“ข้าแค่มาถามไถ่ถึงสถานการณ์น่ะ”
เหยียยนมู่เหลือบมองเซี่ยจื่ออันด้วยความดูถูกในแววตา “เมื่อคืนยามที่กลุ่มสายลับเป่ยจินลอบโจมตี ทุกคนต่อสู้อย่างสุดกำลัง แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาทำสิ่งใด”
“ทำสิ่งใด”
“เขาแกล้งตายอยู่ในกองซากศพ เลือดบนร่างกายไม่ใช่ของเขา ทั้งยังไม่ใช่ของศัตรู แต่เป็นของสหายที่ต้องสิ้นใจตายในสนามรบ” เหยียนมู่พูดพลางอยากเข้าไปชกหน้าเซี่ยจื่ออันสักหมัด “หากที่นี่คือค่ายทหาร ตามกฎของค่ายแล้วเขาจะต้องถูกโบยจนตาย!”
หลิวอวิ๋นเซียงเงียบอยู่นาน ก่อนตอบออกไปว่า “แต่ที่นี่ไม่ใช่ค่ายทหาร แล้วเขาก็ไม่ใช่ทหารด้วย”
“นี่เจ้ากำลังวิงวอนขอความเมตตาแทนเขาหรือ”
“ข้าไม่ได้วิงวอนแทนเขา เขาสมควรตาย แต่ข้าอยากพูดแค่ประโยคเดียวว่าการเดินทางขึ้นเหนือครั้งนี้ เขามีหน้าที่รับผิดชอบขนย้ายเสบียงอาหาร ถูกเป่ยจินซุ่มโจมตีระหว่างทาง กองทัพถูกสังหารจนไม่เหลือ แล้วเสบียงเหล่านั้นหายไปไหน ถูกเผาไปหมดแล้วหรือไม่รู้ว่าหายไปได้อย่างไร”
ดวงตาของเหยียนมู่พลันสั่นไหว “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังสืบหาเสบียงเหล่านั้น”
หลิวอวิ๋นเซียงเม้มริมฝีปาก “ข้าอยู่กับท่านมานาน ฟังแค่สองสามประโยคก็เข้าใจแล้ว”
“เจ้ารู้อะไรอีกบ้าง”
“ข้าไม่รู้”
หากเขาต้องการปิดปากนางจริงๆ มันคงไม่ยุติธรรมไปเสียหน่อย การกลับชาติมาเกิดของนางครั้งนี้ นางย่อมรู้บางเรื่องเป็นธรรมดา ไม่ใช่ไปแอบฟังใครพูดจริงๆ
เหยียนมู่เหลือบมองหลิวอวิ๋นเซียงด้วยสายตาลึกล้ำพลางพูดเสียงดัง “เซี่ยจื่ออันขี้ขลาดไม่ต่อกรกับศัตรู เพื่อตัวอย่างกับคนอื่น ถูกโทษโบยยี่สิบไม้”
สิ้นเสียงนั้น ทุกคนจึงมองไปที่เซี่ยจื่ออันทันที
ทหารสองนายก้าวออกมาเพื่อปลดเขาออกจากต้นไม้ ก่อนโยนลงไปบนพื้นและเริ่มโบยด้วยโทษของทหาร
วิธีลงโทษของทหารมิใช่การลงโทษในครอบครัว ไม้โบยของทหารจะหนาและแข็งแรงทุกครั้งที่กระทบกับบั้นท้ายจะมีเสียงดังสนั่น
เซี่ยจื่ออันที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนพลันกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เสียงร้องโอดโอยยังไม่ทันจบก็ตามมาด้วยเสียงโบยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“สามี!” ลี่เหนียงที่อยู่ข้างๆ ร้องโวยวายอย่างตื่นตระหนก กว่านางคิดได้ว่าต้องขอร้องหลิวอวิ๋นเซียง สามีของนางก็ถูกโทษโบยยี่สิบไม้ไปแล้ว
เซี่ยจื่ออันรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่างกาย
ลี่เหนียงวิ่งเข้าไปกอดเซี่ยจื่ออันทั้งน้ำตา ยิ่งเห็นเลือดไหลซึมผ่านเสื้อผ้าออกมา นางจึงยิ่งร้องไห้ด้วยหน้าซีดเผือด
เซี่ยจื่ออันใช้เวลาสักพักกว่าจะกลับมามีสติอีกครั้ง แต่ก็เหมือนสูญเสียเรี่ยวแรงไปแล้วครึ่งชีวิต
เมื่อเห็นหลิวอวิ๋นเซียงเดินเข้ามา เขาก็กัดฟันด้วยความเกลียดชัง
“นี่หรือเจ้าวิงวอนขอร้องเหยียนมู่ ให้เขาโบยข้ายี่สิบไม้?”
หลิวอวิ๋นเซียงหมดคำจะพูดอีกต่อไป นี่เขากล้าพูดแบบนี้ออกมาได้อย่างไร ที่เขาได้รับเว้นโทษประหารและถูกโบยเพียงยี่สิบไม้ มันยังน้อยไปอีกหรือ!
“อย่าโลภมากนักเลย!”
“กลั่นแกล้งกันเกินไปแล้ว เขาขโมยภรรยาของข้า ดูหมิ่นชื่อเสียงของข้า แล้วยังคิดจะฆ่าข้าด้วยซ้ำ!”
หลิวอวิ๋นเซียงจึงเยาะเย้ยอย่างเย็นชา “หากเขารังแก่ท่านขนาดนี้ ท่านก็สู้กลับสิ!”
“นี่เจ้ากล้าเยาะเย้ยข้าหรือ”
“ท่านเองก็รู้สินะว่าตัวเองไร้ความสามารถแค่ไหน”
เซี่ยจื่ออันทั้งโกรธ เจ็บปวดและเสียใจ คำพูดของหลิวอวิ๋นเซียงเสียดแทงเข้าไปในใจของเขาอีกครั้ง ก่อนจะให้ลี่เหนียงพยุงเขาลุกขึ้นและใช้แรงผลักหลิวอวิ๋นเซียงออกไป
เหยียนมู่จ้องมองหลิวอวิ๋นเซียงอย่างเกลียดชัง จากนั้นจึงเหวี่ยงเซี่ยจื่ออันออกไป และขี่ม้าจากไปทันที
จิ่นเหยียนจึงเดินเข้ามากระซิบอย่างแผ่วเบา “บ่าวคิดว่าครั้งนี้ใต้เท้าแหยียนทำถูกต้องนะเจ้าคะ”
“ถูกต้องอย่างไร”
“เขารักตัวกลัวตาย ทั้งยังทำร้ายสตรี บ่าวรับใช้อย่างบ่าวยังดูแคลนเขาเลยด้วยซ้ำ”
หลิวอวิ๋นเซียงพยักหน้าหงึกๆ “น่าดูแคลนจริงๆ นั่นแหละ”
แต่ก็ยังต้องไว้ชีวิตเขา
ประการแรกเพราะเหยียนมู่ไม่อาจมือเปื้อนเลือดได้ ประการที่สองเพราะตัวเขายังมีผลประโยชน์บางอย่าง
ในที่สุดถนนเขาสู้เมืองหลวงก็ถูกจัดการเรียบร้อย เสบียงอาหารจากแคว้นต่างๆ ทยอยส่งเข้ามา ความอดอยากให้เมืองหลวงจึงค่อยๆ คลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว
ช่วงนี้หลิวอวิ๋นเซียงเก็บตัวอยู่ที่เรือนตะวันตก ในพริบตานางก็อายุครรภ์ได้สี่เดือนแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน พิษไป๋มู่ในร่างกายค่อยๆ กัดกร่อนทีละน้อย ทำให้ใบหน้าซีดเซียวและซูบผอมลง
เมื่อเห็นสภาพหลิวอวิ๋นเซียง จิ่นเยียนจึงรู้สึกกังวล
“ฮูหยิน โปรดดื่มอีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
จิ่นเยียนมองน้ำแกงไก่ครึ่งชามที่เหลืออยู่พลางโน้มน้าวอย่างจริงจัง
หลิวอวิ๋นเซียงได้แต่หัวเราะ “นี่เป็นชามที่สามแล้วนะ”
เมื่อเห็นผู้เป็นนายเรอออกมาราวกับจะอาเจียน จิ่นเยียนจึงรับชามไปอย่างช่วยไม่ได้
“ทานเยอะก็จริง แต่ไม่เห็นมีเนื้อขึ้นบ้างเลย จริงสิ ในครัวยังมีรังนกตุ๋นนะเจ้าคะ…”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน