เขาหยิ่งยโสเกินไปแล้ว!
คืนนั้นเยียนมู่ได้จัดงานเลี้ยงปลอบขวัญให้กับฟังจื่อหรู ขณะที่ลู่ฉางอันก็ไปร่วมงานด้วย
เสียงดนตรีร่วมประสานดังแว่วไกลไปถึงลานบ้าน หลิวอวิ๋นเซียงที่พาเยี่ยนเอ๋อร์เดินลานในลานบ้านอยู่นั้น จึงพาเขาไปเข้านอน ก่อนจะมองผ่านรูกำแพงด้านตะวันตก
ใต้ต้นทับทิม ณ ลานตะวันตก เหยียนมู่กำลังนั่งอยู่บนผ้าหยางหรง พร้อมกับโน้มตัวไปเพลิดเพลินกับการร่ายรำด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาดบนริมฝีปากของเขา
ทว่าราชครูฟังที่นั่งอยู่ถัดมากลับมีสีหน้ามืดมน เมื่อมองไปยังลู่ฉางอันที่อยู่ข้างๆ ก็เห็นว่าเขาเอาแต่ก้มหน้าราวกับหลีกเลี่ยงบางสิ่งบางอย่าง
เมื่อนักร่ายรำขยับเข้ามาใกล้ หลิวอวิ๋นเซียงจึงเห็นเต็มสองตาว่านักร่ายรำที่ก้าวเข้ามาใกล้คืออนุของราชครูฟัง นางรูปร่างผอมเพรียว สวมเพียงผ้าคลุมบางเบา บิดเอวพลิ้วไหวไปมาตามเสียงกลองอย่างแสนมีเสน่ห์
นางกระโดดขึ้นไปเด็ดดอกทับทิมและมอบให้กับเหยียนมู่
ทำให้รอยยิ้มของเหยียนมู่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ก่อนจะรับดอกทับทิมนั้นพร้อมกับดึงตัวอวี๋เจียวเจียวเข้ามาเคียงกาย
หลังจากอดกลั้นมานาน ในที่สุดฟังจื่อหรูก็ตบมือฝ่าลงบนโต๊ะอย่างทนไม่ไหวอีกต่อไป
ไม่มีบุรุษคนใดทนมองเห็นอนุของตัวเองร่ายรำยั่วยวนผู้อื่น หรือสวมเขาให้อย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้
“องค์ชายเจ็ด ข้ารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของท่านมาก แต่ข้าดื่มไปไม่น้อย รู้สึกเมาขึ้นมาบ้างแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน” พูดจบ ฟังจื่อหรูก็หันไปตะคอกใส่อวี๋เจียวเจียว “นังตัวดี ยังไม่รีบมาประคองข้าอีก”
อวี๋เจียวเจียวกัดริมฝีปากล่างพลางมองเหยียนมู่อย่างเสียดาย
เหยียนมู่ค่อยๆ เผยยิ้ม พลางยื่นมือออกไปเชยคางอวี๋เจียวเจียวทันที “ดอกไม้บอบบางเช่นนี้ วัวเฒ่าที่ฟันใกล้หลุดร่วงจนหมดเช่นนั้นยังเคี้ยวไหวอยู่อีกหรือ
คำพูดนั้นทำให้เส้นเลือดบนหน้าผากของฟังจื่อหรูปูดโปนขึ้นมาทันที “องค์ชายเจ็ดรู้หรือไม่ว่าไม่ควรแย่งชิงภรรยาของผู้อื่น รู้จักศีลธรรมละอายต่อความชั่วบ้างหรือไม่ รู้จัก…”
“ข้ารู้สึกสงสารราชครูจับใจ แม้เดินยังต้องพักหายใจทุกสามย่างก้าว เรื่องบนเตียงแบบนี้…ปล่อยให้ข้าทำแทนดีกว่ากระมัง” เหยียนมู่เลิกคิ้วถาม
“นี่ท่าน...ไร้ยางอาย!”
“บังอาจ!” เขาตวาดกลับทั้งๆ ที่ยังคงยิ้มอยู่
ท่าทีของเขาทำให้ฟังจื่อหรูสั่นสะท้านไปทั้งตัว “ฝ่าบาทยังต้องเคารพข้า องค์ชายเจ็ดไม่เคยทำตัวหยิงผยองเกินไปนัก หากกราบทูลฝ่าบาทละก็...”
“ราชครูกับข้าถกเถียงกันเรื่องนักร่ายรำต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาท ข้าน่ะชื่อเสียงไม่มานานแล้ว ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล แต่ท่านต่างหากเป็นตัวอย่างที่ดีมาตลอด เช่นนี้คงไม่ดีกระมัง”
ฟังจื่อหรูโกรธเหยียนมู่มากเสียจนแทบเป็นลมหมดสติ ก่อนจะเซถอยหลังไปหลายก้าว
“ท่าน!” ลู่ฉางอันรีบเข้าไปประคองฟังจื่อหรู จากนั้นมองไปที่เหยียนมู่ราวกับอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่เหยียนมู่กลับชิงพูดขึ้นก่อน
“ลู่ซื่อจื่อ อนุของเจ้าอ้างว่าตนเองงดงามราวกับเซียนนางฟ้า ข้าอยากเห็นโฉมหน้าของนางจริงๆ มิสู้ส่งมาหาข้าในคืนนี้เสียหน่อยสิ”
ลู่ฉางอันรู้สึกราวกับถูกไฟแผดเผา ก่อนจะประคองฟังจื่อหรูเดินออกไป
เหยียนมู่แสร้งทำเป็นส่งฟังจื่อหรูหลิวอวิ๋นเซียงกลับเห็นว่าอวี๋เจียวเจียวหยิบขวดยาเล็กๆ ออกมาพร้อมกับโรยผงบางอย่างลงในสุรา
หลิวอวิ๋นเซียงขมวดคิ้วแน่น คิดว่าควรเตือนเหยียนมู่ดีหรือไม่ แต่กลับเห็นอวี๋เจียวเจียวยกแก้วสุรานั้นขึ้นดื่มเสียเอง
ลู่ฉางอันเพ่งสายตามองนาง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอย่างช้าๆ และดูลังเลที่จะพูดอะไรบางอย่าง
“ซื่อจื่อ ท่านมีอะไรอยากพูดก็พูดมาเถิด”
ลู่ฉางอันพลันสูดหายใจเข้าลึกๆ “เขาไม่คุ้มเลย”
“เอ๊ะ?”
“เขาไม่สมควรได้รับความรักจากเจ้าเลย”
หลิวอวิ๋นเซียงใช้เวลาครู่หนึ่งก่อนเข้าใจว่าลู่ฉางอันหมายถึงสิ่งใด ก่อนจะส่ายหน้า “ไม่ มันคุ้มแล้ว”
“นี่เจ้า…”
“เพียงแต่วาสนาของเขากับข้ามันตื้นเขินเหลือเกิน”
ชาติก่อนต่างกันราวกับหยินหยาง ชาตินี้ต้องพลัดพรากเดินคนละเส้นทาง สิ่งที่นางกอดไว้ได้มีเพียงความรักกของนางเอง เพราะเขานั้นคุ้มแล้วที่จะรัก ความรักนี้จึงมีค่าอย่างยิ่ง
หลิวอวิ๋นเซียงยิ้ม “ท่านไม่รู้ว่าเขาดีอย่างไร ทุกคนไม่รู้ มีเพียงแต่ข้าที่รู้”
หลิวอวิ๋นเซียงพยักหน้าให้กับลู่ฉางอันเบาๆ ก่อนเดินเข้าบ้านไป
วันเวลาหลังจากนั้น นางมักเห็นอวี๋เจียวเจียวแอบไปหาฟังจื่อหรูลับหลังเหยียนมู่ ครั้งหนึ่งนางเคยเห็นพวกเขาสองคนแอบทำเรื่องพรรค์นั้นกันที่หลังภูเขาเทียมด้วย ช่างอุจาดตาเหลือเกิน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน