หลิวอวิ๋นเซียงเงียบไปครู่หนึ่ง “ข้าสร้างชื่อเสียงให้กับร้านหลิงอวิ๋น ต่อไปก็จะขยายกิจการให้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสมบัติของลูก ข้าตายไป เขายังต้องมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็ต้องกินต้องใช้ ในฐานะแม่ ข้าต้องวางแผนให้เขาอย่างรอบคอบ”
เหยียนมู่เงยหน้าขึ้น “เจ้าต้องตายจริง ๆ หรือ?”
“ข้าต้องให้ลูกมีชีวิตรอด”
เหยียนมู่หรี่ตาลงยิ้มเล็กน้อย “ก็ได้ ชีวิตของเจ้า เจ้าเป็นคนกำหนด ข้าไม่เกี่ยว เรื่องร้านขายข้าว ข้าจะจัดการให้เอง ต่อไป...อย่ามาที่สวนกล้วยไม้อีกเลย ข้ามิใช่พระโพธิสัตว์ ไม่ชอบทำบุญ”
“ตกลง ข้าจะจำไว้”
เมื่อกลับถึงจวนโหว หลิวอวิ๋นเซียงก็พลิกตัวไปมาทั้งคืนมิได้หลับใหล
รุ่งเช้า ครอบครัวของจวนโหวก็มารวมตัวกันหน้าห้องของนางอีกครั้ง แต่ละคนต่างก้มคอ ราวกับกลัวว่าหากเงยหน้าขึ้นมาแล้วคอจะหลุดจากบ่า
นางไม่ได้นอน อารมณ์ก็ย่อมไม่ดีนัก
“เตรียมข้าวสารไว้หรือยัง?”
ฮูหยินเฒ่าขมวดคิ้ว “ในบ้านจะมีข้าวสารได้อย่างไร?”
“ได้ อย่างน้อยก็ต้องมีสักสองสามหม้อใช่ไหม?”
เซวียซื่อพูดเสียงเบา “เจ้าเป็นคนถามเอง ทำไมไม่เตรียมเองเล่า”
หลิวอวิ๋นเซียงพยักหน้า “เช่นนั้นก็เตรียมหัวไว้เรียบร้อยแล้วกระมัง?”
เซี่ยจื่ออันขมวดคิ้ว “เจ้าอย่าได้ทำให้พวกเรายากลำบากเลย”
“พวกท่านต่างหากที่ทำให้ข้าลำบาก!”
โชคดีที่นางมิได้ฝากความหวังไว้กับคนไร้ค่าเหล่านี้ ได้ให้จื่อจินไปหาจางฉีตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
ในเมื่อฮ่องเต้มีรับสั่ง ทุกคนในจวนโหวจึงต้องขวนขวาย เมื่อมาถึงหน้าประตูเมือง บรรดาตระกูลใหญ่ต่างตั้งเตาเตรียมพร้อม กำลังทำข้าวต้มและหมั่นโถว
จางฉีทำงานได้น่าเชื่อถือจริง ๆ ข้าวต้มก็ต้มแล้ว หมั่นโถวก็อยู่ในซึ้งแล้ว
พอเห็นหม้อทั้งหมดนี้ ครอบครัวจวนโหวก็วางใจได้เสียที สามารถรักษาชีวิตไว้ได้แล้ว
เซวียซื่อเดินมาข้าง ๆ หลิวอวิ๋นเซียง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า “ได้ยินมาว่าเมื่อคืนเจ้าไปที่สวนกล้วยไม้งั้นรึ?”
“ท่านได้ยินมาจากไหนกัน?” หลิวอวิ๋นเซียงถาม
เซวียซื่อส่งเสียงหึ “เขาช่างเอาใจเจ้าเสียจริง งั้นเจ้าก็หย่ากับเจ้าสามแล้วไปคบกับเขาซะสิ”
“โอ้ เหตุใดจึงริษยาเช่นนี้?”
“เจ้า!”
“ว่ากันว่าการบำเพ็ญธรรมช่วยให้จิตใจสงบและหล่อหลอมจิตวิญญาณ หรือท่านไม่ศรัทธาพอ หรือเป็นคนแบบนี้เอง ปากก็ร้ายกาจ ใจก็ดำมืด แม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังรู้จักบุญคุณ ท่านยังต่ำกว่าเดรัจฉานเสียอีก”
คำพูดนั้นทำเอาเซวียซื่อโกรธจนพูดไม่ออก ได้แต่จ้องมองหลิวอวิ๋นเซียงเขม็ง ก่อนจะเดินไปหาเซี่ยจื่ออันแล้วกระซิบข้างหู
หลังจากนั้นเซี่ยจื่ออันก็เดินเข้ามาหาหลิวอวิ๋นเซียงด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“เมื่อคืนเจ้าไปมีความสัมพันธ์กับคนชั่วคนนั้นอีกแล้วใช่ไหม?”
หลิวอวิ๋นเซียงยิ้มจาง ๆ “ท่านดูทางนั้นสิ คนของจวนอันกั๋วกง จวนอวิ๋นโหว จวนจิ้งปั๋ว ต่างก็มองมาทางนี้ ท่านตะโกนดัง ๆ หน่อยสิ ดีที่สุดคือให้ทุกคนได้ยิน”
เซี่ยจื่ออันหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย “ไร้ยางอาย!”
หลิวอวิ๋นเซียงหรี่ลงเล็กน้อย นางพูดเสียงเบาว่า “ต่อไประวังปากเสียหน่อย มิเช่นนั้นครั้งหน้าข้าจะลวกลิ้นท่าน!”
“อย่าคิดว่าข้าไม่กล้าทำอะไรเจ้า!”
“ท่านกล้าหรือ?”
“เจ้า!”
“คนไร้ค่า!”
หมั่นโถวที่เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ ๆ ส่งควันสีขาวลอยกรุ่น กลิ่นหอมของข้าวต้มในหม้อโชยฟุ้งไปทั่ว ชาวบ้านผู้หิวโหยต่างมุงล้อมเข้ามา หากมิใช่มีทหารจากค่ายใหญ่ชานเมืองคอยคุ้มกันไว้ คงจะกรูกันเข้ามาแย่งชิงไปนานแล้ว
หลิวอวิ๋นเซียงหันกลับไปมอง เห็นคนในจวนโหวต่างพากันหลบอยู่ในเพิงไม้ กำลังกินหมั่นโถวคนละสองลูกด้วยท่าทางหิวโซ ดูแล้วน่าเวทนายิ่งกว่าชาวบ้านข้างนอกเสียอีก
คุณชายรองยังพอมีสง่าราศีอยู่บ้าง เดินวนไปรอบหนึ่งแล้วก็กลับมาพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ไม่คิดเลยว่าภัยพิบัติในเมืองหลวงจะร้ายแรงถึงเพียงนี้”
หลิวอวิ๋นเซียงไม่ได้ตอบรับคำพูดนั้น นางขลุกตัวอยู่แต่ในห้องตำราทั้งวัน ไม่สนใจเรื่องในบ้าน ไม่รับรู้เรื่องราวภายนอก ต่อไปแม้ได้เป็นขุนนางก็คงเป็นได้แค่คนเก่งแต่ทฤษฎีเท่านั้น
“อาสะใภ้สาม ข้าสังเกตดูอย่างละเอียดแล้ว บ้านทุกหลังต่างก็แค่หุงข้าวต้มกับนึ่งหมั่นโถวเท่านั้น ถ้าหากบ้านเราสามารถตุ๋นเนื้อสักหม้อ นอกจากจะช่วยให้ชาวบ้านมีแรงกายแล้ว ยังจะทำให้ทุกคนรู้ว่าจวนโหวของเรามีเมตตาที่สุด ได้รับชื่อเสียงที่ดีแล้ว ฝ่าบาทก็จะยิ่งมองจวนเราด้วยสายตาที่แตกต่าง”
หลิวอวิ๋นเซียงฟังจบก็กลอกตา “แล้วจะเอาเนื้อมาจากไหนกัน?”
“ท่านต้องมีวิธีสิขอรับ?”
“ข้าเป็นแค่หญิงตัวคนเดียว จะมีวิธีอะไรได้เล่า ไม่เหมือนคุณชายรองที่ได้ร่ำเรียนมามากมาย หัวก็ฉลาด ยังคิดแผนการดี ๆ แบบนี้ออกมาได้ ถ้าเจ้าหามาได้ก็เอาเนื้อกับผักมาให้ข้าที พอตุ๋นเสร็จแล้วอย่าลืมแบ่งไว้ให้ข้าสักถ้วย ข้าก็อยากกินเนื้อเหมือนกัน”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน