แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่จำเป็นต้องคิด เขาโพล่งออกไปช่วยนางโดยไม่ทันไตร่ตรองว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นไร
ไม่ต้องให้นางคิด เพราะในตอนนั้น ตัวเขาเองก็ไม่ได้คิดอะไรเลย
หลิวอวิ๋นเซียงเดินเข้าไป ยืนเคียงข้างเขาพลางมองไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า
“ตอนนั้นข้าอายุแปดขวบ ท่านพ่อได้รับคำสั่งให้ไปประจำการที่ด่านเจิ้นเป่ย คืนก่อนออกเดินทาง ข้ากอดขาท่านพ่อไว้แน่นไม่ยอมปล่อย บอกว่าจะไปค่ายทหารกับท่านพ่อ ไปรบด้วยกัน ตอนนั้นข้าก็แค่ไม่อยากให้ท่านพ่อไป เลยแกล้งอ้อนเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าท่านพ่อจะพาข้ามาที่ด่านเจิ้นเป่ยจริง ๆ ตลอดปีนั้น ท่านพ่อสั่งให้ข้าฝึกซ้อมกับทหาร ตื่นเช้าทุกวัน ใช้น้ำเย็นราดหน้า สวมชุดเกราะหนัก แล้วเริ่มวิ่งตอนเช้า ต่อยมวย ต่อสู้กัน ถ้าวันไหนข้าอยากอู้ ท่านพ่อก็จะใช้แส้ฟาดข้า บอกว่าข้าเป็นคนขอตามมาเอง เป็นทางเลือกของข้าเอง ไม่มีทางถอย ต้องกัดฟันอดทน วันหนึ่ง ท่านพ่อพาข้าไปที่หอสังเกตการณ์บนกำแพงเมือง ชี้ไปที่สนามรบไกล ๆ แล้วบอกว่า ทหารถือเป็นเกียรติที่ได้ตายในสนามรบ ถือเป็นความอัปยศที่จะมีชีวิตอยู่อย่างขลาดเขลา”
หลิวอวิ๋นเซียงเอนศีรษะพิงไหล่ของเหยียนมู่ เขาไม่เคยพูดถึงพ่อแม่ของเขาเลย ราวกับเป็นฟองสบู่ที่แตกง่าย ใครก็แตะต้องไม่ได้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ตาม
“แต่เขาได้อะไรเป็นการตอบแทน โชคดีที่ข้าไม่เหมือนเขา ข้าไม่มีคุณธรรมต่อแคว้น ไม่ต้องการสละชีวิตเลือดเนื้อ”
หลิวอวิ๋นเซียงถอนหายใจ “แต่ท่านก็ช่วยผู้หญิงเหล่านั้นเอาไว้ ด่านเจิ้นเป่ยและเมืองเยี่ยนกุยต่างก็สำนึกบุญคุณท่าน”
“หึ ไม่จำเป็นหรอก!”
หลังจากสงครามครั้งนี้ เป่ยจินได้ส่งกำลังทหารเพิ่มมายังด่านเจิ้นเป่ย ทั้งสองฝ่ายกลับมาตึงเครียดกันอีกครั้ง
หนึ่งเดือนต่อมา ราชสำนักก็ออกคำสั่งตำหนิทัพเจิ้นเป่ย ลงโทษตัดเบี้ยหวัด และลดเบี้ยเลี้ยงอาหาร
“คำสั่งนี้ข้าเป็นคนออกเอง ความผิดทั้งหมดข้าขอรับไว้เอง เบี้ยหวัดที่โดนตัด ข้าจะชดเชยให้ ส่วนเบี้ยเลี้ยงอาหารที่โดนลด ข้าจะหาวิธีรวบรวมมาให้”
คำพูดของเหยียนมู่ ทำให้เหล่าทหารต่างพากันสนับสนุนเขามากขึ้น
ส่วนเหยียนมู่นั้น เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียด ราชสำนักไม่กล้าปลดอำนาจการบังคับบัญชาทหารของเขาไป จึงได้แต่ตำหนิเล็กน้อย ลดตำแหน่ง ปรับเงินเดือน ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนัก
ในขณะเดียวกัน ต้าหรงก็ส่งทูตไปเจรจากับเป่ยจิน พร้อมนำทองคำหนักหมื่นตำลึงไปเป็นการขอขมา
เป่ยจินเรียกร้องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรี ในท้ายที่สุดเรื่องนี้ก็จบลงด้วยการที่องค์หญิงเก้าแห่งราชวงศ์ต้าหรงต้องแต่งงานกับองค์ชายสามแห่งเป่ยจินในฐานะพระชายารอง
แต่เมื่อข่าวนี้แพร่ไปถึงกองทัพเจิ้นเป่ย เหล่าทหารต่างก็โกรธแค้นเป็นอย่างยิ่ง
“พวกเราไม่กลัวแม้แต่การหลั่งเลือด พวกเขาอยู่ในราชสำนักกลับคุกเข่าลงก่อน!”
แม้จะเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ไม่มีใครทำอะไรได้
ไม่ทันถึงฤดูใบไม้ผลิ ขบวนส่งตัวเจ้าสาวขององค์หญิงเก้าก็เดินทางมาถึง
หลิวอวิ๋นเซียงเพิ่งจะรู้สึกตัวในตอนนี้ว่าองค์หญิงเก้าผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นองค์หญิงเฟยอวี่ที่เคยชวนนางไปเที่ยวเรือสำราญด้วยกันเมื่อปีนั้น
ในบรรดาองค์ชายและองค์หญิงของราชวงศ์ องค์หญิงเก้าผู้นี้เป็นเพียงคนเดียวที่เหยียนมู่สนิทสนมด้วย
“พี่…พี่หลิว?” ฉินเฟยอวี่ตกตะลึง “ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
หลิวอวิ๋นเซียงสูดหายใจเข้าลึก ๆ จูงมือฉินเฟยอวี่เดินออกไปข้างนอก ดึงไปจนถึงคอกม้า แล้วหยิบถุงเงินจากอกเสื้อยัดใส่มือให้นาง
“ก่อนฟ้าจะมืด รีบหนีไปเร็ว เข้าที่ไหนได้ก็หลบซ่อนไว้ อย่าได้กลับมาเมืองหลวงอีกเลยชั่วชีวิตนี้”
ฉินเฟยอวี่พุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของหลิวอวิ๋นเซียง กอดนางไว้แน่นแล้วร้องไห้โฮออกมา
หลิวอวิ๋นเซียงลูบหลังฉินเฟยอวี่ “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาร้องไห้ ฉวยโอกาสที่ทูตส่งตัวเจ้าสาวเมา รีบหนีไปเถอะ”
“ข้าขู่จะตายในวัง เสด็จพ่อใช้ชีวิตของหมู่เฟยมาขู่บังคับข้า บอกว่าถึงข้าจะตาย ก็ต้องตายในแดนเป่ยจิน”
“อย่าไปฟังเขา”
“เขาบอกว่าถ้าข้าไม่แต่งงาน เป่ยจินและต้าหรงจะทำสงครามกัน ทหารหลายพันนายจะตาย ช่าวบ้านจะพลัดถิ่นฐาน และข้าก็จะเป็นคนบาปของต้าหรง”
“เจ้าเชื่อพี่เจ็ดสิ ถ้าจะสู้กันจริง ๆ พวกเราก็ไม่แพ้หรอก”
ฉินเฟยอวี่เช็ดน้ำตา ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มองไปที่หลิวอวิ๋นเซียง “แต่พี่เจ็ดปล่อยข้าไปแล้ว เสด็จพ่อจะไม่ยกโทษให้เขา”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน