เพราะท้ายที่สุดแล้วเสบียงอาหารของเหยียนมู่เยอะกว่าผู้ใดนั่นเอง
เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวอวิ๋นเซียงสวมอาภรณ์เรียบง่ายและพาจิ่นเยียนขึ้นรถม้าของพระราชวัง หลังออกจากเมืองหลวงพวกนางก็ไปสมทบกับไทเฮาและผู้ติดตามใกล้ชิด
นางอยู่ในตอนท้ายขบวน เห็นเพียงธงที่โบกสะบัดอยู่ข้างหน้า รถม้าอันงดงามเรียงรายเป็นแถว โดยมีทหารสวมชุดเกราะสีทองคุ้มกันไปตลอดทาง
เมื่อคืนหลิวอวิ๋นเซียงนอนไม่หลับ ทำให้เพลานี้รู้สึกไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเลยสักนิด
“ฮูหยิน พักตาสักครู่เถิดเจ้าค่ะ”
หลิวอวิ๋นเซียงส่ายหน้าทันที “อารามจื่ออวิ๋นอยู่ที่เขาซีซาน จะถึงในอีกสองชั่วยาม ข้ารอไปนอนพักที่อารามแม่ชีเลยดีกว่า”
นางกลัวว่าหากนอนไม่เพียงพอ อาจทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงมากไปกว่าเดิม
ทว่าจู่ๆ ด้านหน้าก็เกิดเสียงม้าร้องและรถม้าที่หยุดกะทันหัน หลิวอวิ๋นเซียงรีบเปิดม่านขึ้นเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นทันที แต่กลับเจอลูกศรแหลมคมพุ่งผ่านอากาศตรงเข้ามา
นางจึงรีบผลักจิ่นเยียนออกไปให้พ้นทาง ลูกศรแหลมคมนั้นก็ทะลุหน้าต่างเข้ามาถูกผนังด้านใน
“กรี๊ด... ฮูหยิน!” จิ่นเยียนตกใจจนกรีดร้องสุดเสียง
เพลานั้นเองรถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกไปอย่างบ้าคลั่ง รถม้ากระดอนขึ้นลง หลิวอวิ๋นเซียงรีบยึดรถม้าไว้และถือโอกาสมองออกไปข้างนอก นางเห็นชายกลุ่มหนึ่งขี่ม้าสีดำและขับรถม้าหลายคันเข้าไปในป่า
พวกนางกำลังถูกลักพาตัว!
หลังจากวิ่งไปได้ไม่ไกล รถม้าก็หยุดลง ชายชุดดำยืนอยู่ข้างนอกกำลังเร่งเร้าให้พวกนางลงจากรถม้า
จิ่นเยียนค่อยๆ ประคองหลิวอวิ๋นเซียงลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้นพวกนางจึงเห็นว่าบรรดาสตรีสูงศักดิ์ถูกไล่ลงจากรถม้ามายืนรวมตัวกันอยู่
จากนั้นก็ถูกผลักเข้าไปในรถม้าหนึ่งคัน สิบคนอัดแน่นอยู่ในรถม้า มันแทบไม่มีที่ว่างให้นั่งยองๆ ด้วยซ้ำนับประสาอะไรกับนั่งลง
รถม้ายังคงเคลื่อนไปข้างหน้า เมื่อเคลื่อนผ่านหลุมขนาดใหญ่ ทุกคนต่างโอนเอนไปมาจนแทบกลิ้งออกไปนอกรถม้า
ฮูหยินเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ” จิ่นเยียนรีบประคองตัวหลิวอวิ๋นเซียงไว้ ให้ผู้เป็นนายพิงหลังเพื่อยืนให้มั่นคงมากขึ้น
ในรถม้าเล็กนั้นมีคนแออัดกันอยู่ประมาณสิบคน หลิวอวิ๋นเซียงรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือนางกำลังหายใจไม่ออกและรู้สึกคลื่นไส้
เมื่อมองดูคนอื่น สตรีสูงศักดิ์เหล่านั้นที่ถูกครอบครัวเอาอกเอาใจมากตลอด บัดนี้ต่างก็หน้าซีดขาวด้วยความหวาดกลัว
หลังจากเดินไปอยู่นาน ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดรถม้าก็หยุดลง
ประตูรถเปิดออก พวกนางจึงพากันลงรถทีละคน
หลิวอวิ๋นเซียงมองไปรอบๆ ป่าทึบ ด้านหน้ามีขอบรั้วกั้นอยู่และมีชายชุดดำยืนเฝ้าทั้งสองข้าง
พวกนางได้รับคำสั่งให้เข้าแถว ทั้งยังรายงานตัวตนตอนเดินผ่านเข้าไปอีกด้วย
หลังจากนั้นพวกนางก็ถูกขังอยู่ในห้อง จนเกิดเสียงร้องไห้ระงม
“ทุกคนรีบหาที่ซ่อนก่อนพวกมันกลับมาดีกว่า อยู่ที่นี่อาจถูกทำร้ายไปด้วย!”
นางพูดเพียงเท่านั้น ที่เหลือขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกนางแล้ว หลิวอวิ๋นเซียงกับจิ่นเยียนจึงรีบวิ่งออกไปในที่มืดมิด
พวกนางไม่ได้วิ่งไปไกลมากนักก็เห็นว่าห้องคุมขังเมื่อครู่ถูกไฟไหม้
จิ่นเยียนจึงตบหน้าอกเบาๆ “โชคดีที่พวกเราหนีออกมาทันเวลา”
เสียงต่อสู้ข้างนอกดังบ้าคลั่งอย่างต่อเนื่อง พวกนางไม่กล้าวิ่งหนีไปไหน ดังนั้นจึงหาที่ซ่อนตัวทันที เมื่อการต่อสู้จบลง ทหารจากราชสำนักก็เข้ามาควบคุมสถานการณ์ หลิวอวิ๋นเซียงและคนอื่น ๆ จึงกล้าเดินออกมา
บรรดาสตรีสูงศักดิ์ยืนรวมตัวกันนอกรั้ว โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ทว่าหมู่บ้านหุบเขาด้านหลังกายเป็นทะเลเพลิงไปแล้ว
เพลานั้นเองก็มีคนคนหนึ่งเดินออกมาจากหมู่ทหารเกราะดำ หลิวอิว๋นเซียงยืนอยู่ด้านหลัง แต่ยังเห็นเขาอย่างชัดเจน
เหยียนมู่
ถนนบนภูเขาในเวลากลางคืนเดินทางลำบากยิ่งนัก ป่าลึกทึบอาจซ่อนสิ่งอันตรายใดไว้ ดังนั้นทหารจึงจุดคบเพลิงรอบบริเวณและออกลาดตระเวน ในขณะที่บรรดาสตรีสูงศักดิ์พักแรมอยู่ตรงกลางและรอจนกระทั่งรุ่งสาง
ทว่าคืนนี้ลมแรงและอากาศหนาวเย็น ทุกคนสวมเพียงอาภรณ์บางๆ และรู้สึกหิวโหยมาก
สตรีสูงศักดิ์คนหนึ่งพลันสั่งทหารให้เตรียมเครื่องนอนและอาหารอย่างเย่อหยิ่ง ทว่ากลับถูกรายงานว่าไม่มี แต่เหล่าทหารเองกลับหยิบเนื้อแห้งออกมาเผาไฟกิน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน