หลิวอวิ๋นเซียงถอนหายใจ “พี่เจ็ดของเจ้าเก่งกาจอยู่แล้ว เขาให้เจ้าไป แน่นอนว่าต้องมีแผนการอยู่ในใจ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเขา รีบไปเถอะ”
ฉินเฟยอวี่ก็ยังคงกังวลใจ หลิวอวิ๋นเซียงจึงจูงม้าออกมาตัวหนึ่ง เร่งให้นางขึ้นขี่ม้า
“รีบไป! ถ้าพลาดวันนี้ไป เจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว!”
ฉินเฟยอวี่จับบังเหียนแน่น มองหลิวอวิ๋นเซียงอีกครั้งอย่างลึกซึ้ง กัดฟันขี่ม้าออกไป
หลังจากที่แน่ใจว่าฉินเฟยอวี่ออกจากศาลาพักม้าไปแล้ว หลิวอวิ๋นเซียงจึงกลับเข้าไปข้างใน พอเข้าไปในห้องก็เห็นเหยียนมู่กำลังพิงหน้าต่างด้านทิศตะวันตกดื่มเหล้าอยู่
“นางไปแล้ว” หลิวอวิ๋นเซียงเดินเข้าไปพูด
“อืม” เขายกขึ้นกระดกเหล้าเข้าปากอีกอึกใหญ่
“ที่จริงเจ้าตั้งใจให้เหล่าทูตส่งตัวเจ้าสาวเมาไม่ได้สติ แล้วก็จงใจปล่อยองค์หญิงเก้าไปตั้งแต่แรก ใช่หรือไม่?”
มุมปากของเหยียนมู่กระตุกเล็กน้อย ไม่ได้ตอบคำถาม
เขากำลังสวมชุดคลุมยาวสีดำสนิท ยิ่งขับให้ใบหน้าดูเย็นชา
คนภายนอกต่างพูดว่าเขามีจิตใจแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า แต่ใจเขาก็ยังมีมุมที่อ่อนโยน มีช่วงเวลาที่อบอุ่นเช่นกัน
เขาจะนำทัพนับพันไปช่วยนาง แม้จะต้องเสี่ยงโทษประหารก็จะปล่อยองค์หญิงเก้าผู้เป็นน้องสาวไป
เมื่อลองพินิจดู ความเจ็บปวด ความบ้าคลั่ง ความโหดร้ายของเขาล้วนเกิดจากการที่เขาเป็นคนที่มีความรักมากเกินไป
“ข้าอยากลองชิมสักหน่อย” นางพูดเสียงเบา
เหยียนมู่หันกลับมามองนาง ใช้สายตาถามว่านางต้องการอะไร
หลิวอวิ๋นเซียงชี้ไปที่ไหเหล้าในมือเขา “เหล้าแรงหรือไม่?”
เหยียนมู่ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม โอบหลิวอวิ๋นเซียงเข้ามาในอ้อมแขน ก่อนจะยกไหเหล้าขึ้นมาจรดริมฝีปากของนาง ค่อย ๆ เอียงไหรินเหล้าเข้าไปในปากนางเล็กน้อย
เหล้าแรงจริง ๆ เผ็ดจนหลิวอวิ๋นเซียงต้องแลบลิ้นออกมา
เหยียนมู่หัวเราะ เสียงหัวเราะทำให้หน้าอกของเขาสั่นสะเทือน ซึ่งทำให้ใจของหลิวอวิ๋นเซียงสั่นไหวไปด้วย อ้อมกอดของเขาอบอุ่น มีกลิ่นที่คุ้นเคยที่นางโหยหา นางไม่อยากผละออกไปเลยจริง ๆ
เอาเข้าจริงแล้ว เหมือนกับว่าเขาเป็นฝ่ายผลักไสนางออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เหมือนต้องมนตร์ นางก็กลับไปติดกับดักของเขาครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นกัน
นางถอนหายใจเบา ๆ หันหลังซบลงบนอกของเขา
“เป็นอะไรไป?”
“เมาแล้ว ต้องโทษท่านที่ให้ข้าดื่มเหล้า”
“หลิวอวิ๋นเซียง เจ้าเรียนรู้ที่จะเล่นเล่ห์ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
เขาหัวเราะเสียงต่ำ พลางเงยหน้ากรอกเหล้าเข้าปากคำใหญ่ เหล้าไหลเลอะมุมปาก ไหลลงมาตามลำคอ ไปอยู่ตรงลูกกระเดือก
หลิวอวิ๋นเซียงได้กลิ่นเหล้า เหมือนมีหนอนตัวน้อยมากัดกินหัวใจ นางเงยหน้าเลียตรงลูกกระเดือกของเขาเบา ๆ
ร่างกายเขาแข็งทื่อ ลูกกระเดือกกลิ้งขึ้นลง
นางเขย่งปลายเท้าขึ้นจูบมุมปากเขา ลมหายใจของคนทั้งสองพันเกี่ยวกัน ร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ…
หลิวอวิ๋นเซียงก็ไม่เข้าใจเช่นกัน “องค์หญิงเก้า ข้าเคยบอกท่านแล้ว มีโอกาสแค่ครั้งเดียว ทำไมท่านถึง…”
นางยังพูดไม่จบ องค์หญิงเก้าก็ก้มหน้าร้องไห้อีกครั้ง
เหยียนมู่โมโหจนเตะขาโต๊ะอีกครั้ง “ร้องไห้ไปก็เท่านั้น!”
องค์หญิงเก้ายังคงร้องไห้ ไม่พูดอะไรสักคำ ทำให้เหยียนมู่โมโหจนเดินหนีไป
หลิวอวิ๋นเซียงนั่งลงข้าง ๆ นาง ถอนหายใจยาว “องค์หญิงเก้าคงไม่อยากทำให้คนอื่นเดือดร้อนกระมัง?”
องค์หญิงเก้าเช็ดน้ำตา พยายามหยุดร้องไห้ แล้วพูดว่า “ที่จริงคิด ๆ ดูแล้ว...ก็ดีเหมือนกัน...เป็นชายารองขององค์ชายสาม...ทั้งชีวิตนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความมั่งคั่งอีก…”
หลิวอวิ๋นเซียงหันไปกอดองค์หญิงเก้า “ช่างโง่เขลานัก เจ้าใจดีเกินไปแล้ว รู้เรื่องมากเกินไป โลกนี้ชอบรังแกคนดี”
“พี่หลิว ท่านก็เป็นคนดี”
“...”
“แต่ท่านโชคดีกว่าข้า เจ้าได้พบกับพี่เจ็ดของข้า เขาจะปกป้องท่านไม่ให้ถูกรังแกจากโลกใบนี้”
ขบวนส่งตัวเจ้าสาวของต้าหรงมาถึงแล้ว แต่ขบวนรับตัวเจ้าสาวของเป่ยจินยังมาไม่ถึง จึงจำเป็นต้องหยุดพักที่เมืองเยี่ยนกุยอีกหลายวัน
หลังจากเทศกาลตรุษจีน วันนี้เป็นวันที่สิบห้า หลิวอวิ๋นเซียงออกเงินซื้อหมูหลายตัว วัวและแกะอย่างละหลายตัว ฆ่าแล้วส่งไปที่ค่ายทหารเจิ้นเป่ยให้นายทหารฉลองเทศกาล
องค์หญิงเก้ามาพร้อมกับหลิวอวิ๋นเซียง และในตอนเย็นก็ประทับอยู่ที่ค่ายทหารร่วมรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน
กลางค่ายทหารมีกองไฟ กองไฟย่างเนื้อแกะทั้งตัว กลิ่นหอมโชยไปทั่ว นายทหารนั่งล้อมกองไฟดื่มเหล้ากินเนื้อกัน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน