ตอนที่ 710 บุรุษชุดดำที่หายไป
เมื่อเห็นผู้อาวุโสหมิงกู่เกรี้ยวกราดเพียงนี้
ผู้อาวุโสหมิงเติงที่เวลานี้มิได้อยู่ในที่นั้นก็หัวเราะเสียงเย็นออกมา “หมิงกู่ ดูท่าทางของเจ้าสิ เป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับอมตะแห่งยุค และเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดของแดนเซียนจื่อฉง สุดท้ายตอนนี้เจ้ากำลังทำอันใดอยู่ ? ”
“มิมีความอดทนแม้แต่น้อย ข้าขอบอกเจ้าตามตรงทุกคนที่อยู่ที่นั่นในตอนนี้มีใครอ่อนด้อยกว่าเจ้ากัน ? แต่พวกเขาต่างก็ยอมถอยให้กับเจ้า หากมิใช่เพราะเห็นแก่หน้าท่านบรรพบุรุษของเผ่าเจ้าแล้วล่ะก็ พวกเขาคงลงมือกับเจ้าไปนานแล้ว”
“แค่เอ่ยว่าเจ้ามีร่างกายกำยำแต่ไร้สมอง เจ้ายังรู้สึกว่าโดนเหยียดหยาม ทว่าตอนนี้นอกจากเจ้าจะเกรี้ยวกราดแล้วยังทำอันใดได้อีกบ้าง ? ”
“ย๊าก ! ”
สิ้นเสียง บนกายของหมิงกู่พลันมีลำแสงสีเลือดเจิดจ้าไร้ที่เปรียบพุ่งขึ้นมาทันที ใบหน้าขรุขระแทบจะบิดเบี้ยว ภายในดวงตากลมโตคู่นั้นแทบจะพ่นไอสีแดงออกมาอีกด้วย
“เจ้าเฒ่าหมิงเติง วันนี้ข้าจะต้องฆ่าเจ้าให้จงได้ ! ”
หมิงกู่ร่างทั้งร่างแดงก่ำราวกับเปลวไฟ ก่อนจะก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว พร้อมทั้งคำรามออกมา
“หมิงเติง เจ้าพอได้แล้ว”
หญิงชราที่ประดับดอกไม้สีทองแค่นเสียงเบา ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นกับหยกวิญญาณเวหาที่ลอยอยู่กลางอากาศ “หรือว่าเจ้าต้องการให้หมิงกู่เสียสติจริง ๆ และไปสังหารเจ้าที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมิงเจ๋อ เจ้าถึงจะพอใจเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
ขณะที่เอ่ยหญิงชราก็สะบัดแขนเสื้อเบา ๆ ก่อนที่ชามหินที่ดูธรรมดาใบหนึ่งจะลอยขึ้นไปอยู่เหนือศีรษะของหมิงกู่
มินานเมื่อภายในชามเกิดแสงสว่างส่องลงมา หมิงกู่ที่ร่างแทบจะระเบิดเพราะความไฟโทสะก็สงบลงอย่างรวดเร็ว
แต่หลังจากนั้นเขาก็ยังส่งเสียงคำรามขึ้นมาเป็นระลอก
“ดอกทอง เจ้าก็คิดว่าข้ากำลังแสดงละครอยู่ใช่หรือไม่ ถึงมิยอมไปที่แดนฉางหลิง ? ”
ผู้อาวุโสหมิงเติงหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะพุ่งเป้าไปที่หลี่ฉางหลิงพลางด่าเสียงดังลั่นว่า “หลี่ฉางหลิงเจ้าคนโง่ เจ้ามั่นใจว่ามารเผ่าจิ้งหรีดโบราณตนนั้นอยู่ในแดนฉางหลิงของเจ้างั้นหรือ ? ”
หลี่ฉางหลิงชะงักไปเล็กน้อย แล้วจึงเอ่ยพร้อมกับขมวดคิ้วว่า “พี่หมิงเติง ระวังคำเอ่ยของท่านด้วย ข้าหาได้ล่วงเกินท่านไม่”
“ยังจะต้องระวังคำกล่าวอันใดอีก ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมิงเจ๋อของข้าใกล้จะต้านทานเอาไว้มิอยู่แล้ว”
ผู้อาวุโสหมิงเติงเอ่ยเสียงเย็นว่า “แต่ข้าขอถามเจ้าสักหน่อย มารเผ่าจิ้งหรีดโบราณที่เจ้าเอ่ยถึงได้สังหารผู้คน ทำลายล้างสรรพสิ่งภายในดินแดนของเจ้าไปหรือยัง ? ”
“เอ่อ……”
หลี่ฉางหลิงมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที และอดมิได้ที่จะเผยสีหน้าสงสัยออกมา
ขณะเดียวกัน คนที่เหลือเองก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเช่นกัน ก่อนจะหันไปสบตากัน และเบนสายตาไปทางหลี่ฉางหลิงที่มีท่าทางอึกอัก
หลี่ฉางหลิงนิ่งเงียบอยู่สักพัก แต่ก็ยังคงเอ่ยอย่างแน่วแน่ว่า “ทุกท่าน ข้าสามารถยืนยันได้ว่า ผู้ที่อยู่เมืองเหอซีจะต้องเป็นมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณอย่างแน่นอน”
“ข้าเคยประมือกับเขามาแล้ว คนผู้นั้นบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ อีกทั้งภายในเขตแดนวิถีกระบี่ของเขา ยังมีพลังแห่งกฎที่ต่างจากแดนเซียนจื่อฉงอีกด้วย อิทธิฤทธิ์ที่ประหลาดเช่นนี้ใครกันที่จะสามารถทำได้ ? ”
“และข้าขอบอกทุกท่านอย่างมิอายว่า ระฆังนิรนามใบนั้นของข้าก็ถูกชิงไปตอนที่ต่อสู้กับคนผู้นั้นด้วยเช่นกัน อีกทั้งเขายังขจัดรอยประทับบนระฆังนิรนามของข้าได้อีกด้วย”
สิ้นเสียง ภายในตำหนักขนาดใหญ่ นอกจากหมิงกู่ที่ส่งเสียงคำรามออกมาเป็นระยะแล้ว ก็มิมีเสียงใดอีก
แม้แต่หมิงเติงเองก็จมอยู่กับความคิดของตนเอง
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น แล้วทางด้านหมิงเติงเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ ?
พลังของคน ๆ เดียวกลับสามารถบีบทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมิงเจ๋อได้ถึงขนาดนี้ พลังเช่นนี้น่าสะพรึงกลัวเพียงใดกัน !
คงมิได้มีมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณโผล่มาพร้อมกันสองตนหรอกกระมัง ?
หลังจากเงียบไปชั่วครู่
อีกฟากหนึ่งของหยกวิญญาณเวหาก็มีเสียงชราเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ท่านบรรพจารย์ขอรับ คนผู้นี้แข็งแกร่งยิ่งนัก โดยเฉพาะกระดานหมากที่เขานำออกมานั้นช่างพิสดารยิ่ง แม้แต่ค่ายกลสังหารที่แข็งแกร่งที่สุดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมิงเจ๋อของเราก็ยังมิสามารถทำอันใดเขาได้……”
ยังมิทันสิ้นเสียง
“เจ้าถอยไปก่อน ขอข้าพักสักครู่ค่อยไปสู้ต่อ”
แค่คิดก็รู้แล้วว่าภาพที่ราวกับนรกเช่นนี้จะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
เหนือบรรยากาศที่ราวกับนรกแห่งนี้
มีร่างสีดำร่างหนึ่งยืนอยู่กลางอากาศ
ดวงตาของเขาเป็นสีขาวข้างหนึ่งและเป็นสีดำข้างหนึ่ง บนใบหน้าเหลี่ยมสันนั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาที่น่าสะพรึงกลัว
ด้านข้างของเขามีกระดานหมากที่ดูมิสะดุดตาแผ่นหนึ่งอบอวลไปด้วยไอสีขาวดำที่ประหลาด และแผ่กลิ่นอายโบราณออกมา
เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ก็คือ จิตวิญญาณอาวุธของกระดานหมากเฉียนคุนนั่นเอง
บุรุษชุดดำที่ก่อนหน้านี้พลัดหลงกับเย่ฉางชิงนั่นเอง
“จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังสงสัยว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมิงเจ๋อของข้าไปล่วงเกินอันใดท่านกันแน่ ถึงทำให้ท่านมาเข่นฆ่าพวกเราถึงเพียงนี้ ? ”
บนท้องฟ้า
ตำหนักสัมฤทธิ์โบราณหลายหลังที่ปกคลุมไปด้วยแสงระยิบระยับล่องลอยอยู่
ตำหนักสัมฤทธิ์โบราณเหล่านั้นเชื่อมต่อกันด้วยโซ่เส้นหนา ที่ก่อตัวเป็นค่ายกลสังหารโบราณที่หาได้ยากยิ่งค่ายกลหนึ่ง
ส่วนด้านบนของตำหนักสัมฤทธิ์โบราณเหล่านั้น
มีชายชราที่ผมและหนวดขาวโพลนเจ็ดท่านนั่งสมาธิอยู่กลางอากาศ รอบกายปกคลุมไปด้วยแสงอันเจิดจ้า และแผ่คลื่นแสงเป็นชั้น ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนด้านหลังของพวกเขา มีวงแสงที่อัศจรรย์ยิ่งวงแล้ววงเล่าลอยวนอยู่
ขณะเดียวกัน ก็มีเงามายาสีทองที่สูงตระหง่านเงาหนึ่งปกคลุมอยู่ พร้อมแผ่พลานุภาพอันน่ากลัวที่ไร้รูปร่างออกมา
ส่วนชายชราที่นั่งสมาธิอยู่เหนือตำหนักสัมฤทธิ์โบราณตรงกลาง ก็คือ ผู้อาวุโสหมิงเติงท่านนั้น
สิ้นเสียง บุรุษชุดดำก็มิพูดพร่ำทำเพลง สะบัดแขนข้างหนึ่งพร้อมโยนม้วนภาพหนังสัตว์ม้วนหนึ่งออกไป……

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน