“เด็กดี ขอข้าหยุดกินสักพักเถิด”
จิ่นเยียนรู้สึกสงสารหลิวอวิ๋นเซียงจับใจ “เช่นนั้นบ่าวพาไปเดินเล่นดีกว่าเจ้าค่ะ”
หลิวอวิ๋นเซียงพยักหน้ารับ ช่วงนี้นางเริ่มปวดเอวมากขึ้นจนบางครั้งลุกขึ้นเองไม่ได้ จิ่นเยียนคลึงเอวของนางเบาๆ ก่อนจะประคองให้ลุกขึ้นยืน
ทั้งวิงเวียนศีรษะ สองขาไร้เรี่ยวแรง ร่างกายเบาหวิวราวกับปลิวไปตามสายลมได้ทุกเมื่อ
ยามอยู่กลางคืนเพียงลำพัง นางมักจะคิดเสมอว่าหากมีชีวิตอยู่ต่ออีกสักสามสี่เดือนจนกระทั่งให้กำเนิดเด็กคนนี้ แต่นางมักรู้สึกราวกับก้าวเท้าข้างหนึ่งไปในปรโลกเลยล่ะ
ทุกครั้งที่คิดเช่นนั้น นางจึงรู้สึกหวาดกลัวและนอนไม่หลับ
ใกล้ถึงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่อากาศยังคงร้อนอบอ้าวอยู่บ้าง
จิ่นเยียนประคองหลิวอวิ๋นเซียงเดินไปตามระเบียง หลังจากเดินสักพัก ร่างกายของนางก็เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ จึงไม่จำเป็นต้องให้จิ่นเยียนคอยประคองอีกต่อไป
“ท่านหมอชวีเอาแต่อ่านตำราแพทย์ทั้งคืนทั้งวันเพื่อหาวิธีรักษาท่าน เขาเพิ่งเปลี่ยนใบสั่งยาไม่นานเจ้าค่ะ”
“อืม รู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วจริงๆ”
“นางยังเขียนจดหมายหาอาจารย์ของตนเอง เพื่อขอให้อาจารย์ช่วยคิดหาวิธีด้วย”
หลิวอวิ๋นเซียงพยักหน้า “นางช่วยเหลือข้าสุดแรงกำลังจริงๆ”
ทว่านางกับชวีโม่หรานรู้ดีว่าการรักษาเด็กคนนี้ไว้ได้ถือเป็นปาฏิหาริย์ แต่ไม่มีปาฏิหาริย์มากพอที่จะรักษาชีวิตนางเอาไว้
“ช่วงนี้มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นบ้านหรือไม่” หลิวอวิ๋นเซียงเอ่ยถาม
จิ่นเยียนรู้สึกหดหู่อยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบออกมาว่า “มีอยู่เรื่องหนึ่ง แต่ไม่ได้ใหญ่อะไรนัก”
หลิวอวิ๋นเซียงจึงจ้องตรงไปที่จิ่นเยียน “ทำไมไม่พูดล่ะ”
จิ่นเยียนจึงนั่งลงข้างๆ หลิวอวิ๋นเซียงพลางเอ่ยเสียงเรียบๆ “จวนเหวินชางปั๋วล่มสลายแล้วถูกกลับคำพิพากษา”
หลิวอวิ๋นเซียงอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับอย่างเงียบๆ เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในชาติก่อน
จวนเหวินชางปั๋วก็คือตระกูลของหยาวชิงเย่ว์ ก่อนหน้านี้ถูกยึดจวนไปเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์ชายผู้ถูกปลด เหวินชางปั๋วกับภรรยาถูกสังหาร สมาชิกในครอบครัวและทาสที่เหลือถูกเนรเทศไปยังค่ายซ่านเนี่ยนหรือถูกขายให้กับตลาดมืด ส่วนหยวนชิงเย่ว์ที่อยู่กับเหยียนมู่ไม่ได้รับความเดือดร้อนมากนัก
นางจำได้ว่าตระกูลขุนนางหลายตระกูลเขียนจดหมายโทษสิบแปดข้อหาถึงเหยียนมู่ ทุกข้อล้วนถือเป็นความผิดร้ายแรง เหยียนมู่ถูกตำหนิในราชสำนัก ปลดจากตำแหน่งตุลาการศาลต้าหลี่และปรับเงินเดือนสามปี แต่กลับได้เป็นผู้นำค่ายชานเมืองและกลายเป็นผู้บัญชาการเฟยหลง
ตำแหน่งของเขาไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นถึงสองขั้น
จวนเหวินชางปั๋วถูกกลับคำพิพากษา ได้กลับมาฟื้นฟูใหม่อีกครั้ง แต่หยวนชิงเย่ว์ยังคงเป็นบุตรสาวตระกูลสูงศักดิ์ แต่กลับติดตามเหยียนมู่ แม้ชื่อเสียงจะถูกทำลาย แต่ก็ต้องมีคำอธิบายให้กับเหวินชางปั๋วกับภรรยาที่เสียชีวิตไป
ดังนั้นฮองเฮาจึงตัดสินใจให้นางหมั้นหมายกับเหยียนมู่ในฐานะนางสนม
“พระนางฮองเฮาทรงประทานพิธีสมรสให้กับคนคนนั้นกับหยวนชิงเย่ว์ พิธีสมรสจะจัดขึ้นวันมะรืนนี้” จิ่นเยียนพูดด้วยความโกรธ
“ทำไมจะไม่ใช่ของข้า”
“ก็แค่นางสนมคนหนึ่ง”
“แต่ข้ามีสถานะ เจ้ามีหรือไม่”
หลิวอวิ๋นเซียงหันมองหยวนชิงเย่ว์ด้วยความสงสารจับใจ หญิงสาวสูงศักดิ์จากตระกูลขุนนางที่ครั้งหนึ่งเคยมีชื่อเสียง บัดนี้กับดีใจเพียงเพราะได้เป็นนางสนม นางรู้ดีว่าเหยียนมู่มองหญิงคนนี้เป็นเพียงตัวแทนและไม่เคยรักเลยด้วยซ้ำ
“แม่นางหยวน กินสมองหมูให้มากขึ้นหน่อยเถอะ”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“บำรุงสมองน่ะ”
หลังจากพูดจบ หลิวอวิ๋นเซียงก็เดินต่อไปด้วยความรู้สึกโกรธในใจ
ไม่ใช่เพราะคำพูดของหยวนชิงเย่ว์หรือความจริงที่ว่าเหยียนมู่อยากแต่งงานกับนาง แต่เป็นเพราะคิดว่าตนเองก็ควรกินสมองหมูให้มากขึ้นเช่นกัน
ร้านเสบียงหลิงอวิ๋นแน่นขนัดไปด้วยผู้คน หลิวอวิ๋นเซียงต้องเดินไปที่ประตูหลังเพื่อเข้าไปข้างใน หลังจากที่เธอดื่มชาไปสองแก้ว จางฉีจึงเดินเข้ามาพร้อมกับเช็ดเหงื่อ
“พวกข้าวแป้งธัญพืชและน้ำมันถูกส่งไปแต่ละที่แล้ว ร้านขายเสบียงใหญ่ๆ ทุกร้านยังเปิดอยู่ แต่ทุกคนยอมพูดคุยเจรจาซื้อขายกับพวกเราทั้งสิ้น”
เห็นอย่างนั้นหลิวอวิ๋นเซียงจึงรินชาให้เขาดื่ม เพื่อพักหายใจครู่หนึ่ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน