เห็นเถ้าแก่พูดจามั่นเหมาะเช่นนี้ ชั่วขณะนั้น ในใจถูซินเยว่ก็เริ่มจะคล้อยตามไปสามส่วน
นางกับซูจื่อหังสบตากัน แล้วสายตาก็ไปอยู่ที่เถ้าแก่อีก ถามอย่างข้องใจว่า "เมื่อกี้ท่านบอกว่า เหลยชีเคยผ่านการมีสามีมาแล้วสองคน เป็นความจริงหรือ?"
"ถูกต้อง" เถ้าแก่พยักหน้าอย่างมั่นใจ
มีสามีสองคน?
เคยผ่านการแต่งงานมาก่อนก็เหลือเชื่อแล้ว ยังมีสามีตั้งสองคนอีก? และได้ยินว่างานนี้ มีแม่สื่อมาแนะนำให้แก่ซูฟาเสียงด้วย
แม่เฒ่าตระกูลซูเป็นหญิงที่ร้ายกาจมาตลอด แล้วแม่สื่อไม่กลัวจะถูกนางด่าว่าไม่ได้ผุดได้เกิดหรือยังไง?
"ท่านพี่ เรื่องนี้ดูมีพิรุธ" ถูซินเยว่แอบกระซิบที่ข้างหูซูจื่อหังเบา ๆ
ซูจื่อหังก็พยักหน้าเห็นด้วย ที่จริงเขาไม่สนใจเรื่องนี้เลย แต่ในเมื่อภรรยาสนใจ เขาก็ต้องตามนางไปด้วย
ทั้งคู่แอบคุยกันเบา ๆ เมื่อเถ้าแก่เห็นพวกเขาสนใจเรื่องของเหลยชีเช่นนี้ ก็ให้นึกอะไรได้บางอย่าง จู่ ๆ ก็ถามขึ้นว่า "ได้ข่าวว่าวันก่อนมีแม่สื่อไปเจรจาหาคู่ให้แก่เหลยชี อย่าบอกว่าเป็นบ้านของพวกท่านล่ะ?"
พูดพลาง สายตาก็ไปจ้บจ้องที่ซูจื่อหัง
ถูซินเยว่รีบเอามือมาโอบซูจื่อหังไว้ พร้อมหรี่ตาและกล่าวว่า "นี่คือสามีของข้า"
เถ้าแก่หัวเราะอย่างขัดเขิน และกล่าวว่า "ข้าตาฝาดไปหน่อย ยังนึกว่าเป็นผู้ชายที่แม่สื่อหามาให้เหลยชีซะอีก แต่ก็น่าอยู่หรอก พ่อหนุ่มหล่อเหลาถึงปานนี้ จะมาชอบพอหญิงม่ายที่สามีตายทั้งสองคนได้ยังไง"
เถ้าแก่แม้จะพูดยิ้ม ๆ แต่ถูซินเยว่กับซูจื่อหังกลับรู้สึกแผ่นหลังเย็นวาบอย่างไรชอบกล
"ท่านว่าไงนะ?" ถูซินเยว่กล่าว "บอกว่าสามีสองคนของเหลยชีตายหมดอย่างงั้นหรือ?"
"ก็ใช่น่ะซี้ ลูกสาวบ้านนี้ได้ชื่อว่ากินสามี.." เถ้าแก่พูดมาแค่นี้ คล้ายกับจะนึกได้ว่าตนเป็นคนปากเปราะไปนิดนึง เพื่อไม่ให้ไปทำลายเรื่องคู่ครองของคนอื่น เลยคิดว่าหุบปากเสีย อย่าพูดมากจะดีกว่า
"อย่าเพิ่งพูดเลย ข้าขอไปก็บของก่อน ท่านทัังสองเชิญตามสบายล่ะ"
เถ้าแก่เผยรอยยิ้มที่ดูกระดากแต่ก็ไม่เสียมรรยาท พลางรีบเดินเข้าห้องครัวไป
ได้ยินข่าวใหญ่เช่นนี้ ทำเอาถูซินเยว่แทบไม่มีแก่ใจกินอะไรอีก นางรีบวางตะเกียบลง แสดงว่าแสดงอาการครุ่นคิด
ซูจื่อหังมองดูนางและถามว่า "เราจะไปตระกูลเหลยดูหน่อยมั้ย?"
"ไม่ไป" เดิมคิดว่าเป็นแค่งานแต่งงานทั่วไป แต่ตอนนี้ดูแล้ว เรื่องราวเหมือนจะซับซ้อนกว่าที่ตนคิดไว้มากนัก
ความสัมพันธ์ระหว่างซูฟาเสียงกับพวกเขาไม่ได้สนิทสนม อีกทั้งยังเคยรังแกนางหยู ถูซินเยว่จึงไม่คิดหาเรื่องใส่ตัว อยู่ดี ๆ ไปช่วยคน ๆ นี้
"เรื่องที่เราถามวันนี้ วันหน้าพวกเขาก็ต้องถามเหมือนกัน ก็ปล่อยให้ไปจัดการเองแล้วกัน"
มองจนนางรู้สึกแปลก ๆ
"ซินเยว่ ข้าคิดว่าแค่มีเจ้าอยู่ด้วยก็มีความสุขแล้ว" ซูจื่อหังหยุดก้าวเดิน จับมือของถูซินเยว่ขึ้นมาจุมพิตเบา ๆ กล่าวด้วยแววตาอันดูหม่นหมองว่า " ท่านแม่ต้องการให้ข้าร่ำเรียน จุดประสงค์ก็เพื่อจะสอบเป็นจอหงวน แต่ไม่เคยถามข้าซักครั้งว่าต้องการทำงานอะไร มีเพียงเจ้าที่ถามข้าเช่นนี้"
ถูซินเยว่หน้าร้อนผ่าว กระพริบตาเล็กน้อยและถามว่า "งั้นอนาคตของท่าน.."
"การสอบเป็นเพียงขั้นแรกเท่านั้น สิ่งที่ข้าอยากทำจริง ๆ ก็คือรับใช้บ้านเมือง กลายเป็นเสาหลักของบ้านเมือง" น้ำเสียงชายหนุ่มบ่งบอกความแน่วแน่
ถูซินเยว่ไม่เคยเห็นซูจื่อหังในด้านนี้มาก่อน จู่ ๆ กลับรู้สึกมองจนเพลิน ทำไงดีล่ะ? นางกำลังคิดว่าสามีของตนช่างเท่ห์อย่างเหลือร้าย เท่ห์จนนางไม่รู้จะบรรยายยังไงถูกแล้ว!
นางจ้องตาเขม็งไปยังชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้า รู้สึกว่าอีกฝ่ายเหมือนจะเปล่งประกายรัศมีเรืองรอง จนเนิ่นนานก็พูดไม่ออก
ซูจื่อหังเห็นนางไม่พูดจา ก็หัวเราะเล็กน้อย ยักคิ้วพลางถามว่า "ทำไม เจ้าคิดว่าข้าฝันเฟื่องอย่างงั้นหรือ?"
ถ้าถูซินเยว่จะมีความมคิดเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะยังไง การเป็นขุนนางไม่เพียงต้องมีชาติตระกูล ยังต้องมีอาจารย์คอยชี้แนะและคุณสมบัติที่เพียบพร้อม แต่เขาไม่มีอะไรเลย ได้แต่หวังว่าถ้าปีหน้าสอบได้เป็นจอหงวน ยังพอมีโอกาสได้ฟื้นตัวบ้าง
ถูซินเยว่กำลังใช้ความคิดเหม่อลอย จู่ ๆ ก็ตั้งสติกลับมา สั่นศีรษะเล็กน้อย กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ข้าไม่เคยคิดว่าท่านจะฝันเฟื่อง ขอให้เชื่อข้า คนเราต้องมีความสามารถในตัวเอง สามีข้าไม่เพียงเฉลียวฉลาด ยังขยันใฝ่รู้ เป็นนักเรียนที่เก่งสุดของสำนักบัณฑิต เก่งกาจถึงเพียงนี้ จะต้องสอบได้แน่นอน!”
เด็กสาวพูดเจื้อยแจ้ว พยายามสรรหาคำชมมาให้กำลังใจซูจื่อหังให้มากที่สุด
ซูจื่อหังมองดูท่าทีของถูซินเยว่ ดวงตาเป็นประกาย สุกสกาวยิ่งกว่าดวงดาวบนฟ้า จึงอดไม่ได้ที่จะเข้าใกล้นาง พลางแอบกระซิบว่า "ชมอีกหน่อยซิ"

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: หญิงอ้วนทำนา กับสามีบนเขาจอมขี้แกล้ง
รออยู่นะคะ...
รอ.....,....
รอ.........
แอดจ๋า...
ไม่อัพต่อแล้วเหรอคะ น่าสนุกมาก😭😭😭...
กำลังสนุกเลย ช่วยมาเพิ่มตอนให้ทีนะคะแอดมิน...
สนุกดี ไม่อัพต่อแล้วหรอค่ะ...