“เจ้าดูสิ อีกเดือนกว่าเจ้าก็จะคลอดแล้ว ถึงเวลานั้นทางที่ดีที่สุดคือลูกปลอดภัยและเจ้าตายไป”
หลิวอวิ๋นเซียงจ้องมองเหยียนมู่ด้วยความไม่พอใจ เขาพูดสบายจริงๆ
“เจ้ายังสามารถมีชีวิตได้อยู่ประมาณเดือนกว่า”
“แล้วยังไง”
“ดังนั้นเจ้าอย่าไล่ข้าเลย ให้ข้าได้อยู่กับเจ้าเดือนหนึ่ง เมื่อเด็กคลอดออกมา ข้าจะปกป้องเขาเอง ส่วนเจ้าตายไป ข้าจะฝังศพเจ้าด้วยตนเอง” เหยียนมู่จูบไปที่จมูกของหลิวอวิ๋นเซียง “ดีไหม”
หลิวอวิ๋นเซียงทำเสียงไม่พอใจ “เจ้าทำไม่ได้หรอก”
เหยียนมู่เลิกคิ้ว “ทำไม”
“เพราะข้ากับลูกไม่สำคัญกับเจ้าเลย”
“งั้นก็ให้เวลาข้าเดือนหนึ่ง”
หลิวอวิ๋นเซียงมองเหยียนมู่นิ่งๆ ตามเรื่องราวกับชาติที่แล้ว อีกประมาณครึ่งเดือน เขาก็จะต้องไปออกรบที่มองโกล
ครึ่งเดือนเอง ในชาตินี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและตนก็จะจบลงอีกแล้ว
ขณะนั้นมีเสียงดังมาจากด้านนอก จากนั้นจื่อจินก็พูดว่า “ฮูหยิน มีคนชุดดำสองคนคิดที่จะลักลอบเข้ามาในลานของพวกเรา หม่อมฉันยังไม่ทันจะลงมือ ก็ถูกองครักษ์ลับจัดการแล้ว”
หลิวอวิ๋นเซียงมองไปที่เหยียนมู่ เห็นสีหน้าของเขานั้นแน่นิ่ง นางเองก็สบายใจขึ้น
“คนของฮองเฮาเหรอ”
“ไม่แน่”
“คนที่คิดจะฆ่าข้ามีเยอะขนาดไหนกันแน่”
“มีข้าอยู่ พวกมันฆ่าเจ้าไม่ได้หรอก”
หลิวอวิ๋นเซียงยังอยากจะถาม แต่ก็รู้ว่าถามไปก็ไม่ได้อะไร นางรู้สึกว่าตนตกลงไปในเหวลึก ตกลงไปอย่างไม่รู้ตัว หากต้องตายจริงๆ ก็คงจะตายอย่างไม่รู้ตัวเหมือนกัน
เหยียนมู่ยิ้มออกมา “หากเจ้าไล่ข้าไป เจ้าคงจะอยู่รอดไม่ถึงพรุ่งนี้แน่นอน”
หลิวอวิ๋นเซียงทำอะไรได้ ได้แต่ยอมรับ จะชาติที่แล้วหรือชาตินี้ก็เป็นเขาคนนี้
“นวดเอวต่อ”
“ตรงนี้เหรอ”
“ซ้ายหน่อย”
เหยียนมู่ช่วยให้นางตะแคงตัว จากนั้นก็กอดนางจากด้านหลัง เขาทั้งนวดเอวทั้งนวดหลัง ภายใต้การดูแลที่ตั้งใจของเขา หลิวอวิ๋นเซียงก็นอนหลับไปด้วยความสบาย
ตั้งแต่ที่ท้องโตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ การนอนหลับในทุกคืนนั้นเป็นเรื่องที่ทรมานอย่างมาก ทั้งปวดเอวเมื่อยหลัง กว่าจะนอนหลับได้ขาก็เป็นตะคริวอีก
ในคืนนี้เอง นางก็ตื่นขึ้นมาเพราะตะคริว จากนั้นก็ตบหน้าเหยียนมู่ที่อยู่ข้างๆ ก่อนเลย
“นี่เจ้าจะมากเกินไปแล้วนะ กล้าตบข้าเหรอ!”
“ขาข้าเป็นตะคริว รีบนวดให้ข้าเร็วๆ”
เหยียนมู่รีบลุกขึ้น “ขาซ้ายหรือขาขวา”
“ขาซ้าย”
เขากอดขาซ้ายของนางแล้วนวดตั้งแต่บนลงล่าง พลางนวดพลางพูดอย่างไม่พอใจ “ลูกชายคนนี้ไม่เอาก็ได้”
“เบาหน่อย โอ๊ย อย่าพูดไร้สาระ!”
เช้าวันต่อมา เหยียนมู่ตื่นขึ้นพร้อมตาขอบตาดำทั้งสองข้าง หาวนอนไปด้วยถอนหายใจไปด้วย
“นี่ข้าหาเรื่องใส่ตัวหรือเปล่าเนี่ย”
“ก็นั่นนะสิ แม่หญิงมีพลังอภินิหาริย์หรือเปล่า ทำธุรกิจอะไรก็รุ่งไปหมด”
หลิวอวิ๋นเซียงยิ้ม “มีพลังอภินิหาริย์จริงๆ”
หิมะแรกของปีนี้ หลิวอวิ๋นเซียงอยากจะออกไปเดินดูข้างนอกหน่อย แต่จิ่งเยียนไม่เห็นด้วย บอกว่าหนาวมาก หากไม่สบายใจขึ้นมา สำหรับหลิวอวิ๋นเซียงมันเป็นเรื่องที่รุนแรงถึงชีวิต
“เด็กดี เจ้าไม่อยากข้าเห็นหิมะในครั้งนี้ คงต้องรอชาติหน้าแล้ว”
เมื่อจิ่งเยียนได้ยินแบบนี้ก็ตาแดงขึ้นมา “แม่หญิง ตอนนี้ท่านก็ดีๆ อยู่เลย บางทีถึงเวลาท่านก็จะอดทนผ่านไปได้”
หลิวอวิ๋นเซียงตีมือของจิ่งเยียนเบาๆ “ข้ากัดฟันอดทน แต่ก็ยังอยากจะออกไปดูข้างนอกหน่อย”
จิ่งเยียนปาดน้ำตาและทำใจปฏิเสธไม่ได้ จึงได้ตั้งใจใส่เสื้อคลุมขนมองค์ที่จางฉีส่งมา ใส่รองเท้าบูธผ้าไหม และเอาเตาอุ่นมือให้นาง จากนั้นจึงพยุงนางออกไป
ท้องฟ้าแจ่มใสราวกับกระจก
ภายในลานบ้าน หิมะปกคลุมไปทั่ว แสงแดดสาดส่องลงมาและหักเหเสียงระยิบระยับออกมาจนลืมตาไม่ขึ้น
บนกำแพงบนหลังคาล้วนขาวโพลนด้วยหิมะ
สายลมพัดผ่านทำให้เศษหิมะบนกำแพงร่วงโรย จากนั้นก็ถูกลมพัดขึ้นและลอยออกจากกำแพงไป
จื่อจินกำลังใช้ไม้กวาดกวาดหิมะออกจากทางประตู
“เจ้าให้เยี่ยนอี๋เหนียงไปอยู่ที่ไหนเหรอ” หลิวอวิ๋นเซียงถาม
จิ่งเยียนชี้ไปที่ห้องฝั่งตะวันออก “เมื่อคืนป้าจางยังจุดเตาไฟให้นางด้วย”
หลิวอวิ๋นเซียงพยักหน้า “นางโดดเดี่ยวไม่มีใครพึ่งพา ในเมื่อนางยอมอยู่กับพวกเรา ก็ดูแลนางอย่างดีเถอะ”
“หม่อมฉันเข้าใจ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน