ทันทีที่เยี่ยนเสี่ยวซื่อได้ยินเสียงหัวเราะ นางก็คิดทันทีว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นหญิงสาวท่าทางดุดัน ใจคอโหดเหี้ยม ทว่าหลังจากที่ประตูเปิดออก ผู้ที่เดินออกมานั้นกลับเป็นหญิงสาวสวมอาภรณ์สีม่วง งามพิเลิศเฉิดฉันดุจเทพเซียน
หน้าตาของหญิงสาวแม้จะไม่อาจเทียบกับเยี่ยนเสี่ยวซื่อ แต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่าง นางสง่างามเยี่ยงผู้ใหญ่ องคาพยพบนใบหน้าได้รูป ดวงหน้าอ่อนเยาว์ ทำให้ไม่อาจคะเนอายุของนางได้
เพียงแต่รอยยิ้มของนางมิได้มาจากแววตา กลิ่นอายแห่งอันตรายกำจายไปรอบกายของนาง
เป็นไปดังคาด กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวนี้ถูกพลังมารสกัดไว้ เพื่อไม่ให้เยี่ยนเสี่ยวซื่อถูกลูกหลงเข้า เยี่ยนเสี่ยวซื่อจึงโผล่ศีรษะออกมา กะพริบตาปริบๆ มองนาง “ท่านน้างามเหลือเกิน”
หากคำพูดนี้ออกจากปากของดรุณีน้อยวัยสิบสี่ปี ก็อาจพอทำเนา เพราะถึงแม้มารดาภูติผีจะมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์ แต่แท้จริงแล้วนางก็อายุมากโข ทว่าหากคำพูดนี้ออกมาจากชายหนุ่มสูงเจ็ดฉื่อละก็ ผลลัพธ์อาจน่าสะพรึงกลัวอยู่บ้าง
มารดาภูติผีรู้สึกเพียงว่าร่างกายของตนสั่นเทิ้ม เดิมทีคิดว่าอยากใช้กระบวนท่าสังหารให้รู้แล้วรู้รอด กลับถูกคำว่า ‘ท่านน้า’ ซึ่งฟังดูอ้อแอ้ไร้เดียงสาทำเอาไปต่อไม่ถูก
อย่าคิดว่าเจ้าหลบอยู่ด้านหลังแล้วข้าจะมองไม่เห็น เจ้าตัวใหญ่เพียงใดย่อมรู้อยู่แก่ใจ ยังจะมาเกาะชายเสื้อของบุรุษเฉกเช่นเด็กสาว ยื่นศีรษะกลมๆ เล็ก…ไม่สิ…ศีรษะกลมๆ ใหญ่ๆ ออกมา
เจ้าคิดว่าตนเองเป็นเด็กสาวหรืออย่างไร!
บุรุษทุกวันนี้อ่อนปวกเปียกไร้ซึ่งความองอาจเช่นนี้เชียวหรือ?!
มารดาภูติผีมาพร้อมกับจิตสังหาร แต่เมื่อเห็นท่าทางของเยี่ยนเสี่ยวซื่อ ปล่อยออกมาได้เพียงครึ่งเดียวก็ลืมไปเสียสนิท นางหยุดอยู่ที่ปากประตู ห่างจากทั้งสองคนไม่ถึงสิบก้าว
ประมุขมารรับรู้ได้ว่ามารดาภูติผีมีระดับพลังสูงมาก สูงจนว่ากันว่าสามารถเหาะได้เลยทีเดียว
“เจ้าเอาชนะนางได้ไหม? ข้ารู้สึกว่านางไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไร” เยี่ยนเสี่ยวซื่อกระซิบถามอยู่ด้านหลังประมุขมาร คิดว่าเสียงของตนเองเบาเหลือเกิน
คนทั่วไปไม่ได้ยินเสียงนี้ก็จริง แต่มารดาภูติผีเป็นถึงยอดฝีมือ จึงได้ยินชัดเจนทุกคำ
มารดาภูติผีหัวเราะลั่น “เจ้าคนขี้ขลาดนี่น่าสนใจดีเหลือเกิน ข้าว่าระดับพลังของเจ้าก็มิได้ต่ำเตี้ย แต่ขี้ขลาดถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ข้าไม่ได้ขี้ขลาด ข้าระมัดระวังต่างหาก! ถ้าเกิดท่านจับข้าเป็นตัวประกันมาข่มขู่เขาจะทำอย่างไรเล่า…หึ!” เยี่ยนเสี่ยวซื่อไม่ยอมถูกหลอกง่ายๆ หรอก!
มารดาภูติผีสองมือกอดอก ดวงตาหรี่เล็กน้อย นางรู้สึกประหลาดใจที่อีกฝ่ายเอ่ยคำพูดที่เหลือเชื่อเช่นนี้ออกมา ทั้งสองคนล้วนเป็นยอดฝีมือขั้นต้าเซิ่งสูงสุด อยู่ดีๆ นางจะเข้าไปจับได้อย่างไรกัน เขาคิดว่าตนเองต่อกรด้วยง่ายหรืออย่างไรกัน
อันที่จริง ในตอนที่ทั้งสองเข้ามาใกล้เรือนของนาง นางก็สัมผัสได้แต่แรกแล้วว่าบุรุษอาภรณ์สีดำนั้นเป็นร่างรวมเผ่าศักดิ์สิทธิ์และมาร บุคคลจำพวกนี้ไม่เพียงเข้าออกในเผ่ามารได้อย่างอิสระ ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไปมาได้ง่ายดายดุจมัจฉาในสายน้ำ ต่างกับผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมมะ ที่เมื่อเข้าไปในเผ่ามาร พลังก็จะถูกจำกัดไว้ ส่วนผู้บำเพ็ญมาร เมื่อไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่อาจสำแดงพลังออกมาได้อย่างเต็มขั้น
อย่างไรก็ดี ที่นี่คือยมโลก ต่อให้ร่างรวมเผ่าศักดิ์สิทธิ์และมารมาเองก็เปล่าประโยชน์ แท้จริงแล้วพวกเขาทั้งสามก็มีระดับพลังเท่ากัน ทว่าในยมโลก นางเป็นเจ้าบ้าน พลังของนางจึงทบทวีสิบเท่าร้อยเท่า แต่พลังของพวกเขากลับลดลงอีกหลายเท่า
“สิ่งนี้เป็นของใคร” ประมุขมารนำขลุ่ยหยกขึ้นมาลอยอยู่ในฝ่ามือ
แววตาของมารดาภูติผีหรี่ลงเล็กน้อย แล้วตอบไปอย่างมิได้สะทกสะท้านว่า “นี่ไม่ใช่ของวิเศษของเผ่ามารของพวกเจ้าหรอกหรือ? ข้าไม่ใช่คนเผ่ามารสักหน่อย จะไปรู้ได้อย่างไร”
เผ่ามารของพวกเจ้า? เยี่ยนเสี่ยวซื่อกะพริบตาปริบๆ มารดาภูติผีคนนี้คิดว่าพวกเขาทั้งสองคนเป็นคนเผ่ามารหรือ?
สิ่งที่เยี่ยนเสี่ยวซื่อไม่รู้ก็คือ มารดาภูติผีไม่ได้คิดว่าพวกเขาทั้งสองเป็นคนเผ่ามาร หากแต่นางมองออกว่านี่คือประมุขมาร
“อย่างนั้นหรือ?” ประมุขมารยกยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ กำฝ่ามือในฉับพลัน พลังจากขลุ่ยหยกระเบิดออก ปลดปล่อยเสียงขลุ่ยโหยหวน และในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงร้องน่าหดหู่ดังออกมาจากเรือนของมารดาภูติผี
“มีเสียงด้วย!” ดวงตาเรียวดุจผลซิ่งของเยี่ยนเสี่ยวซื่อจ้องเขม็ง
ประมุขมารแค่นหัวเราะเย็นชาพลางมองไปยังเรือนของมารดาภูติผี “มารดาภูติผีเป็นผู้ที่มีหน้ามีตาในยมโลก กล้ามาสมรู้ร่วมคิดกับผู้บำเพ็ญวิชามาร ใจกล้าเสียจริง!”
มารดาภูติผีเห็นว่าความจริงถูกเปิดเผยก็ไม่ได้แยแสแต่อย่างใด นางสะบัดแขนเสื้อ ปลดปล่อยภูติผีออกมานับไม่ถ้วน นางอาศัยจังหวะที่ภูติผีเข้าไปขวางหน้าทั้งสอง ทะยานขึ้นกลางอากาศ ดูดเรือนขนาดใหญ่ทั้งหลังเข้ามาเก็บในแขนเสื้อกว้างของตน และหายไปท่ามกลางหมอกพรางตาอันไร้ที่สิ้นสุดในบัดดล
ประมุขมารหยิบขลุ่ยเลายาวสีทองออกมา ใช้ขลุ่ยเป็นกระบี่ ขลุ่ยยาวเลานี้คล้ายกับจะนำพาพลังอันน่าสะพรึงกลัวบางอย่าง ภูติผีทุกตัวที่แตะต้องโดนมันล้วนมอดไหม้เป็นผุยผงในชั่วพริบตา
หลังจากจัดการภูติผีตัวสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว ประมุขมารก็ส่งขลุ่ยเลานั้นให้เยี่ยนเสี่ยวซื่อ “เก็บไว้ป้องกันตัว”
“อื้ม” เยี่ยนเสี่ยวซื่อคว้าขลุ่ยทอง “เป็นขลุ่ยที่งามเหลือเกิน”
ประมุขมาร “เจ้าควรจะพูดว่าเป็นขลุ่ยที่ยอดเยี่ยมเหลือเกินไม่ใช่หรอกหรือ?”
เหตุใดนางถึงสนใจเพียงว่างามไม่งามเป็นอันดับแรกไปเสียทุกอย่าง
“อื้ม” เยี่ยนเสี่ยวซื่อพยักหน้าอย่างจริงจัง “ยอดเยี่ยมด้วย ว่าแต่เงาสีดำๆ เมื่อครู่คืออะไรหรือ อัปลักษณ์เสียจริง”
ประมุขมาร “…”
ไม่ใช่น่าสะพรึงกลัว แปลกประหลาด และต่อกรด้วยยากหรอกหรือ…
หรือว่าในความคิดของเด็กคนนี้ จะมีเพียงความงามหรือไม่งาม?
ประมุขมารอธิบายอย่างใจเย็น “พวกนั้นเป็นลูกของมารดาภูติผี เรียกกันว่าบุตรภูติผี เล่ากันว่าเช้าตรู่ทุกวันมารดาภูติผีจะให้กำเนิดลูกสิบตน ตกเย็นก็จับพวกเขากินทั้งหมด”
“หา?” เยี่ยนเสี่ยวซื่อกอดขลุ่ยแน่นด้วยความตกใจ
ประมุขมารเห็นท่าทางตกใจของนาง ก็คิดในใจว่าตนไม่ควรเล่าเรื่องน่าสยดสยองเช่นนี้ให้นางฟัง
ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเยี่ยนเสี่ยวซื่อพูดขึ้นว่า “อัปลักษณ์ขนาดนั้น นางกินลงได้อย่างไรกัน…”
ประมุขมาร “…”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม [เล่ม2-3]