หัวเราะเสร็จสรรพ มนตรีก็เอ่ยปากกล่าวว่า:
“ลูกคือเหตุผลที่ดีที่สุดในการคืนดีของพวกคุณ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง เธออดทนอดกลั้นมาแปดปี แปดปีเต็ม ๆ นะ ไม่ใช่หนึ่งเดือน สองเดือน และไม่ใช่ปีสองปี”
“เพราะหวังอยากให้ลูกเติบโตอย่างมีความสุข เพื่อให้ลูกมีครอบครัวสมบูรณ์แบบ เธอใช้ชีวิตวัยสาวของตัวเองแปดปี.......”
พูดมาถึงจุดนี้ เขาหยุดชั่วครู่ ก่อนจะจ้องไปยังอาคิระที่อยู่ตรงหน้า
ซึ่งสีหน้าอาคิระดูไม่ได้เลย ใบหน้ามืดครึ้ม แววตาเฉียบคม
ริมฝีปากบางของอาคิระยิ่งเม้มไว้แน่นขนัด เผยความไม่พึงพอใจอย่างเด่นชัด
มนตรีกล่าวต่อไปว่า:
“แม้ชีวิตคู่นี้เธอไม่เคยได้รับความสุขและความเอาใจใส่ เธอก็อายุเข้าสามสิบปีแล้ว ผู้หญิงคนหนึ่งมีแปดปีได้กี่ครั้ง เป็นสาวได้กี่หน?”
“ถ้าลูกยังเล็ก เหินเดินไม่ได้ จึงจำเป็นต้องได้รับความรักและความทะนุถนอมจากมารดา ตอนนั้นเธอจึงไม่ยอมหย่า”
“ปีนี้หมีพูลอายุแปดขวบแล้ว เขาเริ่มรู้ความ บางครั้งก็เหมือนผู้ใหญ่เสียด้วยซ้ำ หรือบางครั้งจะมีวุฒิภาวะกว่าผู้ใหญ่อีก
“ถ้าให้เลือกระหว่างมีครอบครัวสมบูรณ์แบบจึงต้องฝืนใจแต่งงานกับความสุขของแม่ เขาต้องเลือกอย่างหลังแน่นอน”
อาคิระหรี่ตาต้องมองมนตรีด้วยการขมวดคิ้วแน่นเป็นปม
“พูดราวกับความคุณรู้ดีเรื่องความรักอย่างนั้นแหละ เรื่องของผมกับเธอ คนนอกไม่มีสิทธิ์มายุ่ง”
“ฝืนแต่งงานเพราะอยากให้ครอบครัวสมบูรณ์แบบ คิกคิก ตลกชะมัด เธอรักผม มันจะเรียกว่าฝืนใจได้ยังไง?”
มนตรีกลับหัวเราะเบา ๆ“ผมต้องขอเตือนคุณอาคิระหนึ่งประโยคนะครับ ก่อนหน้านี้เธออาจจะรักคุณมาก แต่ตอนนี้เธอไม่รักคุณแล้ว ไม่งั้นคุณไม่มีท่าทีเช่นนี้กับคุณ ถูกไหม?”
ประโยคนี้พูดแทงใจดำถึงขีดสุด
ชั่วพริบตา อาคิระก็หน้าถอดสี
หัวใจดั่งโดนก้อนหินปาใส่อย่างจัง
ต่อด้วยบันดาลโทสะขึ้นมา เขาตะเบ็งเสียงเกรี้ยวกราด“เธอก็แค่โกรธผม ถ้าหายโกรธแล้วพวกเราก็จะดีกันเหมือนเดิม”
เขากำลังข่มกลั้นความรู้สึกอยากชกหน้าอีกฝ่ายไว้
แต่ไหนแต่ไรเขาเกลียดคนประเภทที่คิดว่าตัวเองถูกที่สุด
“คุณอาคิระกำลังหลอกผมหรือกำลังหลอกตัวเองอยู่เหรอ? คุณคิดว่าเธอยังยกโทษให้คุณอีกหรือ?” มนตรีเหยียดยิ้มเย้ยหยัน ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนั้น
“หุบปากซะ ถ้าไม่อยากโดนกระทืบ”
นัยน์ตาอาคิระกลายเป็นมืดครึ้มดุดันในบัดดล
กระทั่งมือข้างลำตัวยังส่งเสียงกำหมัดแน่นได้เด่นชัด คล้ายกับความอดทนเกือบถึงขีดจำกัดแล้ว
มนตรีกลับไม่รู้จักบันยะบันยัง “ตอนนี้โกรธแล้วเหรอ?”
เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน นัยน์ตาฉายแสงพิฆาตออกมา
สุดท้ายก็หมดความอดทน อาคิระเดินย่างสามขุมเข้าไปคว้าคอเสื้อของมนตรีไว้ ทำท่าจะชกต่อยกันแล้ว
หลังจากกลับจากหุบเขา พนาวันรู้สึกเวียนหัว แสบร้อนบริเวณท้อง คล้ายกับจะสลบเหมือดได้ทุกเมื่อ
และไม่มีเวลาไปตรวจที่โรงพยาบาลเลย
อากาศที่หุบเขาหนาวเหน็บ บวกกับอยู่ในถ้ำหนึ่งคืนเต็ม ๆ ความหนาวและความชื้นจึงทำให้เธอเป็นหวัดอย่างไม่ต้องสงสัย
ตอนนี้พวกเขาสองคนยังทะเลาะวิวาทไม่หยุด จึงยิ่งรู้สึกปวดหัวมากขึ้น
“ฉันปวดหัวมาก ไม่ค่อยสบาย อยากพักผ่อน พวกคุณออกไปได้ไหม?”
พนาวันไม่อาจทนฟังเสียงเอะอะโวยวายได้ จึงเอ่ยปากพูดเช่นนี้
ได้ยินดังนี้ มนตรีถามด้วยความเป็นห่วง“ไปโรงพยาบาลกันเถอะ รอผมจอดอยู่ข้างล่าง ผมพาคุณไป”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันคิดว่าน่าจะเหนื่อยเกินไป ดังนั้นวันนี้ฉันต้อนรับพวกคุณไม่ได้แล้ว”
พนาวันทนความเจ็บปวดไว้ จากนั้นก็ปฏิเสธทางอ้อม
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ครูเจ้าเสน่ห์คนนี้ประธานจอง