หลังคืนพายุโหมกระหน่ำผ่านพ้นไป หลิวอวิ๋นเซียงตื่นขึ้นอีกวันพร้อมกับข่าวที่น่าตกใจอีกครั้ง
ฟังจื่อหรูปลิดชีพตัวเองด้วยกริช และสิ้นใจตายไปแล้ว
เมื่อหลิวอวิ๋นเซียงไปถึงที่นั่น นางก็เห็นเหยียนมู่เดินอย่างรีบร้อน ทั้งเนื้อตัวเต็มไปด้วยดินโคลน ใบหน้าของเขามืดมนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่กำลังลุกเป็นไฟด้วยความโกรธ เขาเข้าไปดูศพในห้องพลางหันกลับมาถาม “ข้าให้เจ้าจับตาดูอย่างใกล้ชิดไม่ใช่หรือ ทำไมถึงยังปล่อยให้เขาปลิดชีพตัวเองได้อีก”
เจียงหย่วนลุกขึ้นยืนและตอบว่า “กระหม่อมเฝ้าดูเขาทุกย่างก้าวแล้วจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงมีกริชติดตัว เขาบอกว่าจะเข้านอน แต่กลับปาดคอตัวเองใต้ผ้าห่มเสียอย่างนั้น”
ช่างเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายมากจริงๆ
“ใครเป็นคนเอากริชให้เขา”
“ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนมู่กำหมัดแน่น “ไปตรวจสอบมา...”
ก่อนที่เขาจะพูดจบ ทหารคนหนึ่งก็เข้ามารายงานว่าพ่อครัวในเรือนพักแรมปลิดชีพตัวเองตายเช่นกัน
เหยียนมู่กัดฟันแน่น พร้อมออกคำสั่ง “เตรียมตัวให้พร้อม กลับเมืองหลวงประเดี๋ยวนี้”
หลิวอวิ๋นเซียงจึงเดินออกจากลานบ้านของฟังจื่อหรู มีเหมืองแร่เหล็กอยู่ใต้สำนักฉืออี้ ที่ในที่สุดก็เริ่มเจอเถาวัลย์แล้ว แต่ฟังจื่อหรูกลับมาตายอย่างกะทันหัน ทำให้สาวหาต้นตนต่อไปไม่ได้อีก
เหยียนมู่ระแวดระวังไม่ให้ข้อมูลใดๆ รั่วไหลออกไป แต่ก็ยังล้มเหลวอยู่ดี
หลิวอวิ๋นเซียงทอดถอนหายใจ น้ำนี้ทั้งขุ่นและลึกเกินไป เหยียนมู่ยังคงถูกปั่นหัวอยู่ในวังวนนั้นเช่นเดิม
นางเดินไปเรื่อยๆ จนถึงสวนดอกไม้ เห็นอวี๋เจียวเจียวสะพายของมีค่าด้วยท่าทางสดใสอารมณ์ดี
เพลานี้หลิวอวิ๋นเซียงไม่ได้สวมผ้าคลุมหน้าหรือเสื้อคลุมผ้าฝ้ายไว้ใต้เสื้อผ้า จึงกลับมาเป็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงดังเดิม ให้อวี๋เจียวเจียวจำไม่ได้
“อ๊ะ นี่คงเป็นคนโปรดคนใหม่ขององค์ชายเจ็ดสินะ”
หลิวอวิ๋นเซียงเลิกคิ้ว “เจ้าคือคนเก่า?”
อวี๋เจียวเจียวเพ่งพินิจไปที่หลิวอวิ๋นเซียง “ช่างรูปโฉมงดงามไม่น้อยเลย มิสู้ข้าจะบอกความลับอะไรกับเจ้าอย่างหนึ่ง”
“อะไรหรือ”
อวี๋เจียวเจียวค่อยก้าวเข้าไปพร้อมกับกระซิบเบาๆ “องค์ชายเจ็ดคนนี้ไม่เชี่ยวชาญเรื่องบนเตียงน่ะ”
“เอ๊ะ?”
“ตรงนั้นใช้งานไม่ได้”
หลิวอวิ๋นเซียงเม้มริมฝีปากแน่น ไม่มีใครรู้ดีไปกว่านางว่าเขาทำเรื่องพรรค์ได้หรือไม่
ก่อนจะกระแอมแห้งๆ และตอบด้วยเสียงเบา “ข้าคือหลิวอวิ๋นเซียง”
อวี๋เจียวเจียวตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นดวงตาจึงเบิกกว้าง “นี่ นี่เจ้า...”
“หลายวันมานี้ฝนตกหน้า ข้ากลัวหนาวก็เลยใส่เสื้อคลุมผ้าฝ้ายน่ะ”
“แล้วยังสวมผ้าคลุมหน้าอีก?”
หลิวอวิ๋นเซียงยิ้ม “ไม่สวยหรอกหรือ มันดึงดูดผีเสื้อได้ง่าย แต่เจ้าคงไม่เข้าใจอะไรแบบนี้หรอก”
อีกฝ่ายเคยล้อเลียนที่นางอ้วนและใช้สารพัดวิธี เพลานี้ถือว่าเป็นการเอาคืนก็แล้วกัน
ลู่ฉางอันถูกพวกเขาโยนเข้าไปในเกวียนคุก เขาที่ยังมึนงงจึงไม่มีแรงโต้ตอบ
หากไร้คนดูแลระหว่างทาง เขาอาจไม่มีชีวิตรอดถึงเมืองหลวงอย่างแน่นอน
หลิวอวิ๋นเซียงคิดทบทวนเรื่องนี้ ก่อนติดตามไปดูแลเขาตลอดทาง หากลู่ฉางอันถูกส่งไปที่เมืองหลวง จวนผู้ว่าราชการมณฑลย่อมดูแลเขาต่อ นางจึงจะสามารถจากไปได้
หลังฝนตกลงมาสองครั้ง อากาศก็เริ่มอบอ้าวมากขึ้น
ทันทีที่ในขบวนรับรู้ หลิวอวิ๋นเซียงจึงรีบเข้าไปป้อนน้ำให้กับลู่ฉางอันทันที
นางนั่งอยู่ในรถม้า และปรุงข้าวต้มในระหว่างทาง เมื่อขบวนหยุดพักทานอาหารกลางวัน นางจึงถือชามข้าวต้มไปป้อนให้กับเขา
“ข้าทำให้เจ้าต้องลำบากมาตลอดทาง” ลู่ฉางอันพูดด้วยความรู้สึกผิด
หลิวอวิ๋นเซียงส่ายหน้า “ไม่ลำบากเท่ากับที่ท่านด้วยทนดูแลเลี้ยงดูเยี่ยนเอ๋อร์หรอก”
นางเคยเลี้ยงสิงอี้มาก่อน จึงรู้ว่าการเลี้ยงเด็กตั้งแต่เล็กจนโตต้องใช้พลังงานมากเท่าใด อีกอย่างจิ่นเยียนยังบอกอีกว่าเยี่ยนเอ๋อร์มักตัวติดกับเขาตั้งแต่เด็กๆ ทั้งยังนอนกับเขาเวลากลางคืน ดังนั้นทุกครั้งลู่ฉางอันมักตื่นไปศาลาว่าการตอนเช้าด้วยรอยคล้ำใต้ตาเสมอ
ลู่ฉางอันอยากรับชามไปกินเอง แต่เขาไม่มีเรี่ยวแรงแล้วจริงๆ
“ข้าจะป้อนท่านเอง”
หลิวอวิ๋นเซียงตักข้าวเต็มช้อนพลางป้อนให้ลู่ฉางอัน “ระวังด้วย มันร้อน”
พร้อมกับความรู้สึกแปลกๆ ราวกับมีสายตาหลายคู่จับจ้อง หนึ่งในนั้นมันเย็นชาเป็นพิเศษ
นางหันกลับไป จึงเห็นว่าเหยียนมู่กำลังจ้องมองมาพลางเคียวเนื้อแห้งเต็มปากด้วยความโกรธ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน