หลิวอวิ๋นเซียงเม้มรีฝากปากแน่น แต่นางเจ็บปวดมาก จะทำอย่างไรให้ความเจ็บปวดนี้ทุเลาลงได้
นางพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ แต่มันกลับไร้ผล ก่อนจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดในใจ ยิ่งนั่งนึกสาปแช่งเหยียนมู่มากเท่าใด เวลาก็ผ่านไปเร็วมากขึ้นเท่านั้น
กลางดึกคืนนั้นเอง ร่างกายที่เคยได้รับความเสียหายจากพิษไป่มู่ก็เริ่มแสดงอาการออกมา
เมื่อเห็นว่าดวงตาของนางเริ่มเข้มขึ้นเรื่อยๆ หมอตำแยจึงรีบให้ป้าจางเตรียมนำแกงโสมมาหนึ่งชาม
“ฮูหยิน ท่านกัดฟันทนไว้ ห้ามหมดสติเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นท่านกับเด็กในท้องจะไม่รอดทั้งคู่”
ป้าจางรีบตรงไปที่ห้องครัว ก่อนจะเจอกับจิ่นเยียนที่นอนสลบอยู่บนพื้น จึงรีบเข้าไปเขย่าเพื่อเรียกสติอยู่นาน
เพลานั้นเองจู่ๆ แสงจากคบเพลิงก็สว่างไสวขึ้นที่ด้านนอก ป้าจางมองออกไปด้วยความตื่นตระหนก และพบว่ากำลังถูกล้อมรอบด้วยทหารสวมชุดเกราะสีเงิน
จิ่นเยียนกัดฟันกรอด “ลี่เหนียงแอบไปรายงานแน่ๆ”
หลิวอวิ๋นเซียงเหมือนถูกเพลิงร้อนแผดเผาในร่างกาย แต่ขยับไปไหนไม่ได้ราวกับถูกแช่แข็งเอาไว้ นี่ไม่ได้เรียกว่าความเจ็บปวด แต่มันเหมือนถูกฉีกทึ้งร่างกายออกจากกันต่างหาก
หมอตำแยวิ่งกะโผลกกะเผลกออกไปดูที่ริมหน้าต่าง “โอ้ เหตุใดข้างนอกจึงมีคนถือดาบถือปืนเต็มไปหมด ราวกับจะสู้รบกันอย่างนั้นแหละ พวกเจ้าเป็นใครกัน”
ทันใดนั้นรูม่านตาของหลิวอวิ๋นเซียงจึงหดเล็กลง นางพยายามร้องครวญครางแต่ก็ไร้เสียงออกมาจากริมฝีปาก
ทว่าหมอตำแยยังไม่สังเกตเห็นความผิดปกของหลิวอวิ๋นเซียงในเพลานี้ “ทำไมถึงเหงื่อออกเยอะมากมายเช่นนี้ล่ะ ในท้องก็ไม่มีเสียงเคลื่อนไหวเลย ข้าเกรงว่าอาจมีบางอย่างผิดปกติ”
ขณะที่หลิวอวิ๋นเซียงได้แต่ส่ายหน้า สองมือกำผ้าบนเตียงเตาอย่างไร้เรี่ยวแรง
บัดนี้มีสตรีแต่งกายชุดในวังสองคนเดินเข้ามายืนขนาบสองข้างประตู พลางโน้มตัวลงด้วยความเคารพ ก่อนที่สตรีในชุดคลุมสีม่วงอีกคนเดินตามเข้ามาด้วยท่าทางสง่างามและเย่อหยิ่ง
หลิวอวิ๋นเซียงพยายามเพ่งสายตามองคนคนนั้นให้ชัดเต็มสองตา แต่ร่างกายของนางก็ต้องเย็นเฉียบ แต่
นั่นมันพระนางฮองเฮา!
ลู่ฮองเฮามองเห็นหลิวอวิ๋นเซียงนอนอยู่บนเตียงเตาในแวบแรก ก่อนก้าวเข้าไปด้วยดวงตาเฉียบคม
“มีดวงตากี่คู่ที่จ้องมองเจ้าอยู่ คิดว่าหนีพ้นอย่างนั้นหรือ”
หลิวอวิ๋นเซียงไม่มีแรงแม้แต่จะพูด ทำได้เพียงควบคุมตัวเองไม่ให้ตัวสั่นและจ้องไปที่ลู่ฮองเฮา
ลู่ฮองเฮาเหลือบมองหน้าท้องของหลิวอวิ๋นเซียง พลางกระตุกยิ้มมุมปาก “เจ้าเจ็ดน่ะโหดร้ายไร้ความปรานี เขาเป็นดั่งดาบดม คนถือดาบให้เขาสังหารเทพเจ้า เขาต้องสังหารเทพเจ้า หากให้สังหารปีศาจ เขาก็ต้องทำ คนเช่นนี้คงจะเป็นคนเลือดเย็นเห็นแก่ตัว แต่กลับยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง”
เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเป็นพ่อแม่ต้องปกป้องลูกของตัวเอง
ทว่าหลิวอวิ๋นเซียงไม่รู้ว่าราชวงศ์อ่อนแอ ทุกคนต่างก็เป็นหุ่นเชิดของผู้มีอำนาจ
ฮองเฮาจึงพาหญิชราทั้งสองเดินออกไป หลิวอวิ๋นเซียงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่หมอตำแยกลับทรุดลงลงตรงมุม รอให้พวกป้าจางเข้ามาประคองลุกขึ้นอีกครั้ง
จิ่นเยียนพยุงจื่อจินขึ้นมา นางได้รับบาดเจ็บหลายแห่ง แต่โชคดีที่ไม่มีส่วนสำคัญได้รับบาดเจ็บ
“ท่านรีบไปตรวจดูสิว่าฮูหยินใกล้คลอดแล้วหรือยัง” ป้าจางเร่งเร้าหมอตำแย
หมอตำแยจึงรีบเข้าไปตรวจ ก่อนตอบพลางเช็ดเหงื่อ “ใกล้แล้ว ไม่เกินรุ่งสาง”
“ท่านมีประสบการณ์หรือไม่ เจ้านายน้อยของข้าเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง”
“ยากเดินไปที่จะบอกได้”
“ลองเดาดูสิ พวกเราจะได้เตรียมตัวให้พร้อม”
หมอตำแยสำรวจท้องของหลิวอวิ๋นเซียงพร้อมกับกระซิบ “เด็กหญิงคือสมบัติ เด็กชายคือต้นไม้ ครอบครัวของเจ้ากำลังจะเบ่งบานแล้ว”
ป้าจางถึงกับเสียสมดุลเมื่อได้ยินประโยคนั้น
แม้นางจะไม่รู้อะไรมากมาย แต่ดูจากเหตุการณ์รุนแรงในวันนี้แล้ว นางรู้สึกว่าเด็กหญิงคือพรอันดีงาม ในขณะที่เด็กชายคือหายนะ
ด้านนอกห้องโถงบรรพบุรุษ ลู่ฮองเฮาวางมือในถุงมือร้อน เชิดคางขึ้นเล็กน้อย แม้ปากจะยิ้มแต่ดวงตากลับเฉียบคม ขณะที่ซ่างกวานซวีประสานมือเข้าหากัน แต่ดวงตาปิดสนิทราวกับกำลังงีบหลับกลางดึก

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน