“สวมเสื้อคลุมเถิด ข้าจะพาเจ้าออกไปเดินเล่น” เหยียนมู่กล่าว
หลิวอวิ๋นเซียงกล่าว “ได้สิ”
นับตั้งแต่มาถึงดินแดนเหนือ นางยังไม่เคยได้ออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนเลยสักครั้ง
หลิวอวิ๋นเซียงฝากลูกน้อยให้จื่อจินดูแล จากนั้นนางกับเหยียนมู่ก็แอบหนีออกไปโดยไม่ให้จ้งหมิงรู้
“เหตุใดเราต้องลอบออกไปเช่นนี้ด้วย?” เหยียนมู่เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“ก็ใครใช้ให้ภรรยาเอกของท่านน่ากลัวนักเล่า” หลิวอวิ๋นเซียงแอบหัวเราะ
“ข้าอยากจะฆ่านางเสียจริง”
“แต่ชีวิตของท่านยังอยู่ในกำมือของเขานะ”
เหยียนมู่ดึงหลิวอวิ๋นเซียงเข้าสู่อ้อมกอดแล้วประทับจุมพิต “แต่แอบมาแบบนี้ก็ไม่เลว ดอกไม้บ้านไหนเลยจะหอมหวานเท่าดอกไม้ป่า”
หลิวอวิ๋นเซียงซุกตัวเข้าหาอ้อมอกเขา “งั้นท่านก็ลองดมดูสิว่าหอมหรือเปล่า”
ทั้งสองหยอกล้อกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินผ่านตรอกเล็ก ๆ ที่ไร้ผู้คน ออกมาสู่ถนนใหญ่ ก็เก็บอาการ ระงับกิริยา เมืองชายแดนเมืองเยี่ยนกุย ย่อมมิอาจเทียบเคียงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงในแผ่นดินใหญ่ ยิ่งห่างไกลจากเมืองหลวงเซิ่งจิง ด้วยอากาศที่หนาวเหน็บ มีเพียงร้านค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งเรียงรายอยู่ประปราย ผู้คนก็บางตา
แลไปทางใด มีแต่ความเงียบเหงาวังเวง
ถนนสายใหญ่สายนี้ ทอดตัวยาวเชื่อมประตูเมืองตะวันออกและตะวันตก นับเป็นถนนสายหลักสายเดียวของเมืองเยี่ยนกุย
เนื่องจากต้าหรงกับเป่ยจินทำศึกสงครามกันมาตลอดสองปี เมืองเยี่ยนกุยเคยถูกกองทัพเป่ยจินปล้นสะดม เพิ่งจะฟื้นคืนชีวิตชีวามาได้เพียงปีเดียว แต่ร้านสองฟากฝั่งถนนก็ยังปิดตายอยู่เป็นจำนวนมาก
ระหว่างทาง หลิวอวิ๋นเซียงสังเกตเห็นว่ามีขอทานอยู่มากมายสองข้างทาง ทั้งชาย หญิง แก่ เด็ก ล้วนแต่สวมใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น ผอมโซ เห็นแต่โครงกระดูก
เมื่อออกจากเมืองเยี่ยนกุย ก็เดินทางต่อไปทางเหนือตามถนนหลวง นาน ๆ จะมีรถลาก คนขี่ม้า หรือรถม้าสวนทางมาบ้าง
สองฟากฝั่งเป็นภูเขาโล้น ปกคลุมด้วยหมอกหนาเย็นเยียบยอดเขา
ทั้งสองคนขี่ม้าตัวเดียวกัน เหยียนมู่โอบกอดนางไว้แน่น แล้วจึงสะบัดแส้ควบม้าออกไปอย่างรวดเร็ว ขี่ไปประมาณหนึ่งชั่วยามก็ถึงด่านเจิ้นเป่ยแล้ว
ด่านเจิ้นเป่ยเป็นด่านป้องกันดินแดนทางเหนือ เลยด่านออกไปก็เป็นทะเลทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ถัดจากทะเลทรายไปก็เป็นเป่ยจิน ด่านเจิ้นเป่ยเป็นที่ตั้งของกองทัพ ทางราชสำนักใช้นโยบายเกณฑ์ทหารพร้อมทั้งให้ครอบครัวของทหารย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ได้ มีบ้านพักและเงินเดือนให้ ให้ทหารและครอบครัวช่วยกันบุกเบิกที่ดินรกร้างเพื่อทำการเกษตร ผลผลิตที่ได้จะนำมาใช้เลี้ยงดูคนในกองทัพ
ด้วยเหตุนี้ ภายในด่านเจิ้นเป่ยจึงไม่เพียงแต่มีทหารเท่านั้น แต่ยังมีชาวบ้านทั่วไปอาศัยอยู่ด้วย เพียงแต่บรรยากาศจะเงียบเหงากว่าเมืองเยี่ยนกุย
ในเวลานั้น มีทหารลาดตระเวนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา หัวหน้าทหารเห็นเหยียนมู่ก็รีบเข้ามาคำนับ
“ผู้บัญชาการเหยียน”
เหยียนมู่พยักหน้ารับ แล้วถามกลับไปว่า “คณะทูตจากเป่ยจินเดินทางลงใต้แล้วหรือยัง?”
หัวหน้ากล่าวว่า “พวกเขาต้องการพบท่านขอรับ แม่ทัพหลายนายแจ้งว่าท่านไม่อยู่ในค่าย พวกเขาก็เลยดึงดันจะรอที่ศาลาพักม้า แต่เผอิญว่าถ่านที่ศาลาพักม้าหมด พวกเขาทนหนาวอยู่หลายวัน ทนไม่ไหวจริง ๆ เมื่อวานก็เลยเดินทางลงใต้ไปแล้วขอรับ”
“ข้าทราบแล้ว”
หัวหน้าผู้นั้นรายงานจบ เงยหน้าขึ้นมาเห็นหลิวอวิ๋นเซียง ก็รีบคำนับ “ท่านผู้นี้คงจะเป็นฮูหยินกระมัง ข้าน้อยขอเป็นตัวแทนทหารทั้งกองทัพ ขอต้อนรับฮูหยินสู่ค่ายขอรับ”
หลิวอวิ๋นเซียงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของเหยียนมู่ด้วยความเขินอาย
“ถ้าข้าไปพบกับคณะทูตเป่ยจิน แล้วข่าวนี้ล่วงรู้ไปถึงเมืองหลวง คงถูกบิดเบือนไปเป็นอีกเรื่องแน่ พวกเขาจะต้องกล่าวหาว่าข้าซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ แอบไปพบปะกับทูตเป่ยจิน ลอบติดต่อสื่อสาร คิดก่อการกบฏ”
“แต่ท่านเพิ่งจะรบกับเป่ยจินมาหยก ๆ ตอนนี้ก็เป็นเสี้ยนหนามตำใจพวกนั้นอยู่ จะไปสื่อสารกับพวกเขาได้อย่างไร คิดดูก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้”
“ถ้าพวกเขาอยากจะกำจัดข้า ต่อให้ข้าบอกว่าเป็นชู้กับแมลงวัน พวกเขาก็คงเชื่อ”
หลิวอวิ๋นเซียงรู้สึกเห็นใจเหยียนมู่จับใจ แต่ก็อดขำออกมาไม่ได้
เหยียนมู่เอื้อมมือเข้าไปในเสื้อผ้าของหลิวอวิ๋นเซียง บิดเอวของนางเบา ๆ
“ข้าก็มีอะไรกับเจ้าคนเดียวเท่านั้น”
หลิวอวิ๋นเซียงกลัวจักจี้ แถมยังกลัวตก จึงได้แต่ซุกตัวเข้าไปในอ้อมอกของเหยียนมู่
เหยียนมู่มองหลิวอวิ๋นเซียงในอ้อมแขน ดวงตาโค้งยิ้มเป็นเสี้ยวพระจันทร์ แก้มแดงระเรื่อ อดใจไม่ไหวจึงก้มลงจูบอีกครั้ง
“ครึ่งปีก่อน มีข่าวจากเมืองหลวงว่าเจ้าตายแล้ว”
หลิวอวิ๋นเซียงหุบยิ้มโดยพลัน นึกถึงขอทานที่เล่าว่าตงชางใช้ศพหญิงสาวที่ถูกไฟคลอกปลอมเป็นนาง ข่าวนี้ถึงหูเหยียนมู่แล้วงั้นหรือ? หรือว่าพวกเขาไม่ได้นัดแนะกัน?
“แล้วท่าน...”
“ข้าไม่เชื่อหรอก เจ้าเจ้าเล่ห์จะตายไป”
“อ้อ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน