“ขึ้นรถม้าอย่าให้ผู้ดูแลสวีเห็นเข้า”
จิ่นเยียนปวดใจมากรีบประคองนางขึ้นรถม้า กำชับกับคนขับรถม้าว่า “ไปหาท่านหมอชวีเร็วเข้า”
รอวางม่านรถลง หลิวอวิ๋นเซียงถึงแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมา แต่ในเวลาเดียวกันก็โล่งอกไม่ถูกท่านแม่สังเกตเห็น
มาถึงโรงหมอ ชวีโม่หรานรีบป้อนยาให้หลิวอวิ๋นเซียงหนึ่งเม็ดและใช้เข็มเงินขับความเย็นภายในร่างกายออกมา
“ตอนนี้รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลิวอวิ๋นเซียงค่อยยังชั่วแล้ว “ดีขึ้นมากแล้ว”
ชวีโม่หรานได้ยินหลิวอวิ๋นเซียงพูดแบบนี้ยังคงขมวดคิ้วแน่น “พวกยาฉมนพเก้าที่ข้าให้เจ้าไปทำไมเจ้าไม่กิน?”
“ก่อนหน้านี้สามวันหนึ่งเม็ด หลังจากนั้นวันเว้นวัน ต่อมาวันละหนึ่งเม็ด ช่วงนี้วันละสองเม็ดแล้ว” ตอนชวีโม่หรานให้นางกำชับไว้ รู้สึกร่างกายหนาวก็กินหนึ่งเม็ดไม่ต้องทนฝืน
ชวีโม่หรานถอนหายใจ “ยาฉมนพเก้านี่สำหรับเจ้าแล้วเป็นยาและเป็นพิษ หากไม่ใช่ไม่มีวิธี หากไม่ใช่ไม่มีทางเลือกข้าคงไม่ให้เจ้ากินแน่”
“ข้ารู้”
“เจ้าไม่เคยเสียใจภายหลังจริง ๆ หรือ?”
“ไม่เคย” หลิวอวิ๋นเซียงจับมือของชวีโม่หรานแล้วยิ้มเล็กน้อย “นี่เป็นสิ่งที่ข้าเลือกเอง ดังนั้นเจ้าก็อย่าเสียใจแทนข้าเลย”
มีชีวิตมาชาติหนึ่งแล้ว ปลงเรื่องความเป็นความตายนานแล้ว
“เจ้าปลอบใจข้า แต่ตัวเจ้าเล่ารู้สึกเสียใจหรือไม่?”
“เสียใจหลายเรื่องมาก”
“ตัวอย่างเช่น?”
“ข้าอยากอยู่กับลูกจนโต ข้าอยากพาเขาไปดูทิวทัศน์สี่ฤดู ข้าไม่อยากเสียช่วงเวลาใด ข้าอยากสร้างบ้านเล็ก ๆ บนภูเขา ข้าอยากจะรักคนคนหนึ่ง และเขาก็รักข้าเหมือนกัน”
ตอนนี้คิดแล้ว เหมือนนางจะอิจฉาชีวิตชาติก่อนของเซี่ยจื่ออันและลี่เหนียง อิจฉาความรักของพวกเขาและเพราะความอิจฉานี้ทำให้นางยิ่งเกลียดพวกเขากระมัง
หลังจากพูดจบ หลิวอวิ๋นเซียงก็ถอนหายใจยาว “แต่น่าเสียดาย ข้ามีเวลาแค่สองเดือนแล้ว”
เสียงดังแกร็ก!
มีคนอยู่ข้างนอก!
ชวีโม่หรานรีบลุกขึ้นเดินออกไป แต่เห็นลู่ฉางอันก้มตัวเก็บถุงที่พื้น
“ลู่ซื่อจื่อ ทะ......ท่านมาหลังโรงหมอได้อย่างไร?”
ลู่ฉางอันรีบเก็บความรู้สึก แต่สมองยังคงสับสนเล็กน้อย “ขะ......ข้ามาซื้อยา......ท่านอาวุโสชวี......ตังกุย......”
ท่านอาวุโสชวีที่ลู่ฉางอันพูดถึงเป็นหมออีกคนในโรงหมอ ถือว่าเป็นศิษย์หลานของชวีโม่หราน แต่เป็นชายชราอายุเจ็ดสิบคนหนึ่ง
ชวีโม่หรานนึกแล้วถึงเข้าใจความหมายในคำพูดของลู่ฉางอัน “เขาอยากถามว่าถุงตังกุยที่ส่งมาเมื่อวานอยู่ไหนใช่ไหม?”
“แม่เฒ่าบ้านไหนป่วยแล้ว ถึงให้ซื่อจื่อของพวกเจ้ามาซื้อยาด้วยตัวเอง?” จิ่นเยียนถามตานชิง
เอ่ยถึงเรื่องนี้ ตานชิงก็อดถอนหายใจไม่ได้ “หลายวันก่อน แม่เฒ่าคนหนึ่งแจ้งความบอกว่าลูกชายอายุสามสิบกว่าของตัวเองหายตัวไป ผู้ใหญ่คนหนึ่งไม่ใช่เด็กจะหายไปได้อย่างไร ตอนนั้นศาลาว่าการไม่สนใจ จนถึงเมื่อวานชานเมืองพบศพชายคนหนึ่ง ให้แม่เฒ่าไปดูเป็นลูกชายของนางจริงๆ แม่เฒ่าคนนี้กระทบกระเทือนจิตใจก็หมดสติไป ซื่อจื่อของข้าเห็นนางน่าสงสาร เรียกท่านอาวุโสชวีของโรงหมอรักษาและส่งนางกลับบ้าน คิดไม่ถึงในบ้านนางไม่มีใคร ซื่อจื่อไม่วางใจหาเวลาว่างจากงานก็ไปเยี่ยมอีกครั้งและถือโอกาสซื้อยาไปให้นางด้วย”
“ซื่อจื่อของเจ้าเป็นคนดีจริงๆ”
“เฮ้อ เดือนนี้ไปหลายครั้งแล้ว เงินเดือนน้อยนิดของเขาให้คนชราและเด็กหมดแล้ว โชคดีไม่ได้แต่งงาน ไม่อย่างนั้นก็อดอยากด้วยกันแล้ว”
เสียงตานชิงไม่ดัง แต่เพียงพอให้คนที่เดินข้างหน้าได้ยินชัดเจน
หลิวอวิ๋นเซียงปิดปากขำเล็กน้อย ลู่ฉางอันอดไม่ได้หันไปถลึงตาใส่ตานชิง
“เขาพูดเหลวไหล แม้เงินเดือนข้าไม่มาก แต่ก็ไม่ถึงกับอดอยาก”
“อืม”
“ท่านไม่เชื่อ?”
“เชื่อ แต่ดูเหมือนท่านซื่อจื่อจะผอมลง”
ลู่ฉางอันรีบอธิบายว่า “ข้าเดินทางไปตรวจสอบคดีเป็นประจำ ไม่ได้เป็นเพราะอดอยาก ข้า......”
เห็นหลิวอวิ๋นเซียงยิ้มตาหยี ลู่ฉางอันถึงเข้าใจนางจงใจล้อเขาเล่น
ลู่ฉางอันหัวเราะออกมาอย่างไม่รู้ตัว แต่หัวเราะอยู่ จู่ ๆ ก็หัวเราะไม่ออกแล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน