“อย่าให้คนอื่นเห็นเข้า”
หญิงชราเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะจูงมือหลานสาวตัวน้อยรีบเดินจากไป
จ้งหมิงเยาะเย้ยเย็นชา “คนน่าสงสารมีอยู่เต็มไปหมดในโลกนี้ ทำไมเจ้าถึงสงสารแค่สองคนนี้แล้วไม่สงสารคนอื่น? ถ้าเจ้าอยากจะช่วยเหลือทุกคน เจ้าจะช่วยไหวหรือ?”
หลิวอวิ๋นเซียงเงียบ นางรู้ดีว่าพลังของคนคนเดียวมีจำกัด ช่วยคนได้ไม่มาก แต่เมื่อเห็นแล้วก็อยากยื่นมือช่วยเหลือ เพื่อความสบายใจของตัวเองก็เท่านั้น
“เราจะไปไหนกัน?”
จ้งหมิงนิ่งไปครู่หนึ่ง “เดินไปข้างหน้าเถอะ”
ลมเริ่มแรงขึ้นหลังจากเดินมาได้สักพัก ผู้คนบนท้องถนนหายวับไปในพริบตา หลิวอวิ๋นเซียงคิดจะชวนจ้งหมิงกลับบ้าน แต่จ้งหมิงกลับเลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ เสียก่อน
“พวกเรามาที่นี่ทำไมหรือ?”
หลิวอวิ๋นเซียงพูดยังไม่ทันสิ้นคำ จ้งหมิงก็หันกลับมาและโปรยผงบางอย่างใส่นาง ร่างกายของหลิวอวิ๋นเซียงก็อ่อนแรง ศีรษะหนักอึ้ง และล้มลงกับพื้นโดยไม่รู้ตัว
จ้งหมิงจ้องมองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น
ในขณะนั้นเอง หญิงชราคนหนึ่งก็ย่องเข้ามาใกล้ เหลือบมองหลิวอวิ๋นเซียงที่นอนอยู่บนพื้น แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า “ใช่คนนี้หรือไม่?”
จ้งหมิงแค่นเสียงเยาะหยัน “นังจิ้งจอกนี่แหละ เจ้าพาตัวนางไปให้พ้น ยิ่งไกลยิ่งดี ข้าไม่เอาเงินเจ้า แต่ต้องเก็บงานให้เรียบร้อย อย่าให้เหลือร่องรอยอะไรไว้”
“ฮูหยินวางใจเถิด รับรองว่าท่านจะไม่ได้เห็นนางจิ้งจอกนี่อีก”
จ้งหมิงพยักหน้า ก่อนจะโน้มตัวลงมองหลิวอวิ๋นเซียง “ข้ากับสามีรักใคร่กันลึกซึ้ง นางแพศยาอย่างเจ้ามาแย่งชิงความรักไป ข้าจะยอมให้เขาแต่งเจ้าเข้าบ้านได้อย่างไร ข้าจะให้ยายแก่แม่เล้าคนนี้ขายเจ้าไปทางใต้ เส้นทางแสนไกล อย่าหวังจะได้เจอท่านพี่อีกเลย”
กล่าวจบ จ้งหมิงตวัดสายตามองหลิวอวิ๋นเซียงอย่างดูแคลน ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปอย่างองอาจ
หลิวอวิ๋นเซียงได้แต่อ้าปาก หมดเรี่ยวแรงจะร้องขอความช่วยเหลือ
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน!
จ้งหมิง เจ้าคนบ้า!
อากาศหนาวเหน็บและเงียบสงัดยิ่งนัก
หลิวอวิ๋นเซียงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพที่เห็นคือใบหน้าซีดเซียว ดวงตาปิดสนิท ไร้ซึ่งเสียงหายใจ
เป็นหญิงสาวคนหนึ่ง นางกำลังพิงกำแพงอยู่ ราวกับถูกโยนไปที่นั่นอย่างไร้ค่า ใบหน้ายังคงแต่งแต้มไว้ คิ้วเข้ม แก้มแดง ปากแดงระเรื่อ แต่ในตอนนี้กลับมีกลิ่นอายของความแปลกประหลาดน่าขนลุก
เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง ก็พบกับแอ่งเลือดที่ไหลนองอยู่ใต้ร่างของนาง…
หลิวอวิ๋นเซียงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เงยหน้าขึ้นมองรอบ ๆ ตัว พบว่าตนเองถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้ไม้ขนาดใหญ่ ปากถูกปิดด้วยผ้าแน่นหนา มือและเท้าก็ถูกมัดเอาไว้เช่นกัน
ห้องสี่เหลี่ยมที่นางถูกขังอยู่นั้นไม่มีหน้าต่างแม้แต่บานเดียว มีเพียงเตาถ่านที่ตั้งอยู่กลางห้องส่งประกายไฟริบหรี่
ตึก ตึก ตึก…
เหมือนเสียงน้ำไหล
องครักษ์กล่าวพลางผลักหญิงสาวออกไป
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออกไป หลิวอวิ๋นเซียงลืมตาขึ้น มองหญิงสาวข้างกาย นางแทบขาดใจ ร้องไห้หนักกว่าเดิม ตัวสั่นเทิ้มไปทั้งตัว
หลิวอวิ๋นเซียงสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติให้กลับคืนมา
ที่นี่คือที่ไหน?
เหตุใดพวกเขาจึงต้องเอาเลือดจากร่างกายพวกนาง?
แล้วคนพวกนี้เป็นใครกัน?
นางถูกขังอยู่ในห้องมืดแคบ ๆ แห่งนี้ ย่อมไม่อาจล่วงรู้สิ่งใดได้
หญิงสาวตรงหน้านางค่อย ๆ หยุดสั่น เงาที่อกกระเพื่อมขึ้นลงแผ่วเบาลงทุกที ก่อนจะหลับตาลงช้า ๆ
ไม่นานนักองครักษ์ผู้นั้นก็กลับเข้ามา พบว่าหญิงสาวสิ้นใจแล้ว จึงตัดเชือกที่มัดตัวออก แล้วโยนร่างของนางไปกองไว้ข้างร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวอีกคน
เขาหยิบถ้วยที่บรรจุเลือดเพียงครึ่งเดียวขึ้นมา ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองทางนี้ แววตาคมกริบนั้นดูลึกล้ำขึ้น
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด มีคนเข้ามาลากร่างของหญิงสาวทั้งสองออกไป หลิวอวิ๋นเซียงคาดเดาว่าคงเป็นเวลาพลบค่ำ หรืออาจดึกดื่นไปแล้ว
หญิงสาวข้างกายร่ำไห้จนหมดแรง ทรุดตัวลงพิงกับเก้าอี้
การถูกมัดมือมัดเท้าอยู่บนเก้าอี้เช่นนี้ช่างทรมานยิ่งนัก ศีรษะก็ไร้ที่พิง เพียงแค่เอนไปสักพักก็ปวดคอจนแทบทนไม่ไหว ในสถานการณ์เช่นนี้ หลิวอวิ๋นเซียงคงไม่มีทางข่มตาหลับลงได้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน