เหยียนมู่ถลึงตาใส่เขา “เจ้าเป็นถึงหมอ ไม่เคยเห็นเหตุการณ์เล็กน้อยเช่นนี้เลยหรือ?”
“ข้าเคยเห็น”
“เช่นนั้นเจ้าจะตื่นตระหนกไปทำไมกัน!”
“คนอื่นตายก็ตายไป แต่เจ้าเป็นน้องชายของข้า!”
“ไสหัวไป!”
โจวหลี่ไหวลูบจมูกอย่างเคยชินพลางกำชับคนในครอบครัวถึงข้อควรระวังต่าง ๆ ครั้นหันกลับมาเห็นหยวนชิงเย่ว์กับหลิวอวิ๋นเซียงยืนอยู่ ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าควรจะพูดกับใครดี
หยวนชิงเย่ว์จ้องมองเขาอย่างตั้งใจ ขณะที่หลิวอวิ๋นเซียงยังคงก้มหน้าอยู่
“เดี๋ยวข้าจะเขียนใบสั่งยา เอ่อ ช่างเถอะ ข้าจะปรุงยาแล้วเอามาให้เลยดีกว่า ต้มห้ายามเหลือหนึ่งยาม กินวันละสามครั้ง ข้าจะมาเปลี่ยนยาให้ทุกสองวัน ที่สำคัญคือ คืนนี้อาจจะตัวร้อน ให้กินยาทันที ถ้าไข้ไม่ลดก็ให้กินซ้ำอีกครั้ง หากมีเหตุฉุกเฉินก็ไปหาข้าที่จวนโจวได้”
“ข้าจำได้แล้ว คืนนี้จะเฝ้าเขาเอง”
โจวหลี่ไหวพยักหน้า แต่แล้วก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง “ไม่ต้องเฝ้าหรอก เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้าไม่สบายเดี๋ยวก็เรียกเอง”
“ข้าไม่วางใจ ให้ข้าเฝ้าเถอะ”
โจวหลี่ไหวแอบมองหลิวอวิ๋นเซียง เห็นนางยังคงนิ่งเฉยไร้กังวล ก็เลยไม่ได้พูดอะไรต่อ
โจวหลี่ไหวไปปรุงยา ส่วนเหยียนมู่เรียกหยวนชิงเย่ว์เข้าไปใกล้ แล้วดึงนางมานั่งบนตัก
“แค่ทำแผลเอง ไม่ตายหรอก ร้องไห้ทำไมกัน?”
เสียงทุ้มต่ำนั้นแฝงไปด้วยรอยยิ้มแผ่วเบา ฟังแล้วชวนให้ใจสั่นระรัว
หยวนชิงเย่ว์หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที สะอื้นเบา ๆ กล่าวว่า “ข้ากลัวท่านเจ็บ”
พูดจบ นางก็เงยหน้าขึ้นมองเหยียนมู่ ดวงตาคู่สวยที่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่
เหยียนมู่ใช้หัวแม่มือเช็ดน้ำตาให้ “อย่าร้องไห้เลย ข้ารู้ว่าในใจเจ้ามีข้า ข้ายินดีนัก”
“นายท่าน ชิงเย่ว์มีเพียงท่านเท่านั้น”
“เจ้ายังไม่ได้ทานมื้อเย็นกระมัง?”
“ชิงเย่ว์ไม่หิวเจ้าค่ะ”
“เด็กดี”
หยวนชิงเย่ว์เหลือบมองหลิวอวิ๋นเซียงแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่กล้าแสดงท่าทีใดออกมา ตอบรับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไป
ยามนี้ ภายในห้องเหลือเพียงเหยียนมู่และหลิวอวิ๋นเซียงเท่านั้น
เหยียนมู่พันเสื้อคลุมตัวเองให้เรียบร้อย ตอนลุกขึ้นบาดแผลเกิดระบมจนเขาต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปนั่งพิงหมอนอิงข้างเตียงหลัวฮั่น ใบหน้าหล่อเหลาแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าเช่นเคย
เขายกยิ้มมุมปาก เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฮูหยินสามมาที่สวนกล้วยไม้ของข้าในยามวิกาลเช่นนี้ หากผู้ใดล่วงรู้เข้าคงไม่งามกระมัง?”
หลิวอวิ๋นเซียงนั่งมานานจนปวดเอว จึงยืดตัวเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปนั่งอีกฝั่งของเตียงหลัวฮั่น
“ใต้เท้าเหยียนสนใจชื่อเสียงตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
เหยียนมู่หัวเราะ “การเป็นหม้ายก็ไม่ได้มีปัญหาอันใดหรอก เพียงแต่ตอนนี้ ท่านมีสามีแล้ว ข้าแม้จะเลวทราม ไร้ยางอายเพียงใด ก็มิอาจร่วมใช้สตรีเดียวกันกับบุรุษอื่นได้กระมัง?”
หลิวอวิ๋นเซียงล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบตั๋วเงินออกมาวางตรงหน้าเหยียนมู่
เหยียนมู่หรี่ตาลงเล็กน้อย “นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“สาวใช้ของข้ามิได้เจียมตน ไปรบกวนขอโสมจากท่านมาสองราก นี่คือเงินค่าโสมที่ข้าเอามาคืนท่าน”
เขาปล่อยหลิวอวิ๋นเซียงออก แล้วเอนกายพิงหมอน ก่อนจะหัวเราะเสียงต่ำ
“ก็ได้ คนอื่นเลี้ยงลูกให้ข้า ข้าก็ไม่ขาดทุนอะไร”
หลิวอวิ๋นเซียงนึกขึ้นได้ว่าตนเองมาขอร้องเขา จึงต้องระงับความโกรธเอาไว้
“เมื่อท่านตาย ข้าจะให้ลูกมาเก็บศพให้ท่านเอง”
“ไม่มีคำพูดดี ๆ บ้างรึไง?”
หลิวอวิ๋นเซียงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย “ที่จริงคืนนี้ข้ามาหาท่านก็เพื่อขอความช่วยเหลือ”
เหยียนมู่ปรือตาลงพลางหัวเราะในลำคอ “เจ้ามาขอความช่วยเหลือจากข้า แต่กลับตบหน้าข้า?”
หลิวอวิ๋นเซียงยังรู้สึกมือชาอยู่บ้าง คงเป็นเพราะลงมือแรงไปจริง ๆ
“เช่นนั้นเรามาเจรจาต่อรองกันดีหรือไม่ ขอเพียงท่านช่วยข้าก้าวผ่านวิกฤตของร้านขายข้าวสาร ข้ายินดีมอบข้าวสารให้ท่าน”
นางรู้ดีว่าเหยียนมู่ไม่ขาดแคลนข้าวสาร จึงเอ่ยปากด้วยความไม่มั่นใจนัก
“ข้าวสารงั้นรึ เจ้าเองก็คงเหลือไม่มากแล้วกระมัง?”
“ข้าจะให้ท่านหนึ่งหมื่นตัน”
“แต่ข้ามิได้เสียเปรียบ”
“...”
เหยียนมู่เหลือบมองหลิวอวิ๋นเซียงแวบหนึ่ง ปล่อยให้นางครุ่นคิดตามสบาย จากนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบตำราเล่มหนึ่งจากชั้นวางด้านหลังขึ้นมา เป็นตำรารวมบทกลอน
เขาเปิดไปหน้าหนึ่งโดยไม่เลือก พบกับบทกลอนที่พรรณนาถึงความรักใคร่ของหญิงสาว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน