เข้าสู่ระบบผ่าน

ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน นิยาย บท 98

เขาลาดตระเวนมาถึงยังพื้นที่ของจวนจิ้งอันโหว เซี่ยจื่ออันก็รีบลุกขึ้นมาจัดระเบียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินเข้าไปทำคารวะเหยียนมู่ เขาโค้งตัวลงต่ำกว่าบรรดาขุนนางคนอื่น ๆ ด้วยท่าทางที่นอบน้อมถ่อมตนยิ่งนัก

เหยียนมู่เหลือบมองดูความคืบหน้าของงานก่อนจะหุบรอยยิ้มลง ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรถึงได้ทำให้เซี่ยจื่ออันมีสีหน้าตื่นตระหนกถึงเพียงนั้น ถ้าหากไม่มีคนอยู่ตรงนี้เยอะขนาดนี้เขาคงจะคุกเข่าลงไปแล้ว

จากนั้นเหยียนมู่ก็ขึ้นคร่อมไปบนหลังม้าแล้วก็ขี่ม้าจากออกไป มีขุนนางหลายคนชี้ไปที่เขาพร้อมกับทำท่าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเดือดดาล

หลิวอวิ๋นเซียงรู้สึกขบขันยังไงก็ไม่รู้ ในชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้เช่นกัน เหยียนมู่ทุ่มเททำงานหนักมาหลายปี แต่กลับได้รับเพียงเสียงด่าทอทั้งในยามที่ยังมีชีวิตและยามที่ตายจากโลกไปแล้วก็ตาม แม้ว่าเขาจะเคยนำกองทัพไปสู้ศึกทางเหนือ และป้องกันการรุกรานของเป่ยจินมาแล้ว หรือกระทั่งเคยสนับสนุนประมุของค์ใหม่ให้ลดภาษีและทำการฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชน แต่กลับไม่มีใครจดจำความดีของเขาได้เลย

มีเพียงแค่นางเท่านั้นที่เผากระดาษเงินกระดาษทองให้เขาช่วงเช็งเม้งทุกๆปี

ในชาตินี้รอนางจัดการทุกอย่างเรียบร้อยและทำการช่วยชีวิตผู้ชายนิสัยไม่ดีคนนี้ได้แล้ว ก็จะเปลี่ยนเป็นเขาที่เป็นฝ่ายมาเผากระดาษให้นางบ้าง

หลิวอวิ๋นเซียงเดินลงมาจากเนินเขาเองลำพัง ตอนที่กำลังจะกลับไปรอที่รถม้า สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาของใครบางคน นางจึงรีบหันไปมอง และเมื่อมองดูอย่างชัดเจนดีๆแล้วก็พบว่าเป็นชวีโม่หรานนั่นเอง

นางถือกล่องอาหารใบหนึ่งเดินลัดเลาะอ้อมไปไปยังที่แห่งหนึ่งราวกับกำลังเดินอยู่ในเขาวงกตก็ไม่ปาน

หลิวอวิ๋นเซียงมองตามไป แล้วเมื่อนางเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มตัวสูงที่สวมใส่ชุดสีขาวงาช้างก็ทำความเคารพให้ก่อนจะส่งกล่องอาหารไปให้

ชายผู้นั้นหันศีรษะกลับมาก็เผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาโดดเด่นดุจดังเทพบุตร ราวกับเทพเซียนที่ดื่มน้ำค้างจากกล้วยไม้ในยามเช้า และลิ้มรสดอกเบญจมาศในยามเย็นมาก็ไม่ปาน

สีหน้าของเขานิ่งเรียบ ไม่แสดงความทุกข์หรือความสุขใดๆออกมา ราวกับว่าทุกสิ่งในโลกไม่มีสิ่งใดที่สามารถทำให้จิตใจของเขาสั่นไหวได้เลย

หลิวอวิ๋นเซียงตกใจอย่างมาก นางไม่คิดว่าชวีโม่หรานจะไปเป็นอนุให้กับเขาคนนี้

เสิ่นฉั่งโจว ขุนนางที่หนุ่มที่สุดในกรมตุลาการ และเป็นผู้ที่ใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและโหดเหี้ยม เขากับเหยียนมู่มีชื่อเสียงในด้านความชั่วร้ายเหมือนกัน และทั้งสองคนยังเป็นคู่ปรับตลอดกาลกันอีกด้วย

แต่ถึงแม้ว่าเสิ่นฉั่งโจวผู้นี้จะมือเปื้อนไปด้วยเลือด แต่เขากลับชอบสวดมนต์ไหว้พระ และมักจะสวมใส่ลูกประคำที่ข้อมือเสมอ

มีข่าวลือกันว่า เขาเพื่อที่จะทำตัวเองให้บริสุทธิ์ทางกายทางใจ จึงประพฤติตัวไม่ละโมบโลภมาก ไม่ลุ่มหลงกับสิ่งอื่น ไม่เกิดโทสะ และละเว้นจากเหล้า ละเว้นจากความหลงผิด ละเว้นจากกามทั้งปวง แต่ทว่ากลับไม่ละเว้นที่จะฆ่าคน

แต่การละเว้นจากกามนี่มัน...

หลิวอวิ๋นเซียงถอนหายใจออกมา ในชาติที่แล้วนางมีความทรงจำเกี่ยวกับเสิ่นฉั่งโจวเหลืออยู่เล็กน้อยเท่านั้น รู้เพียงว่าสุดท้ายแล้วเขาก็ออกบวชไปจนได้

แต่เหตุผลที่แท้จริงเพราะอะไรนั่น นางก็พยายามคิดอย่าหนักแล้ว แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ในตอนนี้

นางส่ายหัวเบา ๆ และเป็นเพราะว่าเหลิวอวิ๋นเซียงนึกถึงเรื่องเมื่อชาติอดีตมากไป จึงทำให้นางรู้สึกเวียนหัวขึ้นมาชั่วขณะ

รู้เรื่องมากไปก็ใช่ว่าจะเรื่องที่ดีนัก สมองจะเหนื่อยเกินไปเปล่าๆ

นางเดินกลับมายังหน้ารถม้า และคิดว่าจะเข้าไปรออยู่ข้างในรถ แต่ก็รู้สึกว่าอึดอัดเกินไป พอได้ยินเสียงของน้ำที่กำลังไหลอยู่จึงคิดว่าน่าจะมีลำธารอยู่ใกล้ๆ นางจึงเดินตามเสียงของน้ำเข้าไปในป่า

เมื่อเดินผ่านป่าไป ก็พบว่ามีลำธารเล็กๆ อยู่จริงๆและยังมีน้ำตกอีกด้วย

นางหาก้อนหินก้อนหนึ่งเพื่อนั่งลง เพิ่งจะรู้สึกผ่อนคลายได้ครู่หนึ่งก็หันไปเห็นเหยียนมู่กำลังพิงอยู่ที่หินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งและในมือก็ถือไหเหล้าเอาไว้ เขากำลังมองมาที่นางด้วยสายตาที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้มออกมา

เสียอารมณ์ที่สุด!

หลิวอวิ๋นเซียงหันหลังหนีแล้วพยายามลุกขึ้น แต่กลับรู้สึกว่าท้องน้อยของนางรู้สึกไม่สบายขึ้นมา จึงต้องนั่งพักนิ่งๆต่อก่อน

“ข้าเพิ่งรู้ว่าสามีของเจ้าที่เพิ่งฟื้นคืนชีพมาคนนั้น กลับมาพร้อมกับครอบครัวใหม่อีกครอบครัวหนึ่ง” พอเขาพูดจบ เหยียนมู่ก็หัวเราะเยาะออกมา “เห็นเขาอยู่กับหญิงอื่นพลอดรักกันอย่างรักใคร่ คงจะรู้สึกไม่สบายใจกระมัง?”

เหยียนมู่ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ตะโกนออกไปในป่า

ผ่านไปครู่หนึ่ง ชวีโม่หรานก็รีบมาตรวจอาการให้ จากนั้นหน้าตาของนางก็เปลี่ยนไปเคร่งเครียดขึ้นมา

“ต้องรีบลดความดันโลหิตลงและขับพิษออกจากร่างกายโดยเร็วที่สุด”

เหยียนมู่ก้มลงมองหลิวอวิ๋นเซียงเล็กน้อย และก็เห็นว่านางกำลังจะหมดสติแล้ว และซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนเข้าด้วยอาการที่สั่นเทา

“ถ้าเช่นนั้นก็รีบทำเร็วเข้าเถอะ!”

ชวีโม่หรานมองไปรอบ ๆ บริเวณ จากนั้นก็ชี้ไปที่แอ่งน้ำลึกที่อยู่ไม่ไกลนัก “พวกเราไปตรงนั้นกันเถอะ!”

เหยียนมู่สั่งให้องครักษ์เงาคอยเฝ้าระวังโดยรอบเอาไว้ จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าของหลิวอวิ๋นเซียงออก และพานางลงไปแช่น้ำด้วยกัน ให้นางพิงตัวเขาเอาไว้เพื่อเป็นการพยุงตัว ในขณะเดียวกันก็ทำการส่งพลังภายในเข้าสู่ร่างของนาง

“ข้าอยู่นี่”

นางเกาะแขนเขาเอาไว้แน่นและเอาตัวพาดเขาเอาไว้

ชวีโม่หรานพยักหน้าให้เหยียนมู่เล็กน้อย จากนั้นเหยียนมู่ก็โอบกอดร่างของหลิวอวิ๋นเซียงและหมุนตัวนาง เพื่อทำให้หลังของนางหันไปทางชวีโม่หราน

ชวีโม่หรานเอาใบมีดที่เผาด้วยไฟมาผ่าลงที่หลังของหลิวอวิ๋นเซียงเป็นรูปกากบาท

พอแทงมีดลงไปเลือดก็ไหลนองออกมา

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน