ฉินหลิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับแทบอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงไปชั่วครู่ ขนมของอวิ๋นฟางจ้ายไม่ใช่ของที่มีเงินแล้วจะซื้อได้ง่ายๆ นับประสาอะไรกับการที่มีอยู่หลากหลายชนิดเช่นนี้ในคราวเดียว
แต่ซื่อเม่ยของนางกลับนำขนมเหล่านี้มามอบให้ตวนมู่สวี่ชิงทั้งหมด โดยไม่คิดจะแบ่งให้พี่น้องของตนเองเลยสักชิ้น น่าขัดใจจริงๆ
ขนมที่แพงที่สุด อร่อยที่สุด และหายากที่สุด? ตวนมู่สวี่ชิงค้นหาความทรงจำอยู่ครู่หนึ่ง นางคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินเกี่ยวกับร้านขนมนี้มาก่อน เมื่อก่อนพี่ใหญ่กับพี่รองเคยซื้อมาให้ชิมอยู่หนึ่งถึงสองครั้ง
นางหยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างไม่รีรอ กัดเข้าไปคำโต “อืม รสชาติดีจริงๆ”
แต่แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับเครปทุเรียนหรือทีรามิสุที่นางเคยกินมาก่อนนั้น ยังห่างไกลกันนัก
“อร่อยใช่ไหม? ข้าไม่ได้โกหกเจ้าใช่หรือไม่?” ฉินเหมี่ยวยิ้มกว้าง พลางเลื่อนตะกร้าขนมเข้าไปใกล้ตวนมู่สวี่ชิง “ถ้าอร่อยก็กินเยอะๆ นี่ยังมีอีก ลองชิมอันนี้ด้วย”
เอ่อ นางเพิ่งจะกินข้าวอิ่มมาแท้ๆ อีกอย่างนางเป็น ‘บุรุษ’ ทั้งที จะมัวโปรดปรานขนมหวานเลี่ยนๆ แบบนี้ ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่กระมัง?
ตวนมู่สวี่ชิงปัดมือเบา ๆ ก่อนจะหยิบฝาครอบไม้ไผ่มาปิดตะกร้าลงพร้อมกับกล่าวว่า “ข้าลองชิมนิดหน่อยก็พอแล้ว อย่างไรเสียขนมนี้ก็หายากนัก ควรเก็บไว้รอท่านอ๋องกลับมา ให้ท่านได้ลองลิ้มรสด้วย”
“ท่านอ๋องโปรดของหวานหรือ?” ฉินหลิงที่ตั้งแต่ต้นเอาแต่แสดงท่าทางรังเกียจและเงียบขรึมมาตลอด ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ท่านอ๋อง’ กลับกระตือรือร้นขึ้นมาในพริบตา
ตวนมู่สวี่ชิงถึงกับพูดไม่ออก ท่านอ๋องโปรดของหวานหรือไม่นั้น นางเองก็ไม่รู้เหมือนกัน?
แต่ไม่เป็นไร คิดเสียว่าท่านอ๋องโปรดก็แล้วกัน “ท่านอ๋องประจำอยู่ชายแดนมานาน ร่วมกินอยู่กับเหล่าทหารมาตลอด คงมิใช่ผู้เลือกกินแน่ อีกทั้งขนมเหล่านี้หาได้ยาก สมควรแบ่งไว้ให้ท่านอ๋องลิ้มลองด้วย”
ฉินหลิงรู้สึกว่าคำพูดนี้ถูกต้องที่สุด “ซื่อเม่ย ในเมื่อคุณชายสวี่ชิงบอกให้เก็บไว้ถวายท่านอ๋อง เช่นนั้นก็เก็บไว้เถิด อย่างไรเสียก็ถือเป็นน้ำใจจากพวกเราสองพี่น้อง”
ตวนมู่สวี่ชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อครู่ฉินเหมี่ยวเพิ่งบอกว่านางเป็นคนพาสาวใช้ไปซื้อขนมมาอย่างยากลำบาก แต่พอจะถวายให้ท่านอ๋อง กลับกลายเป็น ‘น้ำใจจากพวกเราสองพี่น้อง’ ไปเสียแล้วหรือ?
แต่ฉินเหมี่ยวที่นิสัยตรงไปตรงมา ก็ดูเหมือนจะไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าพี่สามของตนนั้นเจ้าเล่ห์เพียงใด
“ก็ได้ ถ้าหากพี่ชายกลับมา เจ้าก็เก็บไว้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งให้คนส่งไปให้เขาเถิด!” ฉินเหมี่ยวกล่าวอย่างใจกว้าง
“ตกลง!” ตวนมู่สวี่ชิงยิ้มรับ แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจเตือนนางให้ระวังพี่สาวของตัวเองจะมาฉวยโอกาสเอาหน้า
นางนึกว่าเรื่องราวจบลงเพียงเท่านี้แล้ว แต่ไม่คิดว่าฉินเหมี่ยวจะหยิบกล่องไม้เล็กๆ ออกมาอย่างกับเล่นกล “สวี่ชิง คราวก่อนเจ้าบอกว่า ข้าไปอยู่ชายแดนถูกแดดเผาจนผิวคล้ำ อีกทั้งยังมีผื่นขึ้นบนใบหน้า หากใช้ไข่มุกชั้นดีบดเป็นผงเป็นตัวยาก็จะสามารถรักษาได้ ข้าหามาได้ตั้งมากมาย เจ้าดูสิ พอหรือไม่?”
ฉินเหมี่ยวอยากชวนตวนมู่สวี่ชิงไปทานข้าวด้วยกัน แต่พ่อบ้านไอเบา ๆ สองครั้งก่อนกล่าวว่า บุรุษและสตรีเมื่ออายุครบเจ็ดปีต้องแยกที่นั่งกัน
ตวนมู่สวี่ชิงยิ้มบาง ๆ ก่อนบอกว่าตนทานเรียบร้อยแล้วและไม่รู้สึกหิว พร้อมเร่งให้คุณหนูทั้งสองรีบไปทานอาหาร หากมีเรื่องใดต้องการ ก็สามารถแจ้งพ่อบ้านได้ตลอดเวลา
ตวนมู่สวี่ชิงรักษารอยยิ้มที่ดูเหมาะสมไว้ตลอด แต่ในใจกลับรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน นางเพียงต้องการรีบส่งคุณหนูทั้งสองออกไปให้เร็วที่สุด แล้วกลับไปพักผ่อนเสียที
แต่ใครจะคิดว่า หลังจากพวกนางกินข้าวเสร็จแล้วก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้ยังจะลากนางไปล่องเรือเก็บเม็ดบัวที่สระบัวอีกด้วย
ให้ตายเถอะ อากาศร้อนขนาดนี้ พวกเจ้ามั่นใจหรือว่าจะไปล่องเรือเก็บเม็ดบัวจริงๆ ไม่ใช่ไปทอดตัวให้แดดเผาจนกลายเป็นน้ำมัน?
ตวนมู่สวี่ชิงอยากปฏิเสธให้รู้แล้วรู้รอด แต่สุดท้ายนางก็กลั้นใจอดทนไว้ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบว่า “คุณหนูสี่ ดูเถิด เวลานี้แสงแดดแผดเผารุนแรงเช่นนี้ หากออกไปข้างนอก เกรงว่าอาจโดนแดดเผาจนผิวคล้ำได้”
ฉินเหมี่ยวยิ้มกว้าง ก่อนจะชี้ไปที่สาวใช้ด้านหลังซึ่งกำลังถือสิ่งของบางอย่างอยู่ “พวกเรามีหมวกคลุมหน้า อีกอย่างพ่อบ้านก็จัดเตรียมเรือกระท่อมไว้เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวเจ้าก็รับหน้าที่พายเรือไป ข้ากับพี่สามจะเข้าไปนั่งหลบแดดอยู่ใต้หลังคาเรือเอง”
ตวนมู่สวี่ชิงแทบสำลักน้ำลายตัวเอง ให้ตายเถอะ ข้านี่กลายเป็นอะไรไปแล้ว? เป็นแมลงสาบทนแดดที่ไม่มีวันถูกเผาตายหรืออย่างไร?

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พลิกชะตา ล่าหัวใจแม่ทัพ
เรื่องอื่นซื้อตอนอ่สนได้ปกติ ทำไม error อยู่เรื่องเดียว ช่วยตรวจสอบด้วยค่ะ สงสารผู้แต่งนะ ลงคอนแต่ขายไม่ได้...
เบื่อระบบ มีเหรียญแต่กดซื้อตอนไม่ได้ ค้างคามากๆ error มานานแล้วค่ะ...
กดจ่ายเหรียญ แต่ขึ้น error ค่ะ...
ทำไมกดจ่ายเหรัยญ แล้ว error...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...