เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 712

ตอนที่ 712 บรรยากาศตึงเครียด

ทันใดนั้น สีหน้าของผู้อาวุโสหมิงเติงก็ดูย่ำแย่ลงทันที

เขาคาดมิถึงจริง ๆ ว่าเงื่อนไขของบุรุษชุดดำก็คือการให้เขาไปแดนฉางหลิงด้วย

ยังมิต้องเอ่ยถึงว่าหากเขาและบุรุษชุดดำปรากฏกายขึ้นพร้อมกัน ผู้อมตะทั้งเจ็ดจะมองเขาเช่นไร

หรืออาจจะกำจัดเขาก่อน จากนั้นค่อยร่วมมือกันต่อกรกับบุรุษชุดดำ

แต่ประเด็นสำคัญก็คือบุรุษชุดดำผู้นี้มิเพียงมีพลังเหนือกว่าเขามาก อีกทั้งการโจมตียังเด็ดขาด หากเขาลงมือแล้วย่อมมิให้โอกาสคู่ต่อสู้มีชีวิตรอดไปได้อีก

หากเขาต้องไปเป็นตัวประกันก็มิต่างอันใดกับเนื้อบนเขียง ชีวิตของตนต้องตกอยู่ในกำมือของคนผู้นั้น

ทว่าหากบุรุษชุดดำสามารถทำลายค่ายกลสังหารคุกเจ็ดตำหนักได้ ถึงขนาดทำลายดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมิงเจ๋อ ถึงตอนนั้นเขาก็ยังมีไพ่ตายใบสุดท้ายที่พอจะรักษาชีวิตเอาไว้ได้

อีกทั้งการจะทำลายค่ายกลสังหารคุกเจ็ดตำหนัก จะต้องใช้พลังอย่างมหาศาล เช่นนั้นโอกาสในการที่เขาจะหนีรอดไปได้ก็มีมากขึ้น

‘ตอนนี้ข้าควรทำเช่นไรดี ? ’

‘คงจะหนีเอาชีวิตรอดต่อหน้าทุกคนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมิงเจ๋อไปเช่นนี้มิได้หรอกกระมัง ? ’

‘แม้ว่าขอเพียงมีชีวิตรอด ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้’

‘แต่เป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับอมตะแห่งยุค หากจิตแห่งเต๋าได้รับความเสียหาย เช่นนั้นก็จะมิสามารถบรรลุระดับที่สูงขึ้นกว่านี้ได้อีกแล้ว’

‘เฮ้อ ! ’

‘อนิจจาชีวิตมิเที่ยงแท้’

‘สุดท้ายก็ต้องพาตนเองเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้จนได้’

หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก ผู้อาวุโสหมิงเติงก็ลุกขึ้นยืน มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มแห้ง ๆ

“ข้ายอมรับเงื่อนไขของท่าน”

ผู้อาวุโสหมิงเติงกวาดตามองท่าทางร้อนใจและขอบตาแดงก่ำของทุกคน ก่อนจะเอ่ยกับบุรุษชุดดำว่า “แต่ท่านก็ต้องทำตามเงื่อนไขของข้าอย่างหนึ่งเช่นกัน”

“นับแต่นี้ไปมิว่าเยี่ยงไรก็ห้ามสังหารศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมิงเจ๋อ รวมทั้งสรรพสิ่งในแดนหมิงเจ๋อของข้าอีก”

บุรุษชุดดำเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบนิ่งว่า “หากสามารถตามหานายท่านที่แดนฉางหลิงเจอจริง ๆ ถึงตอนนั้นข้าจะมอบวาสนาให้เจ้าถือเป็นการชดเชยให้อีกด้วย”

ผู้อาวุโสหมิงเติงส่ายหน้ายิ้ม ๆ แล้วเอ่ยว่า “เรื่องชดเชยคงมิต้องแล้ว”

สิ้นเสียง ระหว่างที่ผู้อาวุโสหมิงเติงหมุนกายเตรียมจะจากไปนั้น

จู่ ๆ ก็มีเสียงอันก้องกังวานราวกับเสียงอสนีบาตดังขึ้น กึกก้องไปทั่วท้องฟ้าของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมิงเจ๋อเป็นเวลาเนิ่นนาน

“น้อมส่งท่านบรรพบุรุษ ! ”

“น้อมส่งท่านบรรพบุรุษ! ”

“น้อมส่งท่านบรรพบุรุษ…… ! ”

สิ่งนี้มิได้ทำให้ผู้อาวุโสหมิงเติงยินดีแต่อย่างใด กลับกันเขายิ่งรู้สึกหงุดหงิด จนอดมิได้ที่จะเม้มริมฝีปากแน่น

แต่ก็มิได้แสดงท่าทีเกรี้ยวกราดออกมา

‘น้อมส่งงั้นหรือ ? ’

‘ข้ายังมิตาย ! ’

‘พวกเจ้ารอก่อนเถอะ ! ’

‘รอข้าส่งเจ้าดาวเคราะห์ผู้นี้เสร็จแล้ว จะกลับมาจัดการพวกเจ้า’

……

……

แดนฉางหลิง

หลังจากได้ยินผู้อาวุโสหมิงเติงกล่าวอย่างเสียสติว่าจะนำภัยพิบัตินั้นมาที่แดนฉางหลิง

หลี่ฉางหลิงรวมถึงเหล่าผู้อมตะที่เหลือต่างก็นั่งมิติด

เจ้าคนที่อยู่เมืองเหอซีก็แข็งแกร่งมากพอแล้ว หากมีผู้ที่น่ากลัวยิ่งมาสมทบอีกคน

ถึงตอนนั้นจะต้องแบ่งผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิเซียนส่วนหนึ่งไปตั้งรับผู้มาใหม่ ย่อมทำให้กำลังเสริมของพวกเขาลดลงไปด้วย

ถ้าเช่นนั้นก็ร่วมมือกันจัดการผู้ที่อยู่เมืองเหอซีก่อน จากนั้นค่อยร่วมมือกันจัดการผู้มาใหม่ทีหลัง

หลังจากที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันแล้ว ต่างก็พากันรีบไปยังเมืองเหอซีในทันที

“ทว่าต่อมาเขาคงคิดว่าภาพวาดนั้นของข้ามิควรค่ากับหินโลหิตสวรรค์หนึ่งก้อน และอาจจะไปล่วงเกินคนที่มิควรล่วงเกินเข้า ดังนั้นจึงได้จากไปโดยมิร่ำลา”

สวี๋ฝู๋ถอนสายตากลับมาเงียบ ๆ ก่อนจะสบสายตากับสวี๋ฉางเหอด้วยรอยยิ้ม แต่มิได้เอ่ยสิ่งใดออกมา

สวี๋ฉางเหอเงียบอยู่สักพัก แม้จะมีท่าทางสบาย ๆ แต่กลับเอ่ยประโยคที่แฝงความหมายลึกซึ้งขึ้นมาว่า “ฝู๋เอ๋อ ความจริงแล้วการบำเพ็ญเพียรวิถีเซียนกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ธรรมดาหาได้แตกต่างกันไม่”

“ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนมุ่งเน้นเรื่องโอกาสและวาสนา ส่วนมนุษย์ธรรมดากลับมุ่งเน้นเรื่องโชคชะตา นานมาแล้วตอนที่พ่อออกไปหาประสบการณ์ที่โลกมนุษย์เคยได้ยินคำกล่าวว่า สิ่งที่เป็นของเจ้าเยี่ยงไรซะก็เป็นของเจ้า สิ่งที่มิใช่ของเจ้าฝืนเยี่ยงไรก็มิใช่ของเจ้า”

“คำกล่าวนี้ดูเหมือนธรรมดา แต่กลับแฝงความหมายลึกซึ้ง โดยเฉพาะตอนที่ขัดเกลาระดับจิตใจ หากสัมผัสอย่างละเอียดแล้ว เชื่อว่าเจ้าจะได้ประโยชน์อย่างคาดมิถึงเป็นแน่”

ในตอนนั้นเอง เย่ฉางชิงก็ได้เอ่ยสำทับขึ้นว่า “เสี่ยวสวี๋ ท่านเจ้าเมืองสวี๋ ในเมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้แล้ว เช่นนั้นข้าก็จะขอมอบประโยคเตือนใจให้ก็แล้วกัน”

สวี๋ฝู๋มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับให้กับเย่ฉางชิง “อาจารย์เชิญกล่าวมาได้เลยเจ้าค่ะ ศิษย์จะจดจำให้ขึ้นใจอย่างแน่นอน”

สวี๋ฉางเหอเองก็ชะงักไปเล็กน้อย พลางหันไปมองเย่ฉางชิง

เพื่อป้องกันการเกิดนิมิตที่มิจำเป็น

เย่ฉางชิงจึงหัวเราะออกมา ก่อนจะพยายามเอ่ยออกมาตามที่ตนเข้าใจแทนว่า “การเป็นคนต้องทำตัวดุจสายน้ำ มอบความชุ่มชื่นให้แก่สรรพสิ่ง แต่มิแก่งแย่งกับสรรพสิ่ง อุปนิสัยเช่นนี้จึงเข้าใกล้……มรรคาแห่งทุกสรรพสิ่ง”

สวี๋ฝู๋นิ่งงัน พร้อมทั้งอดมิได้ที่จะสบสายตากับสวี๋ฉางเหอที่กำลังตกตะลึงอยู่เช่นกัน

เย่ฉางชิงถอนสายตากลับมา หันไปชำเลืองมองสองพ่อลูก พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “คำกล่าวนี้ของข้าแม้มิได้ลึกซึ้งอันใด แต่พวกเจ้าลองนำไปไตร่ตรองดูคงจะช่วยในการบำเพ็ญเพียรในภายภาคหน้ามิมากก็น้อย”

ต้องบอกว่าเมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของสองพ่อลูก

เย่ฉางชิงเองก็รู้สึกงุนงงเช่นกัน

เขารู้ดีว่าหากเอ่ยตามประโยคที่เขียนเอาไว้ในคัมภีร์ลัทธิเต๋าออกมา จะต้องทำให้เกิดนิมิตขึ้นอย่างแน่นอน

ทว่าเพราะป้องกันการเกิดนิมิต กลับทำให้สวี๋ฉางเหอสองคนพ่อลูกงุนงงเข้าไปใหญ่

‘นี่มันเรื่องอันใดกัน ! ’

‘หรือข้าต้องเอ่ยตามตำราเป๊ะ ๆ ถึงจะทำให้พวกเจ้ารู้สึกถึงความสูงส่ง ? ’

‘เช่นนี้มิเท่ากับลดความมั่นใจของข้าเกินไปแล้วกระมัง ? ’

ทว่าระหว่างที่เย่ฉางชิงกำลังงุนงงอยู่นั้น

ด้านนอกเมืองเหอซีห่างออกไปร้อยลี้กลับเกิดฟ้าร้องคำราม มีเมฆดำทะมึนปกคลุมเมืองเหอซีเอาไว้……

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน