เมื่อผู้ที่สวมรอยเห็นโครงร่างของคนในภาพ ยิ่งแน่ใจว่าคนในภาพวาดนี้เป็นบุคคลที่สั่งการ
หลังจากนั้นซูเจ๋อแนะนำคนในราชสำนัก เพื่อให้เหลียนชิงโจวไปเยี่ยมเยือน ถือโอกาสที่จะสานสัมพันธ์ด้วย
เหลียนชิงโจวเป็นพ่อค้าคนหนึ่ง เพื่อที่จะปักหลักทำการค้าในเมืองหลวง การสานสัมพันธ์ก็ถือเป็นเรื่องที่ปกติ
ถ้าหากไม่ใช่ว่ามีซูเจ๋อแนะนำเป็นการส่วนตัว คาดว่าเขาน่าจะถูกขุนนางปฏิเสธให้อยู่ด้านนอกประตูอย่างตรงไปตรงมา
ขุนนางเหล่านั้นที่ซูเจ๋อแนะนำ พอเห็นจดหมายแนะนำในมือของเหลียนชิงโจว ท่าทางก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
นั่นเป็นเพราะว่าแต่ไหนแต่ไรซูเจ๋อไม่เคยที่จะติดต่อกับขุนนางเป็นการส่วนตัวเลย
ในที่แจ้งราวกับเงียบสงบ แต่ทว่าไม่รู้ว่ามีคนเท่าไหร่ที่กำลังรอจังหวะโอกาสนี้อยู่ในที่มืด
ซูเจ๋อสะบัดชุดนั่งอยู่ใต้สวนไม้ไผ่ รอบด้านเต็มไปด้วยความเขียวขจี ปลายชุดสีขาวของเขาเคลื่อนไหวไปกับลมที่พาดผ่านใบไผ่อย่างพลิ้วหวิว
ใบไผ่พัดปลิวไม่หยุด คุณชายรูปงามราวหยก ในโลกนี้เป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใคร
ซูเจ๋อรู้สึกสงบและสบายมาก ผมอาจจะยาวไปบ้างและผมดกดำนั้นสบายอยู่บนชุดขาวของเขา
เขาก้มหัวลงครึ่งหนึ่ง ใต้รูม่านตามีลมเย็นผ่านเล็กน้อย ในมือที่กระดูกและข้อที่ชัดเด่นเพิ่งจะตัดหักไม้ไผ่มาหนึ่งท่อน มืออีกข้างถือมีดผ่าโม่ไม้ไผ่อย่างพิถีพิถัน เขานั้นได้ทำขลุ่ยไม้ไผ่ที่ละเอียดประณีตออกมาหนึ่งด้าม
เขาสวมชุดสีขาวนั่งซ้อนอยู่บนใบไผ่ เขางอขาข้างหนึ่ง เป่าขลุ่ยไม้ไผ่อยู่อย่างไม่สะทกสะท้านในสิ่งใดเลย
เหลียนชิงโจวเข้ามาในสวนไม้ไผ่เห็นสถานการณ์ทั้งหมดนี้ รู้สึกว่าสวยงามกว่าภาพม้วนทิวทัศน์เสียอีก เวลานี้อดใจไม่ได้ที่จะเดินไปรบกวนขัดจังหวะเขา
เสียงขลุ่ยหยุดลง ซูเจ๋อเหลือบตามองแล้วถาม“ได้ผลมาหรือไม่?”
เหลียนชิงโจวพยักหน้าเอ่ย “อาจารย์คาดคะเนไม่ผิดจริงๆ ศิษย์ไปเยี่ยมเยือนใต้เท้าไม่กี่คน เป็นสหายเก่าเมื่อก่อนของหลิ่วเซียงหน่าย คนที่ท่านอาจารย์วาดมาทั้งหมดเคยไปเยี่ยมเยือนถึงเรือนแล้ว มองตาเดียวพวกเขาก็จำได้ คนนั้นเป็นบุตรชายคนโตของหลิ่วเซียงจือ ชื่อหลิ่วเฉียนเฮ้อ”
ซูเจ๋อไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อยเอ่ยต่อ“มันร้องขอว่าอย่างไร?”
“วันฉลองพระราชสมภพของสมเด็จพระราชชนนีใกล้เข้ามาแล้ว หลิ่วเฉียนเฮ้อต้องการเข้าไปในพระราชวัง”
ซูเจ๋อยิ้มเล็กน้อย เอ่ย“ถึงแม้ว่าจะไปหาสหายเก่า ใต้เท้าพวกนั้นน่าจะไม่กล้ารับปากมันหรอก”
“ใช่ขอรับ”
ซูเจ๋อจำเรื่องราวในอดีตได้ เอ่ยอย่างช้าๆ“ปีนั้นหลิ่วเหวินเฮ่าปีนขึ้นไปตำแหน่งอัครเสนาบดีได้ เพียงไม่กี่วัน คนเก่าเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ตัวเองนึกว่าไม่มีสิ่งใดต้องหวั่นกลัว ไม่คิดว่าโทษการเป็นศัตรูทรยศบ้านเมืองจะถูกประหาร จักรพรรดิองค์ใหม่ราชาภิเษกได้ไม่นาน ก็ไม่กลับไปสืบเสาะหาความเรื่องราวที่ผ่านมา ตระกูลหลิ่วถึงไม่โดนโทษประหารเก้าชั่วโคตร ตระกูลหลิ่วทั้งเด็กทั้งคนแก่ได้ถูกเนรเทศ ก้าวไปอยู่ในสถานที่ที่ลำบาก”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เอ่ยด้วยท่วงทำนองที่ไม่เข้าใจ“การเดินทางที่ยากลำบากและยาวไกล คนจำนวนมากเหนื่อยและป่วยล้มตายกลางทาง แต่ทว่าตอนนี้หลิ่วเฉียนเฮ้อกลับมาในเมืองหลวงแล้ว”
ซูเจ๋อสีหน้าเรียบเฉย ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าอึมครึมดุร้าย“พอมันกลับมา ก็คิดอยากจะสังหารอาเสียนเลย”
เหลียนชิงโจวรู้สึกได้ถึงบรรยากาศความเงียบกับความอบอุ่นในสวนไม้ไผ่ที่เปลี่ยนเป็นเหน็บหนาวทีละน้อย เอ่ย“อาจารย์ ตอนนี้ควรที่จะทำเช่นไร? ถ้าหากเปิดเผยสถานที่พักระหว่างการเดินทางมันนั้น แล้วนำถวายให้กับจักรพรรดิ มันก็จะถึงทางตันเลย”
ซูเจ๋อขมวดคิ้วตึง สีหน้าอึมครึมเช่นตอนแรก เอ่ย“มันอยากเข้าไปในพระราชวัง ก็ให้มันเข้าไป”
ปัจจุบันนี้จักรพรรดิมีความแค้นต่อตระกูลหลิ่ว หลิ่วเฉียนเฮ้อเลือกกลับเข้ามาในเมืองหลวงเวลานี้ อีกทั้งยังคิดแผนที่จะเข้าไปในพระราชวังด้วย
ซูเจ๋อเอ่ยเบาๆ “ถ้าหากพวกมันมีการลอบสังหาร ถูกจับในขณะนั้นเลย การถูกสับเป็นหมื่นๆชิ้นยังเบาไป ฉินหรูเหลียงรับผิดชอบเป็นองค์รักษ์ป้องกันรักษาพระราชวังชั้นกลาง เกิดโกลาหลมีนักฆ่าเข้า เขาก็หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบนี้ไม่ได้”
ยิงปืนเพียงครั้งเดียวแล้วได้นกสองตัว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ให้หลิ่วเฉียนเฮ้อปลอมตัวเป็นใต้เท้าของตระกูลหนึ่ง วันนั้นที่เข้าไปในพระราชวัง การหลบหลีกองค์รักษ์ป้องกันรักษาของพระราชวังชั้นกลางไม่ใช่เรื่องยากหรอก
เพียงแต่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ต้องให้หลิ่วเฉียนเฮ้อรับผิดชอบด้วยตัวเอง
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้าคือหงส์พันปี
ชอบมากเรื่องนี้...