หลิวอวิ๋นเซียงกลับถึงห้องปีกตะวันตก จิ่นเยียนกำลังเร่งทำงานเย็บปัก
ในมือนางถือเสื้อจงอีตัวหนึ่ง ติดกระเป๋าไว้ข้างใน หลังจากนั้นเอาตั๋วเงินปึกหนึ่งใส่เข้าไป
“คุณหนู ท่านเปลี่ยนเป็นเสื้อตัวนี้”
หลิวอวิ๋นเซียงขำขัน “เช่นนั้นบนตัวของเจ้าซ่อนแล้วหรือยัง”
จิ่นเยียนทุบหน้าอกของตัวเองซึ่งดูบวม ๆ “ซ่อนไว้ไม่น้อยเลย”
หลิวอวิ๋นเซียงผงกหัว “ยังเป็นเจ้าที่คิดรอบคอบ”
ทั้งสองคนเก็บของเสร็จ ก็ได้ยินจื่อจินเรียกจากข้างนอก “คุณหนู ท่านรีบมาดู เยี่ยนอี๋เหนียงเหมือนจะป่วยล่ะ”
หลิวอวิ๋นเซียงมองจิ่นเยียน “ไปเถอะ”
จิ่นเยียนพยักหน้าอย่างหนัก “อืม”
สองนายบ่าวเดินออกไปจากห้องหลัก หลิวอวิ๋นเซียงมองสันกำแพงแวบหนึ่ง แต่เห็นกิ่งก้านของต้นไหวบนสันกำแพงสั่นไหวไปมา นางหลุบตาลง และใช้เหตุผลว่าไปหาหมอในการเข้าไปในห้องของเยี่ยนอี๋เหนียง
เยี่ยนอี๋เหนียงเห็นพวกนางสามคนนายบ่าวเข้ามาแล้ว ก็รีบย้ายกองฟืนฝั่งหนึ่งห้องข้างออก
หลิวอวิ๋นเซียงยื่นหัวเข้าไป ด้านหลังมีรูอุโมงค์อยู่
เยี่ยนอี๋เหนียงมุดเข้าไปก่อน จิ่นเยียนช่วยหลิวอวิ๋นเซียงแล้วค่อยเข้าไป จื่อจินอยู่ด้านหลังปิดกองฟืนให้เรียบร้อย
รูอุโมงค์นี้ทะลุไปถึงห้องปีกตะวันตกของเรือนตะวันตกข้าง ๆ ก็คือในบ้านของลู่ฉางอัน โชคดีที่บ้านของเขาร้างไม่มีคนอยู่ ห้องปีกตะวันตกมีรูเปิดอยู่ เข้าไปในห้องตะวันตก ด้านหลังห้องตะวันตกก็เป็นรูอุโมงค์ แล้วก็ถึงอีกซอยหนึ่งซึ่งอยู่ด้านหลังบ้านของหลิวอวิ๋นเซียงแล้ว
เจาะมาถึงถนนเส้นนี้ มือของเยี่ยนอี๋เหนียงไม่คล่องแคล่ว ต้องใช้เวลาเยอะมากแน่ มิน่าล่ะนางถึงอยู่ในห้องตลอดไม่ออกมาเลย
ลึกเข้าไปซอยมีรถม้าคันหนึ่ง คนขับรถม้ากำลังรอพวกนางอยู่
“นายจ้างรีบขึ้นรถ เจ้าของร้านให้ข้าพาพวกท่านไปส่งนอกเมือง”
รถม้านี้หลิวอวิ๋นเซียงให้จางฉีเตรียมไว้ นั่งบนรถม้า ไม่นานก็ออกจากเมืองแล้ว
หลิวอวิ๋นเซียงมองประตูเมืองที่อยู่ไกล รู้สึกเศร้าโศกเล็กน้อย
นางไปจากสถานที่เกิดและเติบโต ไปจากบ้านแล้ว
ท้องฟ้ามืดมาก มองไม่เห็นทางข้างหน้า
รถม้าคันหนึ่งวิ่งอยู่บนถนน ขณะนี้เปลี่ยนเป็นจื่อจินขับแล้ว
ในตัวรถ จิ่นเยียนเสริมหมอนนุ่ม ๆ ไว้ข้างหลังหลิวอวิ๋นเซียง เห็นสีหน้าของนางแย่ลงเรื่อย ๆ ก็อดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ว่า “คุณหนู ให้จื่อจินหยุดรถเพื่อพักสักครู่ไหม?”
จิ่นเยียนยิ้ม “เจ้าค่ะ บ่าวทราบแล้ว”
หอบรรพบุรุษนี้ไม่สกปรกและยุ่งเหยิงเท่าไหร่ คนตระกูลจางน่าจะมาขึ้นเขามากราบไหว้และทำความสะอาดเป็นบางครั้งบางคราว พื้นที่เปิดโล่งวางป้ายวิญญาณไว้มากมาย ด้านตะวันตกมีห้องอยู่ห้องหนึ่ง ข้างในยังมีเตียงอิฐ ป้าจางบอกว่าเอาไว้ให้ลูกหลานตระกูลจางที่ขึ้นเขามาล่าสัตว์นอนค้างคืน
นางมอบกิจการร้านขายข้าวให้กับจางฉี ในหมู่บ้านมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากทำงานกับเขา จึงไม่ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์แล้ว ชีวิตของทุกคนดีขึ้นเรื่อย ๆ
จื่อจินไปหาฟืนแห้ง จิ่นเยียนเผาเตียง แล้วทำความสะอาดทั้งห้องด้านในและด้านนอก เครื่องนอนปูบนเตียง รอเผาจนอุ่น กลิ่นควันไฟหายแล้ว ค่อยให้หลิวอวิ๋นเซียงเข้ามา
ข้างนอกหอบรรพบุรุษมีกระท่อมหลังหนึ่ง เอาไว้ใช้ทำอาหาร
ไม่มีคนมานานมาก ก็ไม่รู้ว่าข้างในยังมีอุปกรณ์ทำอาหารอยู่หรือไม่ จิ่นเยียนเดิมไม่คาดหวัง แต่พอเข้าไปข้างในก็พบว่ามีทุกอย่าง แถมยังสะอาด..มากด้วย
หรือว่า สองวันนี้เคยมีคนมาทำอาหารที่หอบรรพบุรุษ
จิ่นเยียนไม่คิดอะไรมาก เอาข้าวถุงหนึ่งลงมาจากรถม้าและเริ่มทำอาหาร
อาหารกลางวันเรียบง่าย ผักหนึ่งจาน เนื้อวัวแผ่นรมควันหนึ่งจาน แล้วก็มีข้าว
ห้องทางตะวันตกอบอุ่น โต๊ะอาหารก็วางอยู่ตรงนั้น สะดวกหลิวอวิ๋นเซียงกินข้าวกับพวกนางด้วย ถึงแม้ว่าที่นี่จะเก่าและชำรุด แต่กินข้าวที่นี่กลับสบายใจกว่ากินที่บ้านเยอะเลย ถึงอย่างไรข้างนอกก็ไม่มีสายตามากมายคอยจับจ้องทุกคนพูดทุกการกระทำของพวกนาง
ขณะที่ทุกคนกำลังกินข้าว ก็ได้ยินเสียงหนึ่ง เหมือนเสียงเด็กร้องไห้ แต่ฟังอีกทีก็ไม่ได้ยินแล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน