หลิวอวิ๋นเซียงได้แต่กัดฟันพร่ำบ่นในใจ : เจ้าต่างหากที่เป็นแมวป่า ไม่สิ เจ้าเป็นสุนัขป่า!
มู่หรงลิ่งอี๋พอใจในคำตอบนั้น ก่อนจะกล่าวอะไรบางอย่างก็นึกขึ้นได้ว่าหลิวอวิ๋นเซียงยังอยู่แถวนั้น จึงรีบเอ่ยปากส่งแขกทันที
“ฮูหยินสาม ดอกไห่ถังทางนั้นกำลังบานสะพรั่งพอดี”
หลิวอวิ๋นเซียงรู้ดีว่ามู่หรงลิ่งอี๋กำลังผลักไสไล่ส่งนาง ขณะที่กำลังจะเดินออกไป กลับเหลือบไปเห็นชาดแดงบนปกเสื้อของเหยียนมู่ ทำให้นางตกตะลึงค้าง
หากมู่หรงลิ่งอี๋เจอเข้า เหตุการณ์ในชาติที่แล้วจะต้องซ้ำรอยอีกครั้ง!
“ข้าได้ยินมาว่ามีสวนไห่ถังอยู่ในจวนเจิ้นกั๋วกง แถมยังกำลังบานสะพรั่งเต็มต้น มองไกลๆ ราวกับเป็นแผ่นเมฆดอกไห่ถังเลยเชียว”
หลิวอวิ๋นเซียงพูดพลางแอบขยิบตาให้เหยียนมู่ แต่เขาไม่มองนางเลยสักนิด
หลิวอวิ๋นเซียงโกรธมาก เพลานี้จึงทำได้เพียงกัดฟันพูดต่อไป “ท่านหญิง มิสู้พวกเราไปดูพร้อมกันดีหรือไม่”
มู่หรงลิ่งอี๋ขมวดคิ้ว ทำไมนางคนนี้ช่างตอแยนัก ก่อนจะเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ฮูหยินสามไปเถิด ข้ามีเรื่องอยากพูดคุยกับใต้เท้าเหยียน”
“เช่นนั้น... ข้าไม่รบกวนพวกท่านแล้ว” หลิวอวิ๋นเซียงหันหลังเดินจากไป แต่นางไม่คิดทำเช่นนั้นจริงๆ
หากมู่หรงลิ่งอี๋จับได้ คงพุ่งเป้าหมายมาที่นางอีกครั้งแน่ ทว่าเพลานี้นางไม่มีอำนาจในการจัดการและกลัวทุกอย่างจะลงเอยเหมือนชาติที่แล้ว
เมื่อคิดเช่นนั้น หลิวอวิ๋นเซียงก็เลยจงใจเดินสะดุดล้มลงพื้น “อุ๊ย”
นางล้มลงกับพื้นพร้อมกับจงใจประคองท้องเอาไว้ พลางแสร้งทำเป็นเจ็บปวดเพื่อให้เหยียนมู่หันมามอง
ทว่าเข้ากลับเมินเฉยและพามู่หรงลิ่งอี๋เดนออกไป
หลิวอวิ๋นเซียงพลันรู้สึกเจ็บปวดใจ เขาไม่สนใจความเป็นความตายของนางกับลูกบ้างเลยจริงๆ
เหยียนมู่กับมู่หรงลิ่งอี๋เดินไปที่ศาลาริมทะเลสาบ
“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าฮูหยินสามจากจวนโหวดูท่าทางแปลกประหลาดเหลือเกิน เมื่อครู่คงไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอกนะ”
เหยียนมู่เลิกคิ้ว “อยู่ด้วยกันไปทำไม”
“ก็แน่นอนว่า...” มู่หรงลิ่งอี๋ยังไม่ทันพูดจบ ใบหน้าของนางก็แดงก่ำและกระทืบเท้าด้วยความโกรธ “พี่เจ็ด!”
“นางเป็นหญิงหม้าย”
“หญิงหม้ายแล้วอย่างไร หญิงหม้ายที่ไม่ครองตนเป็นหม้ายก็มี”
เหยียนมู่ยกถ้วยขึ้นจิบชา “ก็จริง”
“ท่านไม่ได้ถูกใจหลิวอวิ๋นเซียงนั่นหรอกนะ?”
“ลิ่งอี๋ เจ้ารู้ว่าข้าคิดอย่างไร”
มู่หรงลิ่งอี๋เม้มริมฝีปากแล้วพูดว่า “ข้ารู้ว่าในใจท่านมีเพียงคนคนเดียวเท่านั้น แต่นางเป็นสนมของฮ่องเต้ไปแล้ว ท่านคงไม่เฝ้ารอนางและไม่แต่งงานไปตลอดชีวิตหรอกนะ”
“ไม่แต่ง”
อันที่จริงตอนนางเห็นหลิวอวิ๋นเซียงออกมาจากห้องโถงดอกไม้เมื่อครู่ด้วยท่าทางเช่นนั้น ก็พอเดาได้แล้วว่าอาจมีบางอย่างเกิดขึ้น
ดวงตาของมู่หรงลิ่งอี๋ดูเศร้าหมองทันที
งานเลี้ยงครั้งนี้จัดขึ้นที่สวนไห่ถัง โดยมีดอกไห่ถังเบ่งบานอยู่ระหว่างที่นั่งของแขกชายหญิง
หลิวอวิ๋นเซียงถูกสาวใช้จวนเจิ้นกั๋วกงเชิญไปนั่งที่โต๊ะ พร้อมกับเซี่ยเหวินชิง
เซี่ยเหวินชิงเหลือบมองไปฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าเขินอาย นางเห็นเหยียนมู่กำลังนั่งด้วยท่าทางเกียจคร้าน สวมอาภรณ์สีเข้ม ใบหน้าราวกับหยกแกะสลักอันประณีต เมื่อมองจากมุมนี้ ดอกไห่ถังยิ่งเสริมให้เขาดูหล่อเหลามากขึ้นไปอีก
เมื่องานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้น มู่หรงลิ่งอี๋ก็เดินเข้ามาพร้อมกับจอกเหล้า
“ฮูหยินสาม เหตุใดจึงดื่มแค่ชาล่ะ มาดื่มเหล้าสักแก้วสิ”
หัวใจของหลิวอวิ๋นเซียงพลันตึงเครียดขึ้นทันที
พวกนางสองคนไม่สนิทสนมกัน ทั้งยังสถานะต่างกันมาก จะดื่มเหล้าไปเพื่ออะไร
ยิ่งไปกว่านั้น ทันทีที่มู่หรงลิ่งอี๋เดินเข้ามา ทุกคนในงานก็เหมือนพากันหันมามองทันที
หลิวอวิ๋นเซียงมองไปจอกเหล้าตรงหน้าพร้อมครุ่นคิดในใจ นางเดาว่ามู่หรงลิ่งอี๋อาจเห็นรอยชาดแดงแล้วรู้สึกเกลียดชัง นางจึงทำได้เพียงพูดด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า “ข้าดื่มไม่เป็น”
“แค่จอกเดียว”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน