เจ้าหน้าที่คนนั้นพูดอย่างหงุดหงิดว่า “คนเขานำโฉนดที่ดินให้พวกเราตรวจสอบ กระดาษขาวอักษรดำยังมีตราประทับของราชการจะผิดได้หรือ?”
“ยะ......อย่างนั้นพวกท่านบอกมาเป็นของใคร ข้าซื้อที่ดินผืนนี้จากเขา”
“คนเขาบอกแล้วว่าไม่ขาย”
“แต่บ้านของพวกเราเพิ่งสร้างใหม่ จะไล่พวกเราไปง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้กระมัง?”
“เหอะ พวกเจ้ายังมีเหตุผลอีก ถ้างั้นไปพูดเหตุผลที่ศาลดีไหม?”
เห็นลี่เหนียงคนนั้นผลักเซี่ยจื่ออันไปด้านข้าง กัดฟันอุ้มเด็กไปหยุดตรงหน้าของเจ้าหน้าที่ “พวกเราสร้างบ้านอยู่ที่นี่แล้ว ที่นี่ก็คือที่ของพวกเรา ราชการก็ต้องมีเหตุผลจะรังแกประชาชนไม่ได้”
เจ้าหน้าที่ขมวดคิ้ว “จะเล่นลูกไม้กับพวกเราเรอะ?”
“พวกเจ้าไล่พวกเราไป พวกเราก็ไม่มีที่อยู่อาศัยแล้ว ยังไม่สู้อุ้มเด็กชนเสาตายอยู่ที่นี่!”
ระหว่างที่พูดก็ทำท่าจะพุ่งชน!
เจ้าหน้าที่เจอคนเล่นแง่จนเคยชินแล้วจึงไม่สนใจสักนิด
โบกมือไล่ “พวกเจ้าไปชนทางนั้น อย่าทำที่ดินของคนอื่นสกปรก”
ลี่เหนียงเห็นว่าลูกไม้งี่เง่าไร้เหตุผลไม่ได้ผล รีบร้องไห้ว่า “ที่นี่ก็ไม่ใช่มีแค่ครอบครัวของพวกเรา ทางนั่นยังมีอีกหลายครอบครัว!”
“คนเขาไม่ได้พูดถึงหลายครอบครัวทางนั้น บอกแค่ทวงคืนผืนดินที่อยู่ใต้เท้าของพวก”
“นี่มันรังแกคนไม่ใช่หรือ!”
“เหอะ หากเจ้าพูดแบบนี้ละก็ อย่างนั้นก็รังแกประเภทไร้เหตุผลอย่างพวกเจ้า”
เจ้าหน้าที่คร้านจะเสียเวลาพูดกับพวกเขา จึงเรียกคนอื่นไล่พวกเขาสามีภรรยาไปในทันที ระหว่างที่เร่งรีบ เซี่ยจื่ออันและลี่เหนียงมีเวลาทันแค่เก็บเสื้อผ้าไม่กี่ชุดก็ถูกไล่ออกมาแล้ว
เด็กที่ลี่เหนียงอุ้มร้องไห้เสียงดัง เซี่ยจื่ออันทำได้แต่พาพวกเขาเดินไปในเมือง
“ท่านพี่ พวกเราจะทำอย่างไรกันดี?”
“เข้าเมืองหาโรงเตี๊ยมพักก่อน อย่างมากก็แค่กลับจวนโหว”
“อย่างนั้นพวกเราสองแม่ลูกเล่า?”
“เจ้าเป็นภรรยาของข้า เจ้าหนูคังเป็นลูกชายของข้าต้องตามข้ากลับไปพร้อมกันอยู่แล้ว”
“แต่ฮูหยินเจ้าคนนั้นจะรับพวกเราได้หรือ?”
“ไม่ใช่นางยอมรับพวกเจ้าได้หรือไม่ได้ แต่เป็นเจ้ายอมรับนางได้หรือไม่ หากเจ้าถือสาข้าก็จะหย่ากับนาง”
“ถ้าอย่างนั้นก็ฟังท่านพี่แล้ว”
หลังจากสองคนไปแล้ว หลิวอวิ๋นเซียงและจิ่นเยียนเดินออกมาจากหลังต้นไม้ข้างทาง
รถม้าจอดรออยู่เชิงเขา ตอนที่หลิวอวิ๋นเซียงขึ้นรถม้าหางตาเห็นศาลาที่อยู่ไกลสิบลี้ จู่ ๆ รู้สึกคุ้นเคยมาก นางลังเลครู่หนึ่งก็เดินไป เห็นศาลาสิบลี้ด้านตะวันตกมีถนนเล็กขรุขระเส้นหนึ่ง นี่ถึงเข้าใจชาติก่อนนางเคยเดินมาที่นี่นับไม่ถ้วน
เส้นผมบังภูเขา โชคชะตาเล่นกลจริงๆ
ภูเขาด้านตะวันตกเป็นภูเขาแห้งแล้ง เส้นทางเดินลำบากมาก หลิวอวิ๋นเซียงเดินไประยะหนึ่งอดหัวเราะเยาะตัวเองไม่ได้
ชาติก่อน วันครบรอบวันตายของเขา นางจะแอบมาเยี่ยมหลุมศพของเขาคนเดียวทุกปี
ชีวิตที่เหลือยาวนาน เวลาหลายสิบปี นางไม่เคยขาดสักครั้ง ปีสุดท้ายนางเจ็บป่วยทรมาน ยังลากร่างกายที่แก่และอ่อนแอมาหน้าหลุมศพของเขา
“ข้ามีเวลาเหลือไม่มากแล้ว เจ้าคงไปเกิดใหม่แล้วกระมัง ทางที่ดีขอให้เป็นแบบนั้น ข้าไม่อยากเจอเจ้าข้างล่าง พวกเราตกลงกันแล้ว ชาติหน้าใครก็อย่ามาหาใคร ข้าถูกเจ้าหลอกมาทั้งชีวิตมันพอแล้ว”
หลิวอวิ๋นเซียงถอนหายใจยาว นางในชาติก่อนทำไมถึงรักคนเลวได้ นางส่ายหน้ากำลังคิดจะลงเขาแต่เห็นมีควันขาวลอยจากตรงไหล่เขา
นางลังเลสักพัก สุดท้ายก็เดินขึ้นไปแล้ว
มาถึงทางเข้าสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเหยียน สุสานนับร้อยข้างในทำให้คนรู้สึกเย็นเยียบขนลุก
มีคนสวมชุดสีดำกำลังหันหลังคุกเข่าเผากระดาษเงินอยู่หน้าป้ายหลุมศพ ถึงแม้เป็นแค่ด้านหลัง นางก็จำได้ว่าเป็นเหยียนมู่
วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของพ่อแม่เขาหรือ?
ตระกูลเหยียนทำความผิดร้ายแรง ฮ่องเต้มีคำสั่งให้ประหารทั้งตระกูล ไม่รู้ทำไมสุดท้ายเก็บเหยียนมู่เป็นทายาทแค่คนเดียว ต่อมาเขากลายเป็นบุตรบุญธรรมของขุนนางใหญ่ หลังจากนั้นก็สอบติดจอหงวน เลื่อนขั้นมาจนถึงตุลาการศาลต้าหลี่

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน