แม้จะอยู่ห่างกันหลายก้าว หลิวอวิ๋นเซียงก็ยังได้กลิ่นดอกมะลิจาง ๆ จากร่างกายของเหยียนมู่ ทำให้รู้สึกคลื่นไส้จนต้องหยุดเดิน
เหยียนมู่เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นแววตาแห่งความรังเกียจในแววตาของหลิวอวิ๋นเซียง
สตรีนั้น ถ้าเกลียดใครขึ้นมาแล้ว ก็จะเกลียดไปชั่วชีวิต ถ้ารังเกียจใครขึ้นมาแล้ว แค่มองก็ขยะแขยง
ที่สำคัญคือ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด
“โอ้ ทั้งครอบครัวผลักให้สตรีผู้หนึ่งมารับราชโองการ นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?” เขายกมุมปากเยาะหยันอย่างชัดเจน
คนพวกนั้นต่างอกสั่นขวัญแขวน พอได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตัวแข็งทื่อ พูดไม่ออกสักคำ
หลิวอวิ๋นเซียงหันไปมองเหยียนมู่ “หม่อมฉันเป็นฮูหยินในบ้านสามแห่งจวนจิ้งอันโหว รับราชโองการนี้ได้”
เหยียนมู่แค่นหัวเราะเบา ๆ “สตรีช่างโอหังนัก!”
“ใต้เท้าเหยียน อย่ามัวเสียเวลาเลย รีบอ่านราชโองการเถิด”
“หึ ก็เป็นข้าเองที่เสียเวลา”
หลิวอวิ๋นเซียงเปิดชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยแล้วคุกเข่าลง “หม่อมฉันพร้อมด้วยทุกคนในจวนจิ้งอันโหว ขอรับพระราชโองการเพคะ”
เมื่อหลิวอวิ๋นเซียงคุกเข่าลง บรรดาผู้คนรอบข้างก็พลอยคุกเข่าตาม
เหยียนมู่แค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะคลี่พระราชโองการออก แล้วเริ่มอ่าน
ครั้นอ่านจบ หลิวอวิ๋นเซียงก็ยืดตัวขึ้นเพื่อรับพระราชโองการ
ทว่าเหยียนมู่มิได้มอบให้แก่นาง กลับยื่นส่งให้แก่บุรุษที่ควรเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของจวนจิ้งอันโหวอย่างเซี่ยจื่ออันแทน
“นายท่านสามเซี่ย ฟังราชโองการชัดเจนแล้วหรือไม่?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพอ่อนโยน
เซี่ยจื่ออันพยักหน้าอย่างร้อนรน “ฟะ ฟังชัดเจนแล้วขอรับ”
“ข้ามีสัมพันธ์อันดีกับจวนโหว จึงใคร่เตือนด้วยความหวังดีว่า เหตุที่ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ตระกูลใหญ่ในเมืองตั้งโรงทานแจกจ่ายข้าวต้ม ก็เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้รอดพ้นจากภัยอดอยาก ทุกตระกูลควรทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง แต่เกรงว่าจะมีผู้คิดเล็กคิดน้อย ข้าจึงขอเน้นย้ำว่า ในแต่ละวันต้องใช้ข้าวสารไม่ต่ำกว่าสิบกว่าตัน สำหรับหุงข้าวต้มและทำหมั่นโถวแจกจ่าย”
“สิบกว่าตัน…”
อย่าว่าแต่สิบตันเลย แม้แต่ข้าวสารเพียงหนึ่งตัน พวกเขาก็ยังต้องกัดฟันหาให้ได้ แล้วหนทางจะซ่อมแซมเสร็จเมื่อใด ข้าวสารจากภายนอกจะขนส่งเข้ามาได้อีกครั้งตอนไหน ใครเล่าจะคาดเดาได้
“ใต้เท้าเหยียน…ยุ้งฉางของจวนโหวถูกโจรเผาเสียแล้ว ท่านดูสิ...”
เหยียนมู่ตบเบา ๆ ลงบนพระราชโองการในมือของเซี่ยจื่ออัน “พรุ่งนี้หากจวนใดไม่ตั้งโรงทานแจกข้าวต้ม ก็ถือว่าขัดขืนพระบัญชา”
แม้เหยียนมู่จะไม่ได้ออกแรงมาก แต่เซี่ยจื่ออันกลับทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น
หลิวอวิ๋นเซียงเหลือบมองเซี่ยจื่ออัน ท่าทางไร้สง่าราศีเช่นนั้น การได้ชื่อว่าเป็นฮูหยินสาม นางรู้สึกอับอายขายหน้านัก
“นายท่านสามเซี่ย ทีนี้เข้าใจแล้วกระมัง?” เหยียนมู่กอดอกถาม
“เข้าใจแล้ว”
“งั้นเช่นนี้แล้วกัน ข้าไม่ขอรับน้ำชาจากจวนโหวแล้ว งานราชการรัดตัว มีคนรอรับโทษอีกมาก!”
กล่าวจบ เขาก็ปัดฝุ่นที่แขนเสื้อ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
“คนข้างในตายหมดแล้วหรือไร?” จิ่นเยียนตวาดลั่น
สาวใช้หลิ่วอีออกมา พอเห็นหลิวอวิ๋นเซียงก็รู้สึกผิดจึงหลบเข้าไปในห้อง
“หลิ่วอี เจ้าตาบอดหรือไร มองไม่เห็นฮูหยินรึ?” จิ่นเยียนตะโกน
เดิมทีหลิ่วอีมีท่าทีตื่นตระหนก แต่พอเห็นเซี่ยจื่ออันกับลี่เหนียงเดินเข้ามาทางประตู ก็เหมือนได้ที่พึ่งพิง ทันใดนั้นก็ยืดหลังตรง วิ่งลงบันไดไปโดยไม่สนใจหลิวอวิ๋นเซียง ตรงไปคำนับเซี่ยจื่ออันกับลี่เหนียง
“บ่าวไพร่ในเรือนตะวันตกไร้มารยาทเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!” หลิวอวิ๋นเซียงปรายตามองลี่เหนียง
ลี่เหนียงทำท่าทีไร้เดียงสา “ฮูหยิน ท่านหมายความว่าอย่างไร บ่าวไม่เข้าใจ”
จิ่นเยียนยกเก้าอี้จากในห้องออกมา หลิวอวิ๋นเซียงจึงนั่งลง
มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย “ไม่เข้าใจสินะ จิ่นเยียน สอนกฎระเบียบให้พวกนาง”
จิ่นเยียนพับแขนเสื้อขึ้น ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ก้าวไปข้างหน้าแล้วตบหน้าหลิ่วอีอย่างแรง
“เจ้า…”
หลิ่วอีตกใจ ก่อนจะโดนตบอีกฉาดหนึ่ง
“รู้หรือยังว่าเจ้าผิดตรงไหน?” จิ่นเยียนถาม
หลิ่วอีเอามือปิดหน้า ร้องไห้พลางมองไปที่ลี่เหนียง “ฮูหยิน…”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน