เซี่ยจื่ออันก็กังวลไม่แพ้กัน “พี่รองเสียสติไปแล้วหรือ เขากำลังจะทำให้พวกเราทุกคนต้องตาย!”
“พี่รองของเจ้าขมขื่นใจมาก”
“แล้วข้าไม่ขมขื่นใจหรือ ข้าต้องอดทนเพื่อสถานการณ์โดยรวม”
หลิวอวิ๋นเซียงหัวเราะเย้ยหยันเบาๆ คนขี้ขลาดตาขาวเช่นนี้กล้าพูดราวกับกล้าหาญยิ่งนัก นางกลับรู้สึกนับถือนายท่านรองมากกว่า อย่างนั้นเขาก็กล้ายืนหยัดสู้จนตัวตาย
เมื่อเห็นหลิวอวิ๋นเซียง ฮูหยินเฒ่าจึงรีบวิ่งเข้ามาหานางทันที “อวิ๋นเซียง พี่รองของเจ้ากำลังไปสังหารเหยียนมู่ เจ้าต้องหยุดเขานะ”
หลิวอวิ๋นเซียงเลิกคิ้ว “พวกท่านมีกันตั้งหลายคนยังรั้งไว้ไม่ได้ แล้วข้าจะทำอะไรได้ล่ะ”
“หากท่านแม่ขอให้เจ้าไปก็รีบไปสิ ต้องช่วยอะไรได้บ้างอยู่แล้ว!” เซี่ยจื่ออันตะโกน
“นายท่านสามไปกับข้าดีหรือไม่”
“ให้ข้าไปทำอะไร”
“ช่วยนายท่านรองน่ะสิ!”
“ข้า…” เซี่ยจื่ออันสำลัก “ข้าไปแล้วจะไม่มีประโยชน์อะไร”
“ท่านเป็นบุรุษแท้ๆ หากไร้ประโยชน์จะนับประสาอะไรกับสตรีอ่อนแออย่างข้าล่ะ”
ใบหน้าของเซี่ยจื่ออันแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวทันที “เจ้ากับเหยียนมู่มีควาสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง เขาย่อมเห็นแก่หน้าเจ้าอยู่แล้ว สิ่งที่เจ้าต้องทำคือพาตัวพี่รองกลับมา หากเขาสังหารเหยียนมู่ไม่สำเร็จ เขาจะต้องชดใช้และทำให้ครอบครัวพวกเราเดือดร้อนตามไปด้วย”
“หากสังหารสำเร็จล่ะ”
“เช่นนั้นอาจแย่กว่าเดิม หากฝ่าบาททรงกริ้ว พวกเราทุกคนคงต้องตายกันหมด”
หลิวอวิ๋นเซียงจึงหัวเราะพร้อมกับส่ายหน้า “นายท่านสามช่างรักตัวกลัวตายจริงๆ”
“เจ้า!”
จิ่นเหยียนพลันหยิบเก้าอี้มาให้หลิวอวิ๋นเซียงนั่งพัก
“จวนเหยียนมีการป้องกันอย่างแน่นหนา นายท่านรองเข้าไปสังหารไม่ได้หรอก ไว้รอมีข่าวคราวแล้วค่อยวางแผนกันอีกที”
ทำได้เพียงเท่านี้ ไม่มีผู้ใดในตระกูลกล้ายืนกรานสักคน
หลังจากรอไม่นาน นายท่านรอก็กลับมาถึงจวน
บนร่างกายมีบาดแผลใบหน้ามืดมนและเดินเข้ามาอย่างโซซัดโซเซ พร้อมกับเลือดที่เปื้อนปลายดาบยาว
ฮูหยินเฒ่ากับเซี่ยจื่ออันอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบถลาเข้าไปหาเขาทันที
“พี่รอง นี่มันเกิดอะไรขึ้น...”
“เจ้ารอง สู้กับคนของเหยียนมู่มาอย่างนั้นหรือ”
เซี่ยจื่อเซวียนพลันเงยหน้าขึ้น จ้องมองทั้งสองคนอย่างว่างเปล่าสักพักก่อนจะพูดว่า “ข้าฆ่าเขาแล้ว...”
รูม่านตาของเซี่ยจื่ออันหดเล็กลงในทันที “ใคร”
“เหยียนมู่”
หลิวอวิ๋นเซียงรีบลุกขึ้นยืน ทว่ากลับเซล้มลงเพราะภาพทุกอย่างตรงหน้ามืดลง
“ฮูหยินเจ้าคะ!”
หลิวอวิ่นเซียงคว้ามือของจิ่นเยียน พร้อมกับขมวดคิ้วมองเซี่ยจื่อเซวียน “ท่านเพิ่งบอกว่าฆ่าเขาไปแล้ว?”
เซี่ยจื่อเซวียนยกดาบในมือพร้อมพูดออกมา “ข้ารอเขาอยู่ที่นอกจวนเหยียน เพลานั้นเขาอยู่เพียงลำพัง ข้าก็เลยยกดาบขึ้นแทงเขา”
หลังจากเรียกหาจิ่นเยียนไม่นาน กลับกลายเป็นแม่นางห้าที่เดินเข้ามาแทน
หลิวอวิ๋นเซียงฝืนยิ้มพลางถามออกไป
“จิ่นเยียนล่ะ”
แม่นางห้าประคองนางขึ้นมาอย่างระมัดระวังและตอบด้วยเสียงแผ่วเบา “จิ่นเยียนบอกว่าจะออกไปเรือนตะวันตกเสียหน่อยเจ้าค่ะ”
ก่อนจะรีบออกไปหยิบกะละมังน้ำและของใช้ล้างหน้าเข้ามา
หลิวอวิ๋นเซียงได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน ทำให้รู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างมาก
หลังจากล้างหน้าเสร็จได้ไม่นานนัก จิ่นเยียนก็กลับมา
ขณะจัดอาหารให้หลิวอวิ๋นเซียง จิ่นเยียนก็อดพูดขึ้นไม่ได้ว่า
“ฮูหยิน ท่านไม่ถามบ่าวสักหน่อยหรือว่าทำอะไรสิ่งใดที่เรือนตะวันออก”
หลิวอวิ๋นเซียงตอบเบาๆ “เจ้าอยากพูดอะไรก็พูดมาเถอะ”
จิ่นเยียนมุ่ยหน้าเล็กน้อยพลางตอบออกมา “ทุกคนในบ้านนี้กลัวกันมา พวกเขาไปรวมตัวกันที่เรือนตะวันออกเมื่อคืน เพราะกลัวว่าฮูหยินเฒ่าจะเป็นลมหมดสติ บ่าวเพิ่งทราบข่าวตอนเช้าว่าชายคนนั้นยังไม่ตาย เพียงแต่นอนบาดเจ็บสาหัส ไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่”
เมื่อพูดเช่นนั้น จิ่นเยียนก็เหลือบมองหลิวอวิ๋นเซียง “ข้าก็เลยคิดว่าหากเขาตาย ท่านคงจะบริสุทธิ์”
มือของหลิวอวิ๋นเซียงใต้แขนเสื้อกระชับขึ้นโดยไม่รู้ตัว พลางเหลือบมองจิ่นเยียนอีกครั้ง
“เรื่องของเขาไม่เกี่ยวอะไรกับข้า”
จิ่นเยียนจึงพร่ำบ่นออกมาว่า “ทั้งเมืองหลวงรู้เรื่องที่นายท่านรองลอบสังหารเหยียนมู่แล้ว ผู้คนบนถนนต่างซุบซิบนินทากัน แม้ไม่รู้ว่าเรื่องขัดแย้งระหว่างพวกเขาคืออะไร แต่ทุกคนต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าบาปกรรมตามสนองแล้ว”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน