“ฮูหยิน เดิมพันฝั่งไหนเจ้าคะ” จิ่นเยียนสะกิดหลิวอวิ๋นเซียงที่กำลังตกอยู่ในภวังค์
หลิวอวิ๋นเซียงกลับมามีสติสัมปชัญญะอีกครั้ง และเห็นสาวใช้สองคนเดินเข้ามาถือถาดคนละถาด
เมื่อเห็นว่านางตกตะลึง จิ่นเยียนก็รีบอธิบายเสียงเบา “ฮูหยินกั๋วกงบอกว่าพวกเราสตรีแค่ดูเฉยๆ จะไปสนุกอะไร มิสู้ร่วมสนุกไปด้วยกัน ใช้เครื่องประดับติดตัวเดิมพันว่าฝั่งไหนชนะ หากชนะก็เอาของกลับไป หากแพ้ก็ต้องยกให้ฝ่ายชนะเอาของไปแบ่งกัน”
ทั้งเนื้อทั้งตัวหลิวอวิ๋นเซียงมีเพียงปิ่นไข่มุก ดังนั้นจึงต้องถอดออกมา ถาดหนึ่งเดิมพันว่าฝ่ายเหยียนมู่ชนะ อีกถามเดิมพันว่าฝ่ายลู่ฉางอันชนะ
ฝ่ายเหยียนมู่มีของไว้มากกว่าฝ่ายของลู่ฉางอัน
นางจึงตัดสินใจวางปิ่นลงไปในถาดของลู่ฉางอันอย่างไม่ลังเล
ฮูหยินกั๋วกงให้สาวใช้สองคนถือถามไปให้ทั้งสองฝ่ายดู เพื่อกระตุ้นให้อยากได้ชัยชนะมาครอบครอง
โจวหลี่ไหวกับเหยียนมู่อยู่ฝ่ายเดียวกัน พวกเขาต่างนั่งอยู่บนหลังม้า ก่อนที่คุณชายโจวจะขยับม้าเข้าไปใกล้พลางกระซิบ “เด็กในครรภ์แข็งแรงดี”
เหยียนมู่หันกลับมามองเขาทันที “เจ้ารู้มากเกินไปแล้ว”
โจวหลี่ไหวรีบเอามือปิดปาก และจะไม่พูดตาไร้สาระอีกต่อไป
ในตอนนั้นเอง สาวใช้ก็เดินถือถาดเข้าไป
นางเดิมพันว่าลู่ฉางอันจะชนะ!
ลู่ฉางอันในเพลานี้สวมชุดคลุมจันทร์เสี้ยว สง่างามสมกับเป็นซื่อจื่อแลดูรอบรู้ราวกับบัณฑิต เขากำลังนั่งอยู่บนหลังม้าด้วยท่วงท่าอิริยาบถอันสง่างาม
เพียงแต่ใบหน้าซีดดูป่วยเกินไป เมื่อเผชิญกับลม ดูเหมือนเขาจะล้มป่วยหนักได้ตลอดเวลา ส่วนสหายข้างหลังล้วนแต่เป็นบัณฑิต ดูไร้เรี่ยวแรงไม่แพ้กัน
มองไปที่อีกฝ่าย พวกของเหยียนมู่กลับดูแข็งแรงกำยำ ล้วนแต่เป็นแม่ทัพหรือครูฝึกทั้งสิ้น
จะว่าไปแล้วเหมือนผลแพ้ชนะถูกตัดสินมาตั้งแต่ต้น
ในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน หลิวอวิ๋นเซียงจ้องมองลู่ฉางอันอย่างประหม่า ไม่ใช่เพราะกลัวเขาพ่ายแพ้ แต่กลัวว่าเขาจะหมดแรงจนตกจากหลังม้าเสียมากกว่า
เพลานี้เหยียนมู่ทำประตูและนำแต้ม แม้ว่าเหล่าสตรีสูงศักดิ์พยายามอดกลั้นตัวเองเพียงใด แต่พวกนางก็ยังแสดงออกอย่างดีใจเล็กๆ
โดยเฉพาะมู่หรงลิ่งอี๋ที่ตะโกนเสียงดัง “พี่เจ็ด ลุยเลย!”
เหยียนมู่เคยถูกเลี้ยงดูในจวนองค์หญิงใหญ่ช่วงหนึ่งตอนยังเด็ก ดูเหมือนจะเป็นบุตรคนที่เจ็ด มู่หรงลิ่งอี๋จึงเรียกเขาว่า“พี่เจ็ด”เสมอ
ท่านหญิงผู้หยิ่งยโสคนนี้ไม่เคยสนใจผู้ใด แต่มักเชื่อฟังและทำตัวดีต่อหน้าเหยียนมู่
เหยียนมู่เหลือบมองเหล่าสตรีสูงศักดิ์แม้ว่าหลิวอวิ๋นเซียงจะนั่งอยู่ตรงมุม แต่ก็มองมาที่สนามเหมือนคนอื่นๆ เพียงแต่ไม่ได้มองเขาเลยสักนิด
โจวหลี่ไหวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาคิดว่าเหยียนมู่เต็มใจให้หลิวอวิ๋นเซียงอุ้มท้องคงมีความรักต่อนางบ้าง อย่างน้อยก็พิเศษกว่าคนทั่วไป แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นแค่ของเล่นไม่โดดเด่นสะดุดตาเท่านั้นสินะ
เพลานั้นชายร่างกำยำ ใบหน้าคมเข้มคนหนึ่งเดินเข้ามาหยิบปิ่นไข่มุกพร้อมพูดด้วยรอยยิ้ม “นี่มันของฮูหยินหม้ายจวนโหวนี่นา”
คนอื่นๆ พากันหัวเราะ “เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“ข้าเห็นน่ะสิ”
“นี่เจ้าเห็นแม้กระทั่งว่านางใช้ปิ่นปักผมแบบไหนหรือ เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่” มีคนพูดติดตลกพร้อมรอยยิ้ม
ชายคนนี้ไม่ได้ปฏิเสธ “นายท่านสามอะไรนั่นถูกเรียกตัวเดินทางขึ้นเหนือในคืนวันแต่งงาน หมายความว่านางยังไม่ทันเข้าหอด้วยซ้ำ หญิงหม้ายคนนี้ก็ยังบริสุทธิ์อยู่น่ะสิ”
“อย่างไรเสียนางก็คือฮูหยินสามของจวนจิ้งอันโหว อย่าคิดอะไรแปลกๆ เลย”
“ข้าแค่สงสารหญิงหม้ายอย่างนั้น ก็เลยอยากเอาไปคืนให้ อย่ามองข้าในแง่ร้ายนักสิ” ชายคนนั้นพูดพลางหยิบปิ่นไข่มุกเดินจากไปอย่างมีความสุข
ทว่าโจวหลี่ไหวกลับกล่าวด้วยความกังวล “คุณชายรองหูคนนี้ชอบทำเจ้าชู้ไปทั่ว เพราะว่ามีพ่อคอยสนับสนุน ช่วงนี้จึงทำตัวโอหังมากขึ้นเรื่อยๆ”
ใบหน้าของเหยียนมู่ดูน่าเกลียดเล็กน้อย
แต่ก่อนที่โจวหลี่ไหวจะได้ยินคำตอบ มู่หรงลิ่งอี๋กลับวิ่งเข้าคุยกับเหยียนมู่อย่างมีความสุข “ข้ารู้อยู่แล้วว่าพี่เจ็ดต้องชนะ อย่าว่าแต่เครื่องประดับเลย ให้ข้าเดิมพันด้วยชีวิตก็ยังได้ ข้าเชื่อใจพี่เจ็ดที่สุด” ก่อนนึกถึงบางสิ่งและกล่าวต่อไปว่า “ไม่เหมือนใครบางคน ในใจยังมีคนอื่น”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน