ลู่ฉางอันมีใบหน้าเคร่งเครียด “พวกเจ้าทำอะไรกับนาง”
“หรือว่าซื่อจื่อไม่ได้ยินที่ข้าพูดเมื่อครู่หรืออย่างไร อวิ๋นเซียงนาง...”
“คำพูดนี้ให้แม่ของนางมาพูดกับข้าเอง มิเช่นนั้นแล้วข้าจะก่อเรื่องให้จวนเสนาบดีไม่สงบสุข!” ลู่ฉางอันกล่าวอย่างเคร่งเครียด
ฮูหยินหลิวเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เข้าใจแล้วใช่หรือไม่ ตอนนี้สายเกินไปแล้ว ไม่เหมาะสมเลยจริงๆ”
“ใต้เท้าหลิว ท่านว่าอย่างไร”
หลิวจ้านชะงักไปเล็กน้อย “เช่นนั้นก็เข้าใจแล้วกระมัง”
ได้รับการยืนยันจากสองคนแล้ว ลู่ฉางอันก็ไม่สามารถทำอะไรในการบุกเข้าไปในบ้านของผู้อื่นยามวิกาลแล้ว เขาจึงตอบรับว่าเข้าใจแล้วจะมาอีกครั้ง
หลิวอวิ๋นเซียงกระวนกระวายใจเป็นอย่างมากแต่กลับทำได้แค่มองลู่ฉางอันจากไปตาปริบๆ
ผ่านไปสักพัก ฮูหยินหลิวก็พุ่งเข้ามาพร้อมกับตะโกนถามว่า “รถม้าของจวนโหวอยู่ที่ประตูหลัง พานางไปส่งให้กับเซี่ยจื่ออัน”
หลิวอวิ๋นเซียงถูกพาออกมา นางมองไปยังบิดาอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าบิดาจะเย็นชาขนาดนี้
ท่านพ่อรักนางที่สุดและเป็นผู้สอนนางอ่านเขียนด้วยตัวเอง อีกทั้งยังบอกว่าถ้าหากมีใครรังแกนาง เขาจะเป็นที่พึ่งพิงที่ดีที่สุดของนาง
“อื้อ อื้อ!”
ท่านพ่อ!
หลิวจ้านมองนางแวบหนึ่ง คิ้วของเขายิ่งขมวดแน่น เขาหันไปโบกมือส่งสัญญาณให้กับผู้ดูแลสวี
“รีบเอานางไปส่งได้แล้ว”
ราวกับนางเป็นของสกปรกอะไรสักอย่าง หากมองต่ออีกสักนิดก็น่ารังเกียจ
สายตาของหลิวอวิ๋นเซียงมืดลง โดยมีผู้ดูแลสวีลากนางออกไป นางไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าตัวนางทำอะไรผิดนักหรือ ท่านพ่อกับท่านแม่ถึงได้ทำกับนางเช่นนี้
“คุณหนูอยู่กับท่านเขยเถอะขอรับ หลังจากนี้ท่านก็จะรู้แล้วว่าท่านทั้งสองใส่ใจท่านมากแค่ไหน” ผู้ดูแลสวีกล่าว
ใส่ใจงั้นหรือ
เซี่ยจื่ออันนั่นคิดจะถลกหนัง กินเนื้อนาง ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ว่าเซี่ยจื่ออันเป็นคนเช่นไร เห็นได้ชัดว่าพวกเขาส่งพวกนางไปตาย
ด้านนอกประตูหลังมีรถม้าจอดอยู่คันหนึ่งจริง เซี่ยจื่ออันยิ้มเผล่ยืนอยู่ด้านหน้ารถม้า เมื่อเห็นผู้ดูแลสวีพานางมาส่งให้ก็เข้ามาดึงนางเข้าสู่อ้อมกอด
“กลับไปบอกกับท่านพ่อตาว่าข้าจะช่วยชมท่านต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาท ให้เขาได้ตำแหน่งกลับคืน อีกทั้งข้าจะดูแลเซียงเซียงอย่างดี”
ผู้ดูแลสวีเห็นหลิวอวิ๋นเซียงเหมือนคนโง่งมอย่างไรอย่างนั้น นางส่ายหน้าไม่หยุดพร้อมถอนหายใจออกมา จากนั้นก็หันหลังเดินกลับไป
หลังจากนั้นเซี่ยจื่ออันก็คว้าลำคอเรียวยาวและกดนางไว้กับกำแพง เขาขบกรามมองไปยังนาง
“หลิวอวิ๋นเซียง ถูกพ่อแม่หักหลังไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีกระมัง” เขายิ้มเผล่ “แต่นี่เป็นแค่การเริ่มต้น พวกเราค่อยๆ คิดบัญชีกันอย่างช้าๆ เถอะ!”
น้ำเสียงนี้โหดร้าย แต่ตอนนี้หลิวอวิ๋นเซียงกลับฟังแล้วสับสน ไม่รอให้เขาออกแรงนางก็สลบไปแล้ว
มองใบหน้านั้นแล้วหลิวอวิ๋นเซียงก็ตกใจ และถอยหลังไปไม่รู้ตัว จนถึงกับลืมหมาป่าไป ด้านหลังของนางถูกหมาป่าข่นอย่างรุนแรง
หลิวอวิ๋นเซียงเจ็บจนร้องออกมาอย่างไม่มีเสียงอย่างเวทนา จนอดไม่ได้ที่จะขยับไปข้างหน้า
“ฮ่า ฮ่า” คนตรงหน้าหัวเราะแล้ว
หลิวอวิ๋นเซียงเงยหน้ามองนางอีกครั้ง มองดูแล้วคุ้นตาเล็กน้อย
“ฮูหยินจำข้าไม่ได้แล้วหรือ”
“ลี่...ลี่เหนียง!”
ที่แท้คนคนนี้คือลี่เหนียง!
ลี่เหนียงเอียงคอมองหลิวอวิ๋นเซียงแล้วหัวเราะเสียงเย็น “ฮูหยิน เจ้าเองก็มีวันนี้นะ”
“ข้า...ข้าไม่มีตรงไหนที่ทำผิดต่อเจ้า!” หลิวอวิ๋นเซียงเอ่ยออกมาอย่างลำบาก
“เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดต่อข้า แต่ข้าเกลียดเจ้า เกลียดท่าทางที่ทำตัวสูงส่งของเต้า เกลียดที่เจ้าดูถูกอุบายที่ข้าพยายามใช้แต่ไม่ได้มันมา!”
ขณะที่ลี่เหนียงพูดก็หัวเราะออกมาเล็กน้อย “แต่ก็ไม่สำคัญแล้ว เพราะเจ้าจะต้องแย่ยิ่งกว่าข้า”
นางเอาชามใส่กระดูกวางตรงหน้ากรงเหล็ก “ทางที่ดีเจ้าควรหาวิธีแย่งจากปากมันสักชิ้น มิเช่นนั้นคงทนให้ผ่านคืนนี้ไปไม่ไหว!”
หลิวอวิ๋นเซียงไม่เข้าใจที่นางพูดเลย นางเห็นแต่เพียงมือของลี่เหนียงหักออกจากข้อมือแล้ว อีกทั้งบาดแผลก็น่าเกลียด

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน