เมื่อโจวหลี่ไหวยิ้ม มีลักยิ้มทั้งสองข้างน่ารักสุดๆ
“ไม่รบกวน ไม่รบกวน”
โจวหลี่ไหวเชิญหลิวอวิ๋นเซียงนั่ง วางหมอนตรวจบนโต๊ะ ให้นางยื่นมือมา หลิวอวิ๋นเซียงวางมือลงไปโน้มตัวให้โจวหลี่ไหว
โจวหลี่ไหวนิ้วกลางแตะจุดชีพจร ตั้งสมาธิและมืออีกข้างทำท่าลูกหนวดโดยธรรมชาติ แต่เขาไม่มีหนวดสักนิด
เห็นแบบนี้ หลิวอวิ๋นเซียงปิดปากหัวเราะแล้ว
โจวหลี่ไหวจับสังเกตได้จึงเก็บมืออย่างเขินอาย “ตอนเด็ก ๆ ข้าเห็นพ่อข้าตรวจชีพจรก็จะลูบหนวดทุกครั้ง ตอนนั้นรู้สึกว่าแบบนี้ดูเก่ง จึงแอบเลียนแบบคนเดียวต่อมาก็กลายเป็นนิสัยแก้ไม่ได้แล้ว แต่ว่ารอข้าไว้หนวดก็จะไม่แปลกแล้ว”
หลิวอวิ๋นเซียงเงียบ โจวหลี่ไหวไม่ได้มีชีวิตอยู่จนถึงวัยที่ไว้หนวด
“คุณชายโจว ข้าดูโหงวเฮ้งเป็นท่านเชื่อหรือไม่?”
“หา?”
หลิวอวิ๋นเซียงสร้างมองใบหน้าของโจวหลี่ไหวอย่างลึกลับพูดว่า “ระหว่างคิ้วท่านสีดำ ภายในหนึ่งเดือนมีความภัยถึงชีวิต”
โจวหลี่ไหวกะพริบตา “หมอดูสิบคนในยุทธภพ มีเก้าคนพูดประโยคนี้เป็นประโยคแรก”
“แต่ข้าไม่เก็บเงินท่าน”
“ดังนั้น?”
“ดังนั้นคำพูดของข้าเชื่อถือได้”
“แล้วจะแก้ไขอย่างไร?”
“ท่านเกิดภัยทางน้ำ” หลิวอวิ๋นเซียงใช้นิ้วคำนวณ “ว่ายน้ำไม่เป็นใช่ไหม?”
“ไม่เป็นขอรับ”
“อย่างนั้นก็เรียน แบบนี้จะรักษาชีวิตเอาไว้ได้”
ในชาติก่อน โจวหลี่ไหวจมน้ำตายตอนหน้าฝนที่จะมาถึงนี้ เพื่อช่วยเด็กลื่นตกน้ำคนหนึ่ง
โจวหลี่ไหวเห็นหลิวอวิ๋นเซียงทำท่าลึกซึ้งจนคาดเดาไม่ถูก ดูไม่เหมือนกำลังล้อเล่น ถึงแม้เรื่องแบบนี้จะลี้ลับ แต่เขารู้สึกเชื่อนิด ๆ แล้ว
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ตรวจชีพจรต่อผ่านไปสักพักถึง ถอนหายใจว่า “ท่านดูโหงวเฮ้ง อย่างนั้นเห็นอายุขัยของตัวเองหรือไม่?”
หลิวอวิ๋นเซียงยิ้ม “พวกเราดูได้แค่เรื่องดีเรื่องร้ายของคนอื่น แต่ไม่เห็นของตัวเอง”
โจวหลี่ไหวถอนหายใจ “ท่านถูกพิษไป๋มู่แล้ว”
“ข้ารู้”
“หากยืนกรานจะคลอดเด็กคนนี้ เป็นไปได้มากว่าจะหนึ่งศพสองชีวิต”
“ข้ารู้”
โจวหลี่ไหวลังเลไปเล็กน้อย “หมอที่มีฝีมือสูงส่งกำลังช่วยเจ้าสกัดพิษให้แพร่กระจายช้าลงใช่ไหม?”
“ใช่”
โจวหลี่ไหวพยักหน้า “ในเมื่อฮูหยินสามชั่งน้ำหนักแล้ว อย่างนั้นข้าก็ไม่พูดอะไรมากแล้ว”
ในเวลานี้เหยียนมู่ลืมตาขึ้น หันไปมองทางหลิวอวิ๋นเซียง ในสมองปรากฏคำพูดของคนคนนั้น
“เหยียนมู่ฆ่านางซะ ข้าถึงจะเห็นความจงรักภักดีของเจ้า”
ในเวลานี้อวี้เหลียนเรียกอยู่ข้างนอก
“นายท่าน แม่นางหยวนคุกเข่าขอพบท่านอยู่ข้างนอกเจ้าค่ะ”
เมื่อเหยียนมู่ลุกขึ้น หลิวอวิ๋นเซียงก็ตื่นแล้ว
นางแอบมาที่ริมหน้าต่าง เปิดม่านมองไปข้างนอก เห็นหยวนชิงเย่ว์คนนั้นสวมชุดบางคุกเข่าอยู่ข้างนอก เส้นผมยุ่งเหยิง หน้าผากมีผ้าพันอยู่ ยังมีเลือดสีแดงซึมออกมาเป็นวง
เห็นเหยียนมู่กำลังออกจากเรือนหลัก หยวนชิงเย่ว์รีบคลานเข่าไปอยู่ใต้เท้าเขา
“ท่านพี่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรโวยวาย ไม่ควรเอาแต่ใจ ท่านได้โปรดอย่าไล่ข้าไปเลย ต่อไปท่านพูดอะไร ข้าจะเชื่อฟังทุกอย่าง ไม่กล้าขัดขืนต่อต้านอีกแล้ว ได้โปรดให้ข้าอยู่ต่อเถอะเจ้าค่ะ” หยวนชิงเย่ว์ร้องไห้ไปพลาง อ้อนวอนไปพลาง ร่างเรียวบางสั่นสะท้าน ดูอ่อนแอทำให้คนรู้สึกสงสาร
ทว่าเหยียนมู่ไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาก้มหน้ามองหยวนชิงเย่ว์ ใช้ปลายเท้ายกคางของนางขึ้น มองใบหน้านั้นด้วยแววตาเสียดาย
“เจ้าโวยวายได้ ไม่เชื่อฟังได้ มีอย่างเดียวที่ไม่ควรก็คือทำลายใบหน้านี้”
หยวนชิงเย่ว์หยุดร้องส่ายหน้าไปมา “ไม่ ท่านดีกับข้าขนาดนี้ ดีดพิณวาดรูปเป็นเพื่อนข้า จุดพลุเพื่อข้าเพียงคนเดียว ทำเป็นเพราะใบหน้านี้ได้อย่างไร ท่านรักข้า จะต้องรักข้าแน่นอนใช่หรือไม่?”
เหยียนมู่เก็บเท้าพูดเสียงเย็นชา “ชานเมืองมีบ้านหนึ่งหลัง หากเจ้าเจียมตัวหน่อยก็ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างปลอดภัยได้”
“ไม่!” หยวนชิงเย่ว์กอดขาของเหยียนมู่เอาไว้ “ท่านพี่ ท่านมองข้าหน่อย นี่เป็นแค่บาดแผลเล็กน้อย รอแผลหายดีแล้ว แผลตกสะเก็ดแล้ว ใบหน้าก็จะกลับมาเหมือนเดิม ท่านหมอบอกแล้วอาจจะทิ้งรอยแผลเป็นเล็กน้อย หากไม่สังเกตดี ๆ ก็จะมองไม่เห็น”
“รอยแผลเป็นเล็กน้อยหรือ?” เหยียนมู่ยิ้มเยาะ “ข้าเหยียนมู่จะเสียดายของมีตำหนิหนึ่งหรือ?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน