การรบในครั้งนี้มันช่างหวาดเสียว แต่ผลก็ออกมาดีอย่างมาก มันจะต้องลดความโอหังของเป่ยจินหลายปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
แต่แล้วเมื่อจางหยางพูดจบ เหยียนสู่กลับยังคงจ้องตาค้าง ริมฝีปากสั่นเทา
เขาเข้าใจทันที “นายท่าน ข้าจะส่งคนไปตรวจสอบที่เมืองเซิ่งจิง คนที่ถูกเผาตายจะต้องไม่ใช่ฮูหยิน แล้วก็คุณหนูเล็ก พวกเราจะรีบตามหาให้เจอ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหยียนมู่ถึงได้หลับตาลง
แม่ทัพเฒ่าที่ผมขาวโพลนพูดอย่างนับถือว่า “เดือนที่ผ่านมานี้ พวกเขามายั่วยุหลายครั้ง แต่พวกเราก็อดทนไม่ทำอะไร ให้พวกเขาคิดว่าพวกเราไม่กล้าจะสู้ พวกเขาจะได้ผ่อนการระวังตัวลง จากนั้นพวกเราก็ออกรบอย่างกะทันหัน กลยุทธ์ของแม่ทัพหลักนี่ทำให้พวกเขาไม่ทันจะรับมือ”
“นั่นสิ อีกฝ่ายชะล่าใจ ส่วนทหารฝ่ายเรานั้นล้วนมีไฟเคืองโกรธ การสู้รอบนี้มันช่างสะใจ ให้ประชาชนจ้ากรงของเราได้รู้ด้วยว่า ต่อให้เป่ยจินจะมีทหารม้าแกร่งขนาดไหน ต้าหรงของพวกเราก็ไม่ยอมแพ้หรอก”
“ใช่แล้ว แต่ว่าทางพระราชสำนัก...”
“พวกเราชนะศึกสงคราม ฮ่องเต้ไม่โทษอะไรพวกเราหรอก”
ตางหยางมองดูเหยียนมู่แล้วก็ถอนหายใจเบาๆ
กลยุทธ์มันก็ดีอยู่หรอก แต่การที่นายท่านไล่ล่าออกไปตอนท้าย เป็นการฆ่าฟันอย่างเสียสติแล้วชัดๆ
หากฮูหยินตายไปแล้วจริงๆ เขาไม่กล้าคิดเลยว่านายท่านของเขาจะทำเรื่องบ้าคลั่งอะไรออกมา
เข้าสู่เดือนสิบสอง อากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ หยดน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง
ขอทานนั่งยองอยู่หน้าห้องปีกตะวันออก สีหน้าของเขานั้นกังวล
“ได้ข่าวว่าบริเวณด่านเจิ้นเป่ยเกิดโรคระบาดฤดูหนาว คนชราเสียชีวิตมากมาย โรคระบาดยังแพร่เข้าค่ายทหาร เป่ยจินคิดว่าเป็นโอกาสดี เริ่มที่จะเคลื่อนไหวอีกแล้วทางด้านเจ้าเจ็ดไม่รู้ว่าจะรับมือไหวไหม”
ภัยธรรมชาติบวกกับภัยมนุษย์ ต่อให้คนที่มีความสามารถขนาดไหน ก็คงจะรับมือไม่ไหว
หลิวอวิ๋นเซียงกำลังเย็บปักถักร้อย พลางแกว่งเตียงข้างๆ ไปด้วย
สิงอี้น้อยกำลังนอนอยู่ข้างใน เพราะว่าน้ำนมมีเพียงพอจึงเลี้ยงดูจนเนื้ออวบ ขณะนี้กำลังเล่นฟองน้ำลาย
เหยียนมู่เคยบอกไว้ หากเป็นลูกสาวก็ให้ชื่อเหยียนสิงอี้ หากเป็นลูกชายก็ให้ชื่อว่าเหยียนสิงจือ
หลิวอวิ๋นเซียงมองดูเจ้าเด็กน้อยแล้วก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงลูกชายของตน หวังว่าเขาจะปลอดภัย
“เจ้าไม่เป็นห่วงเจ้าเจ็ดเลยเหรอ” ขอทานถาม
หลิวอวิ๋นเซียงถอนหายใจเบาๆ “ตัวปัญหาอย่างเขา ไม่ตายหรอก”
ที่หลิวอวิ๋นเซียงถอนหายใจเพราะชีวิตของนางและลูกผูกติดอยู่กับเขา การที่เขามีชีวิตอยู่พวกนางแม่ลูกถึงจะมีชีวิตอยู่ได้
ชาติที่แล้ว นางไม่เห็นอะไรเลย ได้แต่มีชีวิตอยู่ในพื้นที่ของตนเอง ในชาตินี้ นางเห็นคลื่นโหมกระหน่ำภายใต้ความสงบสุข และก็ต้องเอาตัวไปพัวพันอย่างห้ามไม่ได้
นางมีพลังความสามารถจำกัด ได้แต่พึ่งพาเขา แต่นี่ไม่ใช่การยอมอยู่ใต้อำนาจ ต่อให้เป็นเถาวัลย์ที่ต้องอาศัยต้นไม้ใหญ่ในการมีชีวิต ก็สามารถที่จะได้รับแสงแดดเทียบเคียงต้นไม้ได้
“พี่สาว หวั่นเอ๋อร์ซื่อบื้อจัง เย็บเยวียนยางนี่ได้ไม่ดีเลย” จ้งหมิงนั่งอยู่ข้างๆ หลิวอวิ๋นเซียงแล้วพูดบ่น
หลิวอวิ๋นเซียงส่ายหัว สีหน้าของนางยังคงอ่อนโยน “ไม่หรอก รีบเย็บด้วงขี้ควายของเจ้าเถอะ”
“ด้วงขี้ควายอะไรกัน นี่ข้ากำลังปักเยวียนยาง”
“อ๊ะ นี่เยวียนยางหรือ ข้านี่ดูไม่ออกเลย”
จ้งหมิงเบิกตากว้างและน้ำตาก็ไหลออกมาทันใด ราวกับว่าได้รับการกระทบจิตใจอย่างมาก
“พี่สาวทำร้ายจิตใจหวั่นเอ๋อร์เหลือเกิน”
เมื่อพูดจบ จ้งหมิงก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดหน้าแล้ววิ่งหนีไป
หลิวอวิ๋นเซียงส่ายหัว ในที่สุดก็สงบลงแล้ว
ใกล้จะเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่นี่ที่ใกล้ทิศเหนือ จึงยังคงอากาศหนาว ผ่านเดือนมีนาคม และผ่านเดือนเมษายน จนเข้าสู่เดือนพฤษภาคม พืชผลต่างๆ ของทางนี้จึงเพิ่งผลิดอก ฤดูใบไม้ผลิมาแล้วจริงๆ
พวกของหลิวอวิ๋นเซียงกำลังไปเดินทางขึ้นเหนือต่อ แต่ในเวลานี้สิงอี้ก็ป่วย
หลิวอวิ๋นเซียงพาสิงอี้ไปหาหมอในเมือง เพราะเด็กยังเล็กจึงกินยาอะไรไม่ได้ ได้แต่ฝังเข็มและนวด ผ่านไปหลายวัน อาการของเด็กก็หนักขึ้นกว่าเดิม
หลิวอวิ๋นเซียงร้อนรนใจอย่างมาก เฝ้าเช้าเฝ้าเย็น
จ้งหมิงมาเยี่ยมดูเด็กแล้วพูดว่า “ปอดกำกับเลือดลม ไม่ทนความร้อน ต้องใช้ยาคลายร้อน หากอยากให้เลือดลมปอดเชื่อมกับเลือดลมม้าม เสริมเลือดลมปอดก็จะเสริมเลือดลมม้ามด้วย อุจจาระเองก็จะโล่ง ข้ามียาเม็ดเสริมทั้งหก พี่สาวกับสิงอี้กินหนึ่งเม็ดเช้าเย็น ไม่เกินสามวันก็จะหายดี”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน