เมื่อขันทีหนุ่มกล่าวจบ เขาก็เดินจากไป รถม้าด้านหลังก็เคลื่อนตัวออกไปเช่นกัน สายลมโชยพัดม่านรถอย่างแผ่วเบา หลิวอวิ๋นเซียงมองเห็นเพียงประตูสีแดงเข้มตรงหน้า
“ฮูหยินเจ้าคะ ที่นี่คือตงชาง” จิ่นเยียนคว้าแขนของหลิวอวิ๋นเซียงพร้อมกับส่ายหน้า “พวกเรามิสู้คิดหาวิธีอื่นดีหรือไม่เจ้าคะ”
หลิวอวิ๋นเซียงตบมือจิ่นเยียนเพื่อให้ความมั่นใจมากขึ้น “ไม่ต้องกลัว ที่นี่กินคนไม่ได้หรอก”
ทั้งสองเดินตามขันทีหนุ่มเข้าไปในประตูตงชาง แต่ไม่ได้เดินไปบนถนนหลัก กลับเดินผ่านระเบียงเข้าไปในตรอกมืดแคบๆ จนกระทั่งไปถึงคุกหลวง
ด้านนอกประดับด้วยคบเพลิงอยู่รอบๆ และมีทางเข้าอันมืดมิด
“ฮูหยิน เชิญขอรับ”
“เขาอยู่ในนั้นหรือ”
ขันทีหนุ่มพยักหน้ารับ “ขอรับ”
หลิวอวิ๋นเซียงสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ก่อนจะให้จิ่นเยียนรออยู่ข้างนอกและเดินตามขันทีเข้าไป ทันทีที่ก้าวเข้าไปข้างใน กลิ่นคาวก็ลอยมากระทบใบหน้าของนางอย่างแรง จนแทบรู้สึกอยากอาเจียน
คุกหลวงนั้นตั้งอยู่ใต้ดิน เมื่อเดินลงบันไดไปจะแทบมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเลย ไม่รู้ว่ามันคือเสียงลมหรืออย่างอื่น แต่เสียงหวีดหวิวนั้นดังมากจนทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว
ขันทีหนุ่มถือโคมไฟไว้ด้านหน้า เมื่อหลิวอวิ๋นเซียงก้าวลงบันไดขั้นสุดท้าย นางก็สัมผัสได้วว่ามีอะไรเหนียวๆ บางอย่างอยู่ที่พื้น
นางมองไม่ออกเลยว่าในนั้นมันใหญ่โตมากเพียงใด เพราะมองเห็นแสงสว่างที่คลุมเครือเพียงไม่กี่ดวงในความมืดมิด
นางเคยไปเยือนคุกธรรมดามาก่อน แต่สถานที่แห่งนี้แตกต่างจากคุกเหล่านั้น ราวกับกำลังเดินลงไปในนรกขุมที่สิบแปด
ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้น ก็ทำให้หลิวอวิ๋นเซียงตัวสั่นสะท้าน
ขันทีหนุ่มหันมามองนางด้วยหางตาอย่างไม่อดทน แต่เขาไม่ได้พูดอะไรและยังคงนำทางต่อไปอย่างเงียบๆ
เสียงกรีดร้องดังต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ หลิวอวิ๋นเซียงพยายามทำใจให้มั่นคงและเดินตามขันทีหนุ่มไปทีละก้าว จนกระทั่งไปถึงห้องที่มีแสงสว่างเจิดจ้า
อันดับแรกนางเห็นเตาไฟขนาดใหญ่ ถ่านข้างในกำลังแดงกรุ่น นางเดินตามแสงสว่างนั้นไปจนไปเห็นชายคนหนึ่งถูกมัดไว้กับโครงไม้ ผมของเขายุ่งเหยิง ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า ร่างกายถูกทุบตีจนโชกไปด้วยเลือด
องครักษ์เสื้อแพรซึ่งสวมชุดมัจฉากำลังถือเหล็กร้อนไว้ในมือ พลางโบกไปมาต่อหน้าชายคนนั้น “เจ้านายของเจ้าคือใคร บอกมา”
ชายคนนั้นหัวเราะเยาะ “นี่น่ะหรือเครื่องทรมานสิบแปดแบบตงชาง”
องครักษ์เสื้อแพรพลันกดเหล็กร้อนลงไปบนหน้าอกของชายคนนั้นทันที
เหล็กร้อนจัดแนบไปกับผิวหนังจนเกิดเสียงร้อนฉ่า เสียงนั้นน่าหวาดกลัวมากเหลือเกิน หลิวอวิ๋นเซียงไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อนอยากจะเบือนหน้าหนี แต่กลับมองเห็นกองศพทับกันอยู่นอกห้องทรมานอย่างน่าอนาถ เลือดเหล่านั้นบรรจบมารวมกันและไหลเป็นทางมาจนถึงจุดที่นางยืนอยู่
นางตกใจจนถอยหลังไปหลายก้าว แต่เมื่อสังเกตใกล้ๆ กลับพบว่าใต้เท้าของนางมีเลือดอยู่บนพื้น ทั้งแห้งไปแล้วจนเป็นชั้นสีแดงดำ แต่บางส่วนก็ยังเหนียวเยิ้มเพราะไม่แห้งสนิท
ก่อนจะรีบเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปาก อดกลั้นไม่ให้อาเจียนออกมา
“ข้ารู้สึกประหลาดใจมากที่มีขุนนางในราชสำนักหลายคนแอบสมรู้ร่วมคิดกับรัชทายาท” เหยียนมู่หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอ้อมแขน บนนั้นมีชื่อเขียนไว้มากมาย “ดูให้ชัดๆ”
ชายคนนั้นสะดุ้งเฮือกและเริ่มมีเหงื่อเย็นเม็ดใหญ่ผุดออกมา
“แน่นอน คนพวกนี้เป็นแค่ลูกน้อง อย่างที่พวกเขาบอกว่าเจ้าเป็นหัวหน้า ย่อมรู้ดีมากกว่าพวกเขา”
“หยุดโกหกข้าได้แล้ว หากพวกเขายอมบอกจริงๆ เจ้าจะฆ่าพวกเขาไปทำไม”
“ฮ่าๆ ๆ นี่เจ้าคงไม่ได้คิดว่าข้าจะยอมไว้ชีวิตพวกเจ้าหลังสารภาพหรอกนะ”
“ในเมื่อต้องตายอยู่ดี ข้าก็จะไม่ยอมพูดอะไร!”
“ตอนแรกพวกเขาก็ปากแข็งเหมือนเจ้าเช่นนี้”
เหยียนมู่พลันขยิบตาให้องครักษ์เสื้อแพรที่อยู่ข้างๆ องครักษ์เสื้อแพรจึงหยิบโถกระเบื้องออกมาจากมุมห้อง
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน” กระปรี้กระเปร่ายียนมู่ประสานมือไว้ด้านหลัง ดวงตาของเขาเปล่งประกายอย่างตื่นเต้นอย่างน่าประหลาด
ชายคนนั้นเยาะเย้ยอย่างเย็นชา “หยุดเสแสร้งเสียที ข้าไม่เคยกลัวสิ่งใดเลย"
“สหายของเจ้าใช้โถกระเบื้องมากสุดเพียงสองใบ พวกเขาก็ยอมพูดออกมาหมดแล้ว ส่วนเจ้า…ทนให้ได้มากหน่อยก็แล้วกัน ไม่งั้นคงน่าเบื่อแย่”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน