เทพธิดาเฒ่าหลิวพูดด้วยความร้อนรนมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ตบต้นขาด้วยความคับข้องใจจนเกือบจะร้องไห้ ดูเหมือนว่าช่วงนี้จะถูกคนของจวนอ๋องรังควานไม่น้อย
หลิวอวิ๋นเซียงฟังจบ นางเพียงจิบชาอย่างเชื่องช้า ไม่เอ่ยสิ่งใด
“ฮูหยิน ท่านต้องช่วยข้าด้วย”
“ข้าจะช่วยท่านได้อย่างไร?”
“ท่านเป็นฮูหยินสามแห่งจวนโหว ก็พอมีหน้ามีตาอยู่บ้าง ท่านช่วยไปกราบพระชายาเฒ่าแล้วขอร้องแทนข้าที บอกนางว่าข้าไม่มีความสามารถขนาดนั้น ขอให้ท่านผู้สูงศักดิ์ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด”
หลิวอวิ๋นเซียงหลุดขำ “เรื่องนี้เกี่ยวกับชีวิตของซื่อจื่อ ท่านคิดว่าข้าจะมีปัญญาไปต่อรองกับพวกเขาหรือ?”
“นี่…”
หลิวอวิ๋นเซียงเหลือบมองเทพธิดาเฒ่าหลิวแวบหนึ่ง “ทว่า ก็ใช่ว่าจะช่วยท่านไม่ได้เสียทีเดียว”
หลิวอวิ๋นเซียงเรียกเทพธิดาเฒ่าหลิวเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบข้างหูสองสามประโยค
เทพธิดาเฒ่าหลิวดูไม่ค่อยเชื่อ “จะสำเร็จจริงหรือ?”
หลิวอวิ๋นเซียงนั่งลงรินชาส่งให้เทพธิดาเฒ่าหลิว “ข้าจะหาหมอเทวดามารักษาเขา ท่านจงวางใจเถิด”
เทพธิดาเฒ่าหลิวยังคงสับสน นางรับชาขึ้นมาจิบพลางครุ่นคิด “ข้ารู้สึกว่าท่านกำลังวางกับดักให้ข้า”
หลิวอวิ๋นเซียงถามกลับ “ข้าวางกับดักท่าน แล้วข้าจะได้ประโยชน์อันใด?”
“เอ่อ...”
“ท่านคิดมากไปแล้ว”
หลิวอวิ๋นเซียงยกถ้วยชาขึ้นมาบังริมฝีปากไว้ครึ่งหนึ่งด้วยแขนเสื้อ มุมปากอดไม่ได้ที่จะกระตุก
เพียงแต่ขอยืมตัวตนของท่เทพธิดาเฒ่าหลิว มาช่วยเหลือลู่ฉางอันเท่านั้น
นางตั้งใจไว้ว่า เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้ว จะฝากเด็กไว้กับเขา
หนึ่งคือเชื่อใจในน้ำใจของเขา สองคือต้องการตอบแทนบุญคุณในชาติที่แล้ว พยายามช่วยเขาให้พ้นจากโชคชะตาอันน่าเศร้าในอดีต
ในตอนแรกที่ฮูหยินเฒ่าแสร้งป่วย นางได้ไปพบเทพธิดาเฒ่าหลิว แล้วให้นางทำพิธีขับไล่สิ่งชั่วร้ายรักษาอาการป่วย จากนั้นก็ประกาศกิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของเทพธิดาเฒ่าหลิวไปทั่ว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้พระชายาเฒ่าของจวนซูผิงอ๋องรู้เข้า แล้วไปตามเทพธิดาเฒ่าหลิวมารักษาอาการป่วยของลู่ฉางอัน
เดิมทีลู่ฉางอันเป็นบุตรชายของพระชายาคนก่อน เกิดมาก็ได้เป็นซื่อจื่อ ต่อมาพระชายาซูผิงอ๋องสิ้นชีพิ ซูผิงอ๋องจึงแต่งตั้งพระชายารองขึ้นมาแทน
พระชายารองให้กำเนิดบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคน แต่เนื่องจากกฎของการสืบสกุลที่บุตรชายคนโตต้องเป็นผู้สืบทอด บุตรชายทั้งสองของนางจึงไม่มีสิทธิ์ เมื่อนางได้เป็นพระชายาเอกอย่างมั่นคงแล้ว ความทะเยอทะยานก็เพิ่มพูน เริ่มหมายตาตำแหน่งซื่อจื่อของลู่ฉางอัน
นางจึงวางยาพิษลู่ฉางอัน โดยใช้ปริมาณน้อยมาก ในระยะแรกอาการก็เหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายก็จะค่อย ๆ ทรุดโทรมลง ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าเป็นคนอ่อนแอป่วยบ่อย
ลู่ฉางอันจำต้องละทิ้งวิถีบู๊ หันมาฝักใฝ่ในวิถีบุ๋น จึงทำให้ซูผิงอ๋องผู้เป็นบิดาและเป็นขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งใฝ่ฝันจะสร้างเกียรติยศบนหลังม้า เริ่มไม่โปรดปรานบุตรชายคนนี้ หันไปฝากความหวังไว้กับบุตรชายอีกสองคน ซึ่งเกิดจากพระชายารองแทน
ในชาติที่แล้ว สุดท้ายแล้วเป็นคุณชายรองผู้สืบทอดตำแหน่งอ๋อง ส่วนลู่ฉางอันเพิ่งจะล่วงรู้ความจริงทั้งหมดก็หลังจากถูกจองจำเสียแล้ว แต่ก็สายเกินไป
มีเพียงหลิวอวิ๋นเซียงเท่านั้นที่ยังคงจดจำเรื่องราวในชาติก่อนได้ นางจึงจำเป็นต้องเตรียมการทุกอย่างให้รัดกุม
จิ่นเยียนพยักหน้ารับ ไม่ซักไซร้ต่อ แต่ในใจยังคงรู้สึกว่าราคาสามพันตำลึงนั้นสูงเกินไป จึงขอตัวออกไปเจรจาต่อรองกับนายหน้า
หลังจากจัดการเรื่องที่พักเรียบร้อยแล้ว หลิวอวิ๋นเซียงก็กลับไปยังจวนโหว ขณะที่นางกำลังจะทอดกายลงพักผ่อน อวี้เหลียนก็มาแจ้งให้นางไปพบที่เรือนตะวันออก
เมื่อนางไปถึง ก็เห็นฮูหยินเฒ่ากำลังเอนกายหลับตาพักผ่อนอยู่บนเตียง มีผ้าเนื้อนุ่มหลายผืนวางอยู่ข้าง ๆ
อวี้เหลียนรายงาน ฮูหยินเฒ่าลืมตาขึ้นและปรายตามองหลิวอวิ๋นเซียง
“หม้ายอย่างเจ้ายังเที่ยวออกไปข้างนอก มิกลัวเสื่อมเสียเกียรติจวนโหวรึ”
หลิวอวิ๋นเซียงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเป็นหม้าย มิใช่เชลย เหตุใดจึงออกไปข้างนอกมิได้?”
ฮูหยินเฒ่าถึงกับพูดไม่ออก โต้กลับไปว่า “ผู้อาวุโสสั่งสอน เจ้าก็รับฟังไปเถิด ไยต้องเถียงคำไม่ตกฟาก”
หลิวอวิ๋นเซียงยังคงสงบนิ่ง “เช่นนั้นข้ารับฟัง ท่านพูดเยอะหน่อยเถิด”
ฮูหยินเฒ่า “...”
ฮูหยินเฒ่าแค่นเสียงเย็นชา ผ่านการปะทะคารมกันมาหลายครั้ง นางย่อมรู้ดีว่าหลิวอวิ๋นเซียงลิ้นแหลมคมกริบ เพื่อมิให้หงุดหงิดใจ นางจึงมิได้ถือสาหาความต่อ
“จวนโหวเรามีญาติห่าง ๆ อยู่ตระกูลหนึ่ง เจ้าเองก็รู้”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน