หัวหน้าโจรเป็นชายร่างกำยำหัวล้าน เดินวนรอบกลุ่มคนเหล่านั้น ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องเสียงดังว่า “เก็บผู้หญิงไว้ ฆ่าผู้ชายทิ้ง”
สิ้นคำสั่ง ลูกน้องห้าคนก็กระโจนลงจากหลังม้า พุ่งเข้าไปในฝูงชน แล้วลากตัวผู้ชายออกมา ใครขัดขืนก็ถูกฆ่าทันที เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว
หลิวอวิ๋นเซียงรู้สึกได้ถึงเลือดที่สาดกระเซ็นมาโดนใบหน้า แต่ก็ไม่ได้เช็ดออก ได้แต่กอดสิงอี้แน่น พลางภาวนาขอให้จื่อจินและคนอื่น ๆ หนีออกมาจากกองเพลิงได้โดยเร็ว
เหล่าผู้ชายถูกจับออกมาทีละคน นับคร่าว ๆ ก็สิบกว่าคน พวกโจรปล่อยให้พวกเขาวิ่งหนีไป
“ไอ้พวกขี้ขลาด ข้าบอกให้วิ่งก็วิ่งสิ พวกเจ้าจะวิ่งไม่วิ่ง?”
“แบบนี้ยังกล้าเรียกว่าเป็นลูกผู้ชายอีกหรือ!”
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครกล้าขยับ หัวหน้าโจรก็ฟันดาบลงไปคนหนึ่ง
พวกผู้ชายต่างอกสั่นขวัญแขวน ขาแทบทรุด
พวกเขาเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้ฝึกวรยุทธ์ใด ๆ จะไปสู้กับโจรป่าพวกนี้ที่ฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็นได้อย่างไร
“บัดซบ วิ่งเร็วเข้า ไม่งั้นข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมด!” คนหัวโล้นตวาดลั่นด้วยสีหน้าดุร้าย
พวกผู้ชายรู้ดีว่าอยู่ก็ตาย สู้เสี่ยงดวงหน่อยยังดีกว่า คนหนึ่งจึงวิ่งนำออกไปก่อน ที่เหลือก็กรูกันออกไป วิ่งสุดชีวิต วิ่งราวกับคนเสียสติ
พวกโจรหัวเราะกันลั่น ท่าทางดิ้นรนเอาชีวิตรอดของพวกเขาช่างดูน่าขันสิ้นดี
แล้วลูกธนูก็พุ่งสาดเข้าใส่ เหล่าผู้ชายล้มลงทีละคน ไม่มีใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้หญิงสาวที่เหลืออยู่ต่างร้องไห้โฮออกมาด้วยความหวาดกลัว หลิวอวิ๋นเซียงเองก็หน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดผวา
“พี่หญิง หวั่นเอ๋อร์กลัวเหลือเกิน”
เสียงนี้…
หลิวอวิ๋นเซียงสะดุ้งสุดตัว หันกลับไปมองพบว่าจ้งหมิงกำลังซบไหล่อยู่ ใบหน้าเล็ก ๆ แดงก่ำด้วยพิษไข้
“ฮัวจู๋กับขอทานล่ะ?”
จ้งหมิงส่ายหน้า “มิทราบ”
โจรเหล่านี้ขี่ม้าวนไปรอบ ๆ กลุ่มผู้หญิง แต่ละคนมีรอยยิ้มอันลามกบนใบหน้า
“ลูกพี่ใหญ่ ท่านเลือกก่อน ที่เหลือพวกเราพี่น้องค่อยแบ่งกัน”
หัวหน้าคนนั้นกวาดมองกลุ่มผู้หญิง มองจ้งหมิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเลียริมฝีปาก แล้วลงจากม้าทันที แล้วพาจ้งหมิงออกมา
“พี่หญิง!”
“หวั่นเอ๋อร์!”
หลิวอวิ๋นเซียงตกใจสุดขีด รีบตรงเข้าไปช่วยเหลือจ้งหมิง แต่ถูกโจรคนหนึ่งใช้ดาบใหญ่ขวางเอาไว้
“ท่านหญิงน้อย โอ้ ในอ้อมกอดยังมีเจ้าตัวเล็กอีกคนด้วย”
พวกเขาช่วยเหลือหญิงสาวที่เหลืออยู่ก่อน แล้วจึงหันไปมองทางฝั่งโจร เห็นพวกมันจับตัวหญิงสาวสองคนไว้
หัวหน้ากรมกลาโหมตะโกนก้องว่า “เป่ยป้าเทียน เจ้าก่อกรรมทำชั่วไว้มาก พวกเราตามเจ้ามาตลอดทางจนถึงที่นี่ เจ้าคิดว่าจะหนีรอดไปได้รึ?”
หัวหน้าโจร หรือที่รู้จักกันในนามเป่ยป้าเทียนกัดฟันแน่น แล้วหัวเราะเยาะออกมาอย่างเย็นชา เขาผลักหลิวอวิ๋นเซียงออกมาข้างหน้าพร้อมกับจ่อมีดที่คอของนาง “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่านางเป็นใคร?”
หัวหน้ากรมกลาโหมขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองหัวหน้าโจรด้วยความฉงน
“นี่คือฮูหยินของผู้บัญชาเหยียน และในอ้อมกอดนางคือบุตรสาวของผู้บัญชาพวกเจ้า จริงสิ แล้วก็ยังมีเจ้าคนนี้ที่เหมือนไม่ใช่ผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย เขาเป็นอนุของผู้บัญชาพวกเจ้า! พวกเจ้าปล่อยพวกเราไปซะดี ๆ ไม่งั้นข้าจะฆ่าพวกนางให้หมด!”
ลมเหนือโหมกระหน่ำพัดพาหิมะโปรยปรายเสียดแทงใบหน้าจนรู้สึกเจ็บแปลบ
แสงไฟริบหรี่ในระยะไกลไหววูบไปตามแรงลม ดูราวกับหญิงงามกำลังร่ายรำ ทันใดนั้นโรงเตี๊ยมก็พังทลายลง สะเก็ดไฟกระเด็นไปทั่ว เผาผลาญท้องฟ้ายามค่ำคืนให้แดงฉาน
หลิวอวิ๋นเซียงรีบร้อนจนมิทันได้สวมเสื้อคลุมหนา ตอนนี้หนาวจนตัวสั่นเทา บนบ่ามีดาบโค้งวางพาดอยู่คมดาบแนบชิดผิว เผลอเพียงนิดเดียวก็อาจถูกปลิดชีพลงได้ทุกเมื่อ
แต่ดูเหมือนโจรที่อยู่ด้านหลังจะหวาดกลัวกว่านางเสียอีก เสียงหายใจหอบถี่ มือที่กำดาบก็สั่นระรัว
เพียงขยับตัวเล็กน้อย คมดาบก็บาดผิวจนเป็นแผล
เลือดอุ่นไหลลงมา หลิวอวิ๋นเซียงตัวแข็งทื่อยิ่งกว่าเดิม ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมแขนคงได้รับอิทธิพลจากบรรยากาศตึงเครียด จึงดิ้นไปมาด้วยความไม่สบายใจ มือเล็ก ๆ จับชายเสื้อของหลิวอวิ๋นเซียงแน่น
ในเวลานี้ นางยืนอยู่ท่ามกลางแสงเงา ส่วนเหล่าทหารที่อยู่ไม่ไกลนักนั้นยืนท้าแสง ทำให้มองไม่เห็นใบหน้า เห็นเพียงร่างของพวกเขาที่ยืนตระหง่านท่ามกลางพายุหิมะราวกับรูปปั้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน