เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่องค์จักรพรรดิจะถามเฉินเสียนเกี่ยวกับสถานการณ์ในจวนแม่ทัพ คำถามเหล่านี้เฉินเสียนได้คิดทบทวนไว้แล้วตอนอยู่บนรถม้า และเวลาตอบก็ตอบได้อย่างสมเหตุสมผล ไม่มากเกินและไม่น้อยเกิน
จักรพรรดิถามต่อ: “จิ้งเสียน เกิดอะไรขึ้นกับใบหน้าของเจ้ากัน?”
จักรพรรดิถามโดยที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่อยากรู้ว่าเฉินเสียนจะตอบอย่างไร
ด้วยเหตุนี้ เฉินเสียนเลยรู้สึกเศร้าโศกขึ้นมาและถอนหายใจ: “เสด็จพี่ยกโทษให้น้องด้วย เรื่องราวที่ผ่านไปแล้วจิ้งเสียนมิอยากพูดถึงเพคะ”
จักรพรรดิมองฉินหรูเหลียงแล้วกล่าวว่า: “ดูเหมือนว่าเจ้าจะใช้ชีวิตไม่ค่อยดีในจวนแม่ทัพนะ คราวก่อนข้าได้ยินจากหมอหลวงว่า เจ้าอยากจะยกเลิกงานแต่งครั้งนี้ แล้วเลือกสามีใหม่อย่างนั้นรึ?”
เฉินเสียนตอบอย่างอ่อนโยน: “จิ้งเสียนขอบพระทัยเสด็จพี่ที่ห่วงใยเพคะ ก่อนหน้านี้จิ้งเสียนยังเด็กไม่รู้ความ จิ้งเสียนเพียงแค่อิจฉา ไม่ชอบใจที่ท่านแม่ทัพมีอนุ สุดท้ายก็ทะเลาะจนแยกจากกัน เรื่องพวกนี้จิ้งเสียนมิควรเพคะ ตอนแรกจิ้งเสียนเพียงแค่โกรธก็เลยพูดออกมาเช่นนั้น วันนี้จิ้งเสียนได้มีลูกของท่านแม่ทัพแล้ว อีกไม่นานก็จะคลอดแล้ว จะออกจากท่านแม่ทัพได้เยี่ยงไรกันเพคะ”
ฉินหรูเหลียงฟังอยู่ข้างๆ ต้องยอมรับว่าทักษะการแสดงของเฉินเสียนนั้นเยี่ยมจริงๆ
องค์จักรพรรดิได้ยินเช่นนั้น ก็พึงพอใจแล้วกล่าวว่า: “วันนี้ได้เห็นเจ้าทั้งสองรักกันเหมือนก่อน ข้าก็โล่งใจ จิ้งเสียน แล้วเรื่องเมื่อวันก่อนที่ถูกนำตัวไปล่ะเกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เฉินเสียนก็ร้องไห้ออกมาทันที
เธอเล่าเรื่องนี้อีกครั้งอย่างความหวาดกลัวและสะอึกสะอื้นด้วยสีหน้าอันฝันร้าย องค์จักรพรรดิเห็นว่าเธอหวาดกลัวจริงๆ จึงมิได้ถามไถ่ต่อไป
ต่อมาก็บังเอิญถามถึงอดีตของเฉินเสียน จนสีหน้าเฉินเสียนว่างเปล่าไปหมด
องค์จักรพรรดิต้องการทดสอบว่านางลืมทุกอย่างแล้วจริงหรือ
ซึ่งเรื่องนี้เฉินเสียนมิจำเป็นต้องแกล้งเลย เพราะว่านางจำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ
การแสดงออกของเฉินเสียนทำให้องค์จักรพรรดิโล่งใจ ดูเหมือนว่า ถึงแม้เฉินเสียนจะมีสติกลับคืนมาแล้ว แต่ก็ยังคงไม่ต่างจากเด็กที่อ่อนแอทั่วไป
นึกถึงคำพูดที่เฉินเสียนฝากหมอหลวงทูลต่อจักรพรรดิ ที่ว่าเด็กที่เกิดมาจะให้ใช้สกุลเฉินเหมือนนางและทำงานรับใช้แผ่นดินต้าฉู่นั้น ก็เพราะถูกฉินหรูเหลียงบีบบังคับจนไม่มีทางอื่น จึงต้องทำเช่นนี้ เพื่อแสวงหาพระพรจากราชวงค์
องค์หญิงจิ้งเสียนที่อ่อนแอเช่นนี้ยังไม่สามารถคุกคามอะไรเขาได้ และมันจะควบคุมง่ายขึ้นเมื่อเธอคลอดเด็กคนนี้ออกมา
จักรพรรดิลงจากบัลลังก์มังกรมาและกล่าวกับเฉินเสียนอย่างอารี: “ในฐานะองค์หญิง เจ้าจะแสดงให้คนอื่นเห็นใบหน้าเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ประเดี๋ยวข้าให้ในวังส่งยารักษาแผลเป็นไปให้เจ้า หวังว่ามันจะช่วยรักษาแผลบนใบหน้าเจ้าได้”
เฉินเสียนยังต้องการความช่วยเหลือจากฉินหรูเหลียงเพื่อประคองเธอขึ้นมาแสดงความเคารพ: “จิ้งเสียนขอบพระทัยเสด็จพี่เพคะ”
องค์จักรพรรดิกล่าวต่อว่า: “นานๆทีพวกเจ้าจะเข้าวังมา อยู่รับมื้อกลางวันด้วยกันสิ เวลารับมื้ออาหารยังต้องคอยอีกสักพัก ให้ฉินหรูเหลียงพาเจ้าไปเดินเล่นที่อุทยานอวี้ฮัวก่อนนะ”
หลังจากที่ทั้งสองเดินจากไป คนในวังที่รอรับเสด็จอยู่หน้าประตูก่อนหน้านี้ ก็ทูลทุกอย่างที่เห็นและได้ยินต่อองค์จักรพรรดิ
ไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องฉินหรูเหลียงได้ดูแลเฉินเสียนอย่างดี
องค์จักรพรรดิกล่าว: “เขายังรู้จักไว้หน้าข้าอยู่บ้าง จิ้งเสียนเป็นองค์หญิง ถึงฐานะจะมิได้สูงส่ง แต่ก็ย่อมดีกว่าอนุในจวนของเขา ”
องค์จักรพรรดิก็พอใจกับการแสดงของฉินหรูเหลียงมากเช่นกัน เพียงแค่ไม่หลงใหลอนุจนละเลยภรรยาเอก เขาเองก็สามารถทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้เช่นกัน
จากนั้นฉินหรูเหลียงก็พาเฉินเสียนไปเดินเล่นที่อุทยานอวี้ฮัว
อุทยานอวี้ฮัวแห่งนี้ มิรู้ว่าใหญ่กว่าสวนดอกไม้ที่จวนมากเพียงใด และทิวทัศน์ก็งดงามยิ่งนัก ดอกไม้บานเต็มอุทยาน ช่างสวยวิจิตรตระการตาเสียจริง
ในแอ่งน้ำมีใบบัวสีเขียวและดอกบัวหลวงที่สวยงามอยู่มากมาย
เฉินเสียนเดินตามทางอันสวยวิจิตรตระการตานี้ไป และมีฉินหรูเหลียงเดินตามอยู่ข้างๆ
สถานที่แห่งนี้ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อย แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร
ขณะที่เดินหน้าต่อไปนั้น ฉินหรูเหลียงก็พูดขึ้นมากะทันหันว่า: “หากเดินต่อไปอีก ก็ถึงหลังวังแล้ว”
เฉินเสียนหยุดฝีเท้าลง
ระหว่างทางกลับเฉินเสียนได้ใช้ถนนอีกเส้นหนึ่ง และชมทิวทัศน์ต่างๆบนถนน วันนี้ฉินหรูเหลียงมีความอดทนอย่างน่าประหลาดใจ คอยอยู่ข้างๆเธอตลอดเวลา
นั่นเป็นถนนเส้นหวู่ถง และริมถนนสองข้างก็เต็มไปด้วยต้นหวู่ถง
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้าคือหงส์พันปี
ชอบมากเรื่องนี้...