“หลิวซื่อให้กำเนิดบุตรสาว ในวังคงไม่จำเป็นต้องฆ่าล้างโคตร แต่พวกเราที่ถูกไล่ล่ามาตลอดทาง เกือบเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้ง เกรงว่าจะมีคนบางกลุ่มคิดยุแยงให้เจ้ากับราชสำนักแตกแยกกัน”
เหยียนมู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ปีนีพวกเราได้ปะทะกับเป่ยจินหลายครั้ง มีทั้งแพ้และชนะ แต่สถานการณ์ระหว่างเป่ยจินกับซีเย่ว์ก็ตึงเครียดมาก พร้อมจะเปิดศึกกันได้ทุกเมื่อ การรับศึกสองด้านพร้อมกัน คงทำให้พวกเขาต้านทานไม่ไหว อีกไม่กี่วันนี้ เป่ยจินจะส่งทูตมาเจรจาสงบศึกที่เมืองหลวง ไม่นานข้าก็จะได้กลับเมืองหลวงแล้ว”
“หากเจ้ากลับไป ฝ่าบาทต้องยึดอำนาจการทหารของเจ้าคืนเป็นแน่”
“ข้ารู้”
ขอทานถอนหายใจ “เส้นทางข้างหน้าของเจ้าช่างเต็มไปด้วยขวากหนาม”
“แม้ยากลำบาก ข้าก็ต้องก้าวเดินต่อไป”
“แต่ตอนนี้เจ้ามีจุดอ่อนแล้ว”
“...”
ครู่ใหญ่ เหยียนมู่ก็ยิ้มออกมา “นางให้กำเนิดบุตรสาวแก่ข้า โชคดีนัก”
หลิวอวิ๋นเซียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วหันหลังกลับเข้าไป
ไม่นานนัก เหยียนมู่ก็ผลักประตูเข้ามา
หลิวอวิ๋นเซียงเอ่ยเสียงเย็น “ใต้เท้าเหยียน ดึกดื่นป่านนี้เข้ามาในห้องของข้า เห็นทีจะไม่เหมาะสมกระมัง?”
ท่าทีของหลิวอวิ๋นเซียงทำให้เหยียนมู่ขุ่นเคือง เขาเดินเข้าไปผลักนางลงบนเตียง “เจ้าพาลูกสาวเดินทางไกลมาหาข้า เช่นนี้ก็…”
“เช่นนี้ก็เพราะข้าหมดหนทางแล้ว!” หลิวอวิ๋นเซียงตวาดลั่น ก่อนจะเบือนหน้าหนีสายตาขุ่นเคืองของเหยียนมู่ “หากข้ามีทางเลือกอื่น ข้าคงหนีห่างท่านไปไกลแสนไกลแล้ว!”
เหยียนมู่กัดฟัน “เจ้าได้เข้าสุสานบรรพชนของตระกูลเหยียนแล้ว ต่อให้เจ้ามีลมหายใจหรือสิ้นชีพไปแล้ว เจ้าก็เป็นคนของข้า!”
หลิวอวิ๋นเซียงเห็นเหยียนมู่จะเล่นลิ้น จึงบันดาลโทสะตบหน้าเขาฉาดใหญ่
เกิดเสียงดังเพี๊ยะ
เหยียนมู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ท่านหัวเราะอะไร?”
“บ้าเอ๊ย ข้าคิดถึงฝ่ามือของเจ้าแทบแย่”
“ไปให้พ้น!”
เหยียนมู่ก้มลงถามหลิวอวิ๋นเซียง คราวนี้เสียงอ่อนโยนลงมาก “ข้าไม่ทำการค้าที่ขาดทุน หากเจ้าอยากพึ่งพาข้า ก็ต้องยอมมอบกายถวายตัวให้ข้า”
หลังจากตกใจกลัวมาทั้งคืน หลิวอวิ๋นเซียงก็หมดแรงจะต่อกรกับเหยียนมู่แล้ว
เพียงแต่หากยังมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง นางควรจะผลักไสเขาออกไป เพราะลูกที่นางให้กำเนิดไม่ใช่บุตรสาว แต่เป็นบุตรชาย นางหวังเพียงให้บุตรชายได้เป็นคนธรรมดา ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปชั่วชีวิตก็พอ
“ขออภัย” หลิวอวิ๋นเซียงกล่าวพลางมองเหยียนมู่
เหยียนมู่ก้มลงกัดริมฝีปากนางเบา ๆ ก่อนจะแนบหน้าผากตัวเองกับนาง “เจ้าทำสิ่งใดผิดต่อข้า?”
“...”
เขากัดนางอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิม “พูดเร็วสิ บอกมา แล้วข้าจะยกโทษให้เจ้า”
หลิวอวิ๋นเซียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “จริงหรือ?”
“อืม”
“ข้าสัญญากับจ้งหมิงแล้ว”
เหยียนมู่พลันคิดสิ่งใดได้บางอย่าง จึงรีบลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า แล้วออกไปอย่างรวดเร็ว หลิวอวิ๋นเซียงลุกขึ้นแต่งตัวเช่นกัน ครั้นล้างหน้าเสร็จก็ออกจากห้อง เห็นเหยียนมู่กับจ้งหมิงนั่งอยู่ที่ลานบ้าน
ดวงตาของจ้งหมิงแดงก่ำจากการร้องไห้ กำลังมองเหยียนมู่อย่างตัดพ้อ
ส่วนเหยียนมู่ก็ราวกับชายใจทราม มีแต่ท่าทีรำคาญใจ “เจ้าวินิจฉัยได้หรือไม่ว่าข้าโดนพิษอะไรกันแน่?”
จ้งหมิงสะอื้นเบา ๆ ก่อนจะดึงมือกลับ “ความรู้ของหวั่นเอ๋อร์ยังน้อยนัก ทำเหยียนหลางผิดหวังแล้ว”
“แต่เจ้าต้องตรวจออกสิว่าข้าโดนพิษหรือไม่?”
“คือ...”
“เจ้าพูดให้มันฉะฉานหน่อยได้หรือไม่ พูดทีละคำเว้นทีละคำ ผู้ชายตัวโตแท้ ๆ ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย”
หลิวอวิ๋นเซียงหลุดขำออกมา เหยียนมู่กำลังฉวยโอกาสช่วงที่จ้งหมิงสติเลอะเลือน หวังจะหลอกล่อให้เขาแก้พิษที่ตัวเองโดน
จ้งหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตากลอกไปมา กล่าวว่า “ท่านโดนพิษจริง ๆ”
“เช่นนั้น…”
“ก็ใช่ว่าจะแก้ไม่ได้”
“เจ้ารีบแก้พิษให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
“เช่นนั้นท่านต้องแต่งงานกับข้า!”
“...”
จ้งหมิงมองเหยียนมู่ด้วยความกังวล เห็นสีหน้าดุดันน่ากลัวของเขา ยิ่งร้อนรนใจ แต่ก็ยังรวบรวมความกล้าพูดต่อ “พวกเราเคยสาบานรักต่อกันไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อน แถมข้าก็มอบความบริสุทธิ์ให้ท่านแล้ว ท่านอย่าคิดทอดทิ้งข้าเชียวนะ!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน