เสียงเด็กร้องไห้ดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงทะเลาะวิวาทคล้ายจะเป็นเสียงของชายหญิงคู่หนึ่ง
เสียงเด็กร้องไห้ระงมบาดลึกเข้าไปในหัวใจ
“เราออกไปดูกันเถอะ”
เมื่อมาถึงประตูเรือน ก็เห็นว่าเป็นบ้านของเพื่อนบ้านตะวันออกที่กำลังมีเรื่องกัน ท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย ชายคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีเขียวหม่น สะพายห่อผ้าผูกไว้ที่ไหล่ กำลังจะเดินออกไป หญิงสาวท้องแก่สวมเสื้อคลุมสีม่วงคว้าชายเสื้อเขาไว้ เด็กหญิงตัวน้อยวัยประมาณสามสี่ขวบ สวมเสื้อคลุมสีชมพูหวาน ผมถักเปียสองข้าง ยืนร้องไห้อยู่หน้าประตู
ชายร่างสูงใหญ่หนวดเครารุงรัง กำห่อผ้าของตนแน่นพลางตวาดหญิงสาวว่า “ข้าทำงานแบกหามหนักหน่วงที่ท่าเรือทุกวัน กลับมาบ้านก็เจอลูกน้อยร้องไห้ เจ้าก็เอาแต่คร่ำครวญ ข้าเหนื่อยหน่ายจริง ๆ ไม่อยากทะเลาะด้วย จึงอยากออกไปหาความสงบเพียงลำพัง!”
หญิงสาวสวนกลับ “ข้ารู้ว่าท่านเหนื่อยยาก แม้ว่าร่างกายจะหนักอึ้ง ก็มิเคยร้องขอให้ท่านซักผ้าหรือทำกับข้าวเลย เพียงแต่ขอให้ท่านกลับบ้านเร็วขึ้นในแต่ละวัน เพื่อมาอยู่กับแม่ลูกบ้าง แต่ท่านกลับทำตัวเช่นนี้ พอเลิกงานก็ตรงไปหาแม่หม้ายหลิว ช่วยนางหาบน้ำ ช่วยนางทำเต้าหู้ ท่านคิดอะไรอยู่ ท่านไม่มีหัวใจบ้างเลยหรือ?”
กล่าวจบหญิงสาวก็ปล่อยโฮออกมาด้วยความเสียใจ ร่างกายที่หนักอึ้งทำให้ทรุดลงนั่งไม่ได้ ได้แต่ยืนพิงกำแพงเท่านั้น
แม้เห็นหญิงสาวเป็นเช่นนี้ ชายผู้นั้นก็ยังคงไร้ความสงสาร
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร ข้าแค่เห็นนางน่าสงสารที่สามีตายจากไป จึงหยิบยื่นความช่วยเหลือเท่านั้น”
“สามีของข้ายังไม่ตาย แต่ข้ายังน่าสงสารยิ่งกว่านางเสียอีก!”
“เจ้ายังจะแช่งให้ข้าตายอีก เจ้ามันผู้หญิงใจร้าย!”
“ยังไงข้าก็ไม่ยอมให้ท่านออกจากบ้าน ข้ากำลังจะคลอดลูกแล้ว กำลังต้องการคนดูแล ท่านทิ้งพวกเราไป ท่านช่างไร้หัวใจ!”
ทั้งสองยังคงยื้อยุดฉุดกระชากกันไปมา ทันใดนั้น เหยียนมู่ในชุดเสื้อคลุมหนังยาวก็ปรากฏตัวขึ้นที่ปากตรอก
เบื้องหลังเขาคือทิวทัศน์หิมะขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ปากตรอกมีต้นสนสูงใหญ่ยืนต้นโดดเด่น ยามนี้ราวกับต้นไม้หยกประดับด้วยดอกไม้เงิน ส่วนเขาดูราวกับเดินออกมาจากภาพวาดหิมะอันงดงาม ใบหน้าหล่อเหลางดงาม เป็นสีสันที่โดดเด่นที่สุดในโลกหล้า
เขายกสายตาขึ้น มองเห็นนางยืนอยู่ที่ประตู จึงเผยยิ้มละไม ภาพวาดนั้นก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมา
เมื่อเขาเดินผ่านมา สตรีผู้นั้นร้อนใจจนปัญญา จึงร้องตะโกนใส่เขาว่า “นายท่าน ขอร้องช่วยข้าด้วย พ่อของลูกทิ้งข้ากับลูกไปแล้ว ถ้าเขาไป ข้ากับลูกคงไม่รอดแน่”
เหยียนมู่ชะงักไปครู่หนึ่ง มองดูสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ แล้วมองไปที่เด็กหญิงที่ประตู จึงตวาดใส่ชายคนนั้นว่า “การทิ้งภรรยาและลูกเป็นความผิดร้ายแรง เจ้าอยากติดคุกหรืออย่างไร?”
ชายผู้นั้นเห็นเหยียนมู่สวมชุดทหารยามประจำเมืองก็เกิดอาการหวาดกลัวขึ้นมาบ้าง “ข้ามิได้ทิ้งเมียและลูก เพียงแค่ทะเลาะกันตามประสาผัวเมียเท่านั้น”
“ทะเลาะกันจนเป็นเช่นนี้เชียวหรือ? ไม่เห็นหรือว่าลูกสาวเจ้ากำลังร้องไห้? ไม่เห็นหรือว่าภรรยาของเจ้ากำลังตั้งครรภ์อุ้มท้องลำบาก?”
“ขอรับ ขอรับ ข้าจะพานางกลับบ้านเดี๋ยวนี้”
ชายผู้นั้นเกรงกลัวเหยียนมู่ จึงรีบพยุงหญิงสาวที่ร้องไห้จนอ่อนล้ากลับไป
เด็กหญิงยังคงร้องไห้ พ่อแม่ยังไม่มีเวลาสนใจเยียวยา เหยียนมู่ยืนอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจเดินเข้าไปหา หวังจะปลอบเด็กน้อย แต่ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์ จึงดูเงอะงะไปบ้าง
เขาเอามือแตะจมูกเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ก่อนจะล้วงเอาเนื้อวัวอบแห้งห่อหนึ่งออกมาจากเสื้อคลุมตัวใหญ่ แล้วหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้นโบกไปมาตรงหน้าเด็กหญิง
เด็กหญิงเห็นดังนั้นก็ลืมร้องไห้ไปชั่วขณะ สะอื้นอยู่เป็นระยะ แต่ก็ไม่วายมีน้ำลายไหลย้อยออกมา
ขอทานตักข้าวเข้าปากคำโตแล้วพูดว่า “ข้ากำลังปลอมตัว เข้าใจไหม?”
“ท่านสวมบทบาทขอทานได้เหมือนเชียว ราวกับไม่ได้กินอะไรมาสามวันสามคืน”
ขอทานถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะแห้ง ๆ “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เช้านี้โชคดีหน่อย ได้แย่งหมั่นโถวกับสุนัขมาครึ่งลูก”
หลิวอวิ๋นเซียง ‘...’
เมื่อเหยียนมู่เห็นหลิวอวิ๋นเซียงต่อปากต่อคำไม่ได้ ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
หลิวอวิ๋นเซียงหันไปมองเขา “ทำไม ท่านก็ไปแย่งหมั่นโถวกับสุนัขเหมือนกันรึ?”
หลังจากอาหารกลางวัน เหยียนมู่ก็คะยั้นคะยอให้หลิวอวิ๋นเซียงนอนพักกลางวันเป็นเพื่อนเขา
“ท่านไม่ต้องเข้าเวรหรือ?”
“มีหยกงามอุ่น ๆ อยู่บนเตียง ใครจะโง่ไปยืนตากลมหนาวที่ประตูเมืองกัน”
ว่าแล้วเหยียนมู่ก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ตบที่ว่างข้าง ๆ ตัวเป็นเชิงบอกให้หลิวอวิ๋นเซียงมานอนด้วย
หลิวอวิ๋นเซียงส่ายหน้า นางเพิ่งทานข้าวเสร็จ น้ำย่อยยังตีขึ้นมาจุกอกอยู่เลย รู้สึกไม่สบายตัวเอาเสียเลย นางเดินวนไปวนมาในห้องอยู่หลายรอบก็ยังไม่หาย อีกทั้งยังเหนื่อยจากการเดินอีกด้วย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน