มาถึงข้างนอก เหยียนมู่หันไปมองหลิวอวิ๋นเซียง เห็นว่านางขมวดคิ้วคิดอะไรบางอย่าง “เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่”
หลิวอวิ๋นเซียงถอนหายใจ “ข้ากำลังคิดว่า ถ้าหากน้องชายของข้ายังไม่ตาย แล้วเขาอยู่ที่ไหน”
เหยียนมู่ขมวดคิ้ว “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าน้องชายของเจ้ายังไม่ตาย”
หลิวอวิ๋นเซียงไม่รู้จะอธิบายให้เหยียนมู่ฟังอย่างไร ในชาติที่แล้วมีข่าวลือว่ากองทัพภาคเหนือไม่ได้พ่ายแพ้ทั้งหมด เเต่มีกองทัพจำนวนหนึ่งประมาณพันคนหลบหนีเข้าไปในทะเลทรายทางตอนเหนือ และตั้งรกรากอยู่ที่นั่น
เหตุผลที่มีข่าวลือเช่นนี้ก็เพราะว่า ทหารคนหนึ่งกลับมายังต้าหรงหลังจากนั้นสามสิบปี เเต่ก็ถูกฆ่าตายที่บ้านในไม่ช้า
ตอนนั้นหลิวอวิ๋นเซียงผมหงอก ผมขาว ไม่มีแรงจะสืบสวนเรื่องราวในอดีตได้อีก จึงได้เเต่ฟังข่าวลือ
คำพูดของเซี่ยจื่ออันไม่ได้ไร้ประโยชน์เลย เเต่กลับให้ความหวังแก่นางเป็นอย่างมาก ถ้ามีทหารหนึ่งพันคนหนีรอดไปได้ เเละบนสนามรบก็ไม่พบศพของน้องชาย แสดงว่าน้องชายของนางอาจจะยังมีชีวิตอยู่
“ตราบใดที่ยังไม่เห็นศพของน้องชาย ข้าก็จะเชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เพราะเซี่ยจื่ออันยังกลับมาได้หลังจากสามปี น้องชายของข้าฉลาดมาก ต้องรอดชีวิตได้แน่ และข้าคิดว่าคดีในสงครามภาคเหนือยังมีปริศนาอื่นๆอีก เช่น เสบียงที่หายไปไปอยู่ที่ไหน พวกเจ้าสามารถสืบสวนต่อไปได้”
แต่เวลาของนางเหลือน้อยลงแล้ว อาจจะไม่มีโอกาสได้รู้ความจริง
“ส่งข้ากลับจวนเถอะ”
หลังจากส่งหลิวอวิ๋นเซียงกลับบ้านแล้ว เหยียนมู่ก็กลับไปที่คุก จับข้อมือของเซี่ยจื่ออัน แล้วใช้มีดกรีดแล้วแขวนมือของเขาไว้เหนืออ่างน้ำ
เลือดหยดลงไปในน้ำทีละหยด ทำให้เกิดเสียงดัง
เสียงเเต่ละครั้งกระทบจิตใจของเซี่ยจื่ออัน ทำให้เขาตัวสั่นกลัว และจิตใจใกล้จะเเตกสลาย
“เจ้าบอกว่าพวกเจ้าหลงทาง เเล้วทำไมถึงไปติดกับดักที่เป่ยจินเตรียมไว้ล่วงหน้าได้”
“นี่…”
“ใครเป็นคนนำทาง”
“เป็นรองผู้บังคับบัญชาการคนหนึ่งที่อยู่ข้างข้า”
“วาดรูปเขาออกมา”
“เขาเพิ่งถูกย้ายมาอยู่กับข้าเมื่อไม่นานมานี้ ข้าจำหน้าเขาไม่ได้แล้ว”
เหยียนมู่ให้เขามองไปที่อ่างน้ำที่เปื้อนเลือด “เวลาของเจ้าเหลือน้อยเเล้ว”
วันรุ่งขึ้น หลิวอวิ๋นเซียงมาที่ประตูจวนของรองเสนาบดี
จิ่นเยียนมองประตูรั้วของจวนรองเสนาบดีที่ปิดสนิท เเล้วถอนหายใจก่อนจะไปเคาะประตู
“นี่…นี่หมายความว่ายังไง”
“คนงานในร้านของข้าที่ไปค้าขายหนังสัตว์ทางเหนือ ได้ยินข่าวลือมาว่า กองทัพภาคเหนือไม่ได้ตายหมด เเต่มีกลุ่มเล็กๆหนีเข้าไปในทะเลทรายทางเหนือ”
หลิวฮูหยินจับมือของหลิวอวิ๋นเซียงไว้เเน่น “เจ้าบอกว่าน้องชายของเจ้า…เขายังไม่ตาย…เเต่…”
หลิวอวิ๋นเซียงกระซิบกับหลิวฮูหยิน “ท่านแม่ คดีในสงครามภาคเหนือถูกสืบสวนมาหลายครั้ง เกี่ยวข้องกับคนมากมาย เรารู้แค่ในใจก็พอ อย่าไปบอกใครเด็ดขาด ไม่งั้นจะทำให้น้องชายเดือดร้อน”
“แต่…เเต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าน้องชายของเจ้ายังมีชีวิตอยู่”
“น้องชายฉลาด วิทยายุทธ์ก็ดี ข้าคิดว่าถ้าคนอื่นรอดชีวิตได้ เขาก็ต้องได้”
เเต่ความจริง ความเป็นความตายของน้องชาย นางก็ไม่เเน่ใจ แต่เมื่อได้ยินที่มารดาพูด ก็รู้สึกมีความหวัง เเละจะได้ไม่เสียใจมาก
“ท่านแม่ ตราบใดที่น้องชายยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะสิบปี ยี่สิบปี หรือนานกว่านี้ เขาต้องกลับมาเเน่นอน ท่านต้องรอเขานะ”
หลิวฮูหยินเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ก็เหมือนต้นไม้ที่ได้รับการรดน้ำ นางลุกขึ้นทันที “ข้ารอ ข้าต้องรอจนเขากลับมา”
เมื่อออกจากจวนรองเสนาบดี หลิวอวิ๋นเซียงก็คะมำไปข้างหน้า เเต่โชคดีที่จิ่นเยียนรีบใช้มือประคองไว้อย่างรวดเร็ว และในเวลานี้ จิ่นเยียนสังเกตุว่ามีเหงื่อผุดซึมออกมาจากหน้าผากของหลิวอวิ๋นเซียง ใบหน้านั้นซีดขาว ฝ่ามือเย็นเฉียบ
“ท่านอาการกำเริบอีกแล้วใช่ไหม”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน