สุดหลังนั้น
เวลานี้นอกจากหลี่ฉางหลิงและซ่งเซียนเฟิงแล้ว ยังมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกห้าคน
พวกเขาแต่ละคนล้วนสวมเสื้อผ้าหรูหรา ท่าทางโดดเด่น เพียงแค่นั่งอยู่เฉย ๆ ก็ให้ความรู้สึกกดดันที่น่าสะพรึงกลัวแล้ว
“ทุกท่าน มิทราบว่าพี่หมิงเติงบัดนี้ยังมิมาหมายความว่าเยี่ยงไร ? ”
หลี่ฉางหลิงที่อยู่ในชุดสีม่วงปักดิ้นทองหรูหรา ศีรษะสวมที่ประดับเป็นหยกขาว นั่งอยู่บนเก้าอี้มังกรทองที่ตั้งอยู่บนแท่นสูง กวาดตามองเหล่าผู้แข็งแกร่งมากมายด้านล่าง พลางเอ่ยถามเสียงเรียบ
ซ่งเซียนเฟิงนั่งเอามือกอดอก ดวงตาหลับสนิทท่าทางมิแยแสใด ๆ
หญิงชราที่ศีรษะมีดอกไม้สีทองประดับอยู่ และสวมเสื้อผ้างดงามท่านหนึ่ง แค่นเสียงออกมาเบา ๆ “ตามบันทึกในตำราโบราณที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคเซียนโบราณ เผ่าจิ้งหรีดโบราณถือเป็นมารที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาเผ่าราชาของแดนมารทั้งแปด โดยเฉพาะอิทธิฤทธิ์ของเผ่าจิ้งหรีดโบราณที่สามารถกลืนกินต้นกำเนิดของโลกเพื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น”
“แม้ว่ามารเผ่าจิ้งหรีดโบราณตนนี้จะถูกผนึกมาเนิ่นนาน ทว่าบัดนี้กลับยังคงแข็งแกร่งและสามารถต่อกรกับผู้อาวุโสฉางหลิงได้ ฉะนั้นเห็นได้ชัดว่ามารเผ่าจิ้งหรีดโบราณตนนี้ฟื้นฟูพลังได้รวดเร็วจนน่าตกใจเพียงใด”
“ดังนั้นข้าคิดว่ามิสามารถยื้อเวลาได้อีกแล้ว ในเมื่อผู้อาวุโสหมิงเติงยังมิยอมมาปรากฏตัว เช่นนั้นพวกเราก็มิจำเป็นจะต้องรออีกต่อไป รีบร่วมมือกันไปจัดการมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณตนนั้นเถอะ”
สิ้นเสียงบุรุษวัยกลางคนที่มีร่างกายกำยำสวมชุดหนังสัตว์ และมีเขาแหลมคมผู้หนึ่ง ก็ตบโต๊ะตัวยาวตรงหน้าอย่างแรง
ขณะเดียวกันปีกจมูกก็ขยับพลางพ่นไอสีขาวที่ร้อนระอุออกมา และเอ่ยเสียงต่ำว่า “น้องดอกทองเอ่ยถูกต้องแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นครั้งนี้ยังเป็นคำสั่งของท่านเจ้าแดน ให้พวกเราไปตามล่าหาตัวมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณตนนี้อีกด้วย”
“ตาเฒ่าหมิงเติงตั้งใจถ่วงเวลา เช่นนั้นก็ให้เขาไปแก้ตัวกับท่านเจ้าแดนเองก็แล้วกัน พวกเราอย่าได้ทำพลาดเพราะเขาเป็นอันขาด”
สตรีวัยกลางคนที่มีใบหน้างดงามนางหนึ่งที่นั่งข้าง ๆ ซ่งเซียนเฟิงเอ่ยขึ้น
ร่างของนางค่อนข้างอวบอัด ลำคอขาวผ่อง เนินอกนวลเนียนพร้อมจะเผยให้เห็นอยู่ตลอดเวลา
มุมปากของหญิงวัยกลางคนโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ชวนตะลึง ขณะชำเลืองมองซ่งเซียนเฟิงที่หลับตาสนิท พลางเอ่ยด้วยเสียงยั่วยวนว่า “ข้ามิขอออกความเห็นก็แล้วกัน เซียนเหิงของข้าว่าเยี่ยงไร ข้าก็ว่าเยี่ยงนั้น”
ซ่งเซียนเฟิงอดมิได้ที่จะเม้มริมฝีปากแน่น พลางเอ่ยเตือนเสียงเรียบว่า “อวี่จี เยี่ยงไรซะเจ้าก็เป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับอมตะ สงวนกิริยาสักนิดได้หรือไม่ ? ”
“สงวนกิริยา ? ”
สตรีวัยกลางคนที่แสดงกิริยายั่วยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เซียนเฟิง ในคืนนั้นเจ้ามิได้เอ่ยเช่นนี้นี่นา”
“ทำไม ? หายหน้าหายตาไปนาน มีคนใหม่ก็ลืมคนเก่าเช่นข้าแล้วเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
ซ่งเซียนเฟิงขมวดคิ้วน้อย ๆ แต่ก็มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก
ต้องบอกว่าสตรีนางนี้หาได้ดูใสซื่ออย่างเช่นที่เห็นไม่
ตอนนั้นเป็นเพราะตกหลุมพรางของสตรีนางนี้โดยมิได้ตั้งใจ
ในชั่วข้ามคืน พลังวิญญาณของระดับจักรพรรดิเซียนของเขาถูกดูดไปจนหมด
นับจากนั้นมา ทุกครั้งที่เขาเจอหน้าสตรีนางนี้ก็อดมิได้ที่จะอกสั่นขวัญแขวนทุกครั้ง
เมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มอึดอัด
หลี่ฉางหลิงก็หัวเราะเสียงขื่นว่า “เช่นนี้ก็แล้วกันในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเรารออีกสักวันก็แล้วกัน พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางไปเมืองเหอซีร่วมมือกันจัดการมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณตนนั้น”
หญิงชราที่ปักดอกไม้สีทองมุมปากกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นว่า “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เช่นนั้นรออีกสักวันก็แล้วกัน หากผู้อาวุโสหมิงเติงยังมิมาอีก ก็ให้เขารับผลกรรมเองก็แล้วกัน”
“คงต้องปล่อยให้เป็นเช่นนั้นแล้ว”
บุรุษวัยกลางคนร่างกำยำพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนหันไปมองหลี่ฉางหลิงที่นั่งอยู่บนแท่นพลางเอ่ยเสียงเข้มออกมาทันทีว่า “หลี่ฉางหลิง เจ้าก็อย่าลืมล่ะว่าที่พวกเรายอมร่วมมือด้วยหาใช่เพราะศิโรราบให้กับเจ้าไม่ อย่าได้ทำตัวสูงส่งเป็นอันขาด”
“ข้าขอเตือนเอาไว้ ตอนนี้แค่ข้าเห็นหน้าเจ้าก็รู้สึกอารมณ์เสียแล้ว”
หลี่ฉางหลิงมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย และปรายตามองบุรุษวัยกลางคนร่างกำยำด้วยแววตาเย็นเยียบ ทว่าก็มิได้โต้ตอบใด ๆ
“มาถึงตอนนี้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมิงเจ๋อของข้ามีคนบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ศิษย์สายตรงของสำนักก็บาดเจ็บล้มตายไปเกือบครึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิเซียนสองคนต้องดับสูญอีกด้วย คนผู้นี้มีพลังแข็งแกร่งอย่างมาก แม้แต่ข้าเองก็ต้องใช้ค่ายกลโบราณมากมายควบคู่ไปด้วย จึงจะสามารถต่อกรกับเขาได้……”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็อดมิได้ที่จะสบตากันอีกครั้ง
‘นี่มันเรื่องอันใดกันอีก ? ’
‘หรือว่ามารเผ่าจิ้งหรีดโบราณเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และไอพลังไปจากตอนที่อยู่แดนฉางหลิงแล้ว ? ’
‘หรือว่าผู้อาวุโสหมิงเติงมิยอมมาที่นี่ จึงตั้งใจเล่นละครตบตา ? ’
‘แต่หากมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณตนนี้ไปจากแดนฉางหลิงแล้วจริง ๆ เล่า ? ’
‘และการที่มารเผ่าจิ้งหรีดโบราณตนนี้อาละวาดเที่ยวสังหารผู้คนเช่นนี้ แสดงว่ามันมีความเชื่อมั่นว่าสามารถเอาชนะโลกใบนี้ได้’
‘แต่เหมือนมีบางอย่างมิถูกต้อง ! ’
ระหว่างที่เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับอมตะต่างครุ่นคิดและคาดเดากันอยู่นั้น
ก็มีเสียงขอความช่วยเหลือของผู้อาวุโสหมิงเติงดังขึ้นจากหยกวิญญาณเวหาอีกครั้ง
“ทุกท่าน ได้โปรดช่วยดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมิงเจ๋อด้วย มิเช่นนั้นหากคนผู้นี้สังหารคนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมิงเจ๋อจนสิ้นซากแล้วล่ะก็ ต่อไปเขาจะต้องบุกไปยังดินแดนศักด์สิทธิ์ของพวกท่านเป็นแน่”
“ถึงตอนนั้นมิเพียงข้าที่ไร้ทางรอด แม้แต่พวกท่านเองก็จะต้องมีจุดจบที่เลวร้ายเช่นกัน”
บุรุษวัยกลางคนร่างกายกำยำเห็นผู้อาวุโสหมิงเติงข่มขู่เช่นนี้ ก็คำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราดทันทีว่า “ตาเฒ่าหมิงเติง ถ้าเจ้ามิอยากมาที่นี่เช่นนั้นก็มิต้องมา เหตุใดถึงต้องเล่นละครใหญ่โตเพียงนี้ด้วย ? ”
“เล่นละคร ? ”
หมิงเติงเอ่ยขึ้นมาอย่างเคียดแค้นทันที “เจ้าหมิงกู่ เจ้านี่มันใหญ่แต่ตัวแต่กลับไร้สมองยิ่งนัก ข้าสงสัยจริง ๆ ว่าเจ้าคงใช้โชคล้านปีของเผ่าเจ้าถึงได้มีตบะบารมีเช่นวันนี้ใช่หรือไม่ ? ”
“ที่เจ้าคุยโวว่าจะพิสูจน์มรรคาเพื่อกลายเป็นราชันนั้น หากเจ้าสามารถพิสูจน์มรรคาเพื่อกลายเป็นราชันได้จริง คาดว่าแม่หมูก็คงจะปีนขึ้นต้นไม้บำเพ็ญเพียรเป็นราชันได้เหมือนกัน”
หลังจากบุรุษวัยกลางคนนามว่าหมิงกู่ได้ยินคำกล่าวนี้ ก็โมโหจนควันออกจากทวารทั้งเจ็ด ไอพลังชั่วร้ายอันรุนแรงแผ่ไปทั่วทั้งตำหนักโบราณ……

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน