อันที่จริงเขาก็อับจนหนทางแล้วเช่นกัน ทางคุณท่านต่างหากที่ติดต่อกับคุณนายได้ เพียงแต่น่าเสียดายที่ประธานฟู่คว้ามาไม่ได้
ช่วงเช้ามีผู้จัดการถือแผนงานผลิตภัณฑ์เข้ามาหาฟู่อี้ชวน ทว่าพอพูดคุยกันได้พักหนึ่ง ถึงรู้ตัวว่าประธานฟู่มีอาการใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทั้งยังตาบวมแดง จึงมีแต่ต้องออกไปก่อน
“ผู้ช่วยหลี่ คุณรู้ไหมว่าประธานฟู่เป็นอะไรไป?” ผู้จัดการเอ่ยถามหลี่หยวนที่อยู่ในออฟฟิศผู้ช่วย
“เอ่อ อกหักละมั้ง” หลี่หยวนเงยหน้าขึ้นจากคอมพิวเตอร์ แล้วตอบไปโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นก็รู้ว่าที่ตัวเองพูดออกไปนั้นไม่ค่อยพูดต้องเท่าไร เพราะคุณนายกับประธานฟู่แต่งงานกันแล้ว ไม่ได้เป็นแฟนกัน ดังนั้นก็น่าจะเป็น...
ใช่แล้ว รักพัง
เฮ้อ ผู้ชายที่เพิ่งหย่าร้างมามักเลี่ยงอาการซึมเซาและความรู้สึกพังไม่เป็นท่าไม่ได้ แถมประธานฟู่ก็เป็นคนทำพังด้วยน้ำมือตัวเองด้วย หลี่หยวนมีแต่ส่ายหน้าและถอนหายใจให้กับเรื่องนี้
ผู้ช่วยคนอื่น ๆ ได้ยินคำพูดนี้แล้วก็ชะงักค้างระคนตกใจ ผู้จัดการเองก็เผยสีหน้าประหลาดใจ ได้แต่พึมพำออกมาว่า
“นายช่วยไปปลอบหน่อยสิ ไม่งั้นได้กระทบต่อความคืบหน้าของงานเกินไปแน่”
หลี่หยวนยิ้มอ่อนพลางพยักหน้าเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วเขาไม่มีวิธีเลยสักวิธีเดียว
วันนั้น กลุ่มซุบซิบของพนักงานในบริษัทกลุ่มเล็ก ๆ ก็แทบจะระเบิด ทุกคนต่างพากันพูดคุยเรื่องที่ประธานฟู่เลิกรากับนางแบบโนเนมคนนั้น
กลางวัน ถึงเวลาพักแล้ว
ทางซูมั่วนั้น ผ่านการทำงานง่าย ๆ ที่ได้รับมอบหมายเมื่อช่วงเช้า และทำความรู้จักสนิทสนมกับเพื่อนร่วมงานทั้งสองสามคนเป็นที่เรียบร้อย และนัดว่าจะไปกินข้าวที่โรงอาหารของบริษัทด้วยกัน
“ซูมั่ว ไปเถอะ ไปกินข้าวกัน” โจวจิ่งอันปรากฏตัวอยู่ที่หน้าประตูฝ่ายออกแบบ เขากวักมือพลางเรียกคน
ชั่วพริบตานั้น พนักงานในกลุ่มต่าง ๆ พากันมองไปทางเจ้านายกับพนักงานใหม่ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและคาดเดาด้วยความสงสัย
ซูมั่วสัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาจากทั่วสารทิศ แล้วหันไปบอกกับเพื่อนร่วมงานอีกสองคนว่า “ขอโทษนะ พรุ่งนี้พวกเราค่อยนัดไปกินข้าวด้วยกันใหม่นะ”
พูดจบเธอก็ตามโจวจิ่งอันออกไปด้วยกัน ซึ่งเธอก็ก้าวเดินเร็วขึ้นเล็กน้อย
“เธอชื่อซูมั่วใช่ไหม? เป็นอะไรกับประธานโจวกันนะ?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: นับเวลาสามสิบวัน ฉันจะเป็นอิสระ