เข้าสู่ระบบผ่าน

ผู้พิทักษ์รัตติกาลแห่งต้าฟ่ง นิยาย บท 799

บทที่ 799 ฝันเห็นเทพเจ้ากู่

“ตามข้ามา!”

สวี่ชีอันไม่ได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ของน้องสาว แต่ถึงแม้จะสังเกตเห็นก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่

เขาพาสวี่หยวนซวงและสวี่หยวนไหวเข้าไปทางประตูใหญ่ของจวน เดินผ่านโถงด้านหน้าและโถงทางเดิน จากนั้นก็ตรงไปยังเรือนด้านหลังที่ครอบครัวอาศัยอยู่

ในโถงด้านในอันกว้างขวาง นอกจากสวี่ผิงจื้อที่ไปปฏิบัติหน้าที่ คนทั้งครอบครัวก็ล้วนอยู่กับพร้อมหน้า

สวี่เอ้อร์หลางเดิมทีต้องไปทำงานที่สำนักบัณฑิตฮั่นหลิน แต่เนื่องจากเมื่อวานสวี่ชีอันบอกไว้แล้วว่าวันนี้จะพาน้องชายและน้องสาวกลับมาบ้าน ดังนั้นเอ้อร์หลางจึงลางานเพื่อรอพบหน้าญาติผู้น้องทั้งสองอยู่ที่บ้าน

ผู้ที่นั่งตำแหน่งประธานทั้งสองที่คืออาสะใภ้และมารดา

ที่นั่งฝั่งอาสะใภ้มีสวี่ซินเหนียนและสวี่หลิงเยวี่ย รวมถึงมู่หนานจือ

ที่นั่งฝั่งมารดาจีไป๋ฉิงนั้นว่างเปล่า ยังไม่มีคนนั่ง

เมื่อเห็นสวี่ชีอันนำสองพี่น้องเข้ามาในโถงใหญ่ อาสะใภ้ก็เม้มริมฝีปาก พยายามอย่างหนักที่จะไม่กลอกตามองบน

นางอนุญาตให้เจ้าเด็กหน้าเหม็นสองคนนี้เข้ามาในจวนเพราะเห็นแก่หน้าบนพี่สะใภ้และหลานชายเท่านั้น

หลังจากที่สวี่หลิงเยวี่ยพูดยุยงคราวที่แล้ว อาสะใภ้ก็มีอคติกับสองพี่น้องสวี่หยวนไหวและสวี่หยวนซวงมาก

สวี่ซินเหนียนและสวี่หลิงเยวี่ยมีความคิดในใจล้ำลึก แต่ไม่แสดงออกมาทางสีหน้า

“ท่านแม่!”

เมื่อพบหน้ามารดา สวี่หยวนซวงก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที

สีหน้าเคร่งเครียดของสวี่หยวนไหวผ่อนคลายลง

จีไป๋ฉิงเมื่อเห็นบุตรธิดาของตนมารวมตัวกันพร้อมหน้าในที่สุด ขอบตาของนางก็แดงก่ำและเผยรอยยิ้มขมขื่นทว่าเปี่ยมสุขออกมา

“มาพบอาสะใภ้ของพวกเจ้าสองคนสิ”

นางทำตัวเป็น ‘คนนอก’ มาโดยตลอด มองว่าอาสะใภ้คือนายหญิงใหญ่ของบ้านสกุลสวี่และรู้จักหนักเบาดีเป็นอย่างยิ่ง ทั้งไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกต่อต้านและไม่ทำให้ใครเอาไปนินทาได้

แน่นอนว่าอาสะใภ้มองกลเม็ดเล็กๆ แบบนี้ไม่ออกอยู่แล้ว นางเพียงแค่รู้สึกตามสัญชาตญาณว่าสะใภ้ใหญ่ยังคงอ่อนโยนเปี่ยมน้ำใจเช่นในสมัยก่อนและเข้ากับคนได้ดีเหมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิ

“หยวนซวงคารวะท่านอาสะใภ้!”

สวี่หยวนซวงเอ่ยทักทายอย่างว่านอนสอนง่าย ใบหน้าสวยสดเย็นชาประดับแต้มด้วยรอยยิ้ม

“คารวะอาสะใภ้”

คำทักทายของสวี่หยวนไหวดูแข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด

“อืม!”

อาสะใภ้พยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่เอ่ยวาจารับคำทักทายใดๆ

ตอนแรกนางก็อยากจะเอ่ยพูดสักสองสามประโยคเพื่อแสดงอำนาจ แต่เมื่อเห็นท่าทางกลั้นน้ำตาของสะใภ้ใหญ่ ใจก็อ่อนยวบลง

จีไป๋ฉิงรีบเอ่ยพูด

“ต่อไปพวกเจ้าก็อาศัยอยู่ในจวนเถอะ พี่ใหญ่ของพวกเจ้าจัดที่ทางไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวแม่จะพาพวกเจ้าไป”

สวี่เอ้อร์หลางขมวดคิ้วมุ่นแล้วหันหน้าไปมองสวี่หลิงเยวี่ย

สวี่หลิงเยวี่ยลุกขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางๆ นางตรงไปหาสวี่หยวนซวงพลางเอ่ยพูดไปด้วย

“ไม่ลำบากท่านป้าสะใภ้หรอกเจ้าค่ะ เรื่องเล็กๆ พวกนี้ให้หลิงเยวี่ยทำแทนเถิดเจ้าค่ะ”

ขณะเอ่ยพูด สวี่หลิงเยวี่ยก็ดึงมือของสวี่หยวนซวงขึ้นพร้อมแย้มยิ้มเป็นมิตรออกมา

“พี่หยวนซวง ได้ยินชื่อเสียงยิ่งใหญ่ของพี่มานานแล้ว วันนี้ได้เจอหน้าก็ช่างไม่ธรรมดาอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย แล้วก็น้องหยวนไหว ช่างเป็นคนมีความสามารถอย่างที่พี่ใหญ่พูดเอาไว้จริงๆ อีกทั้งพรสวรรค์ก็ยังยอดเยี่ยมยิ่งนัก”

สวี่ซินเหนียนส่ายหน้าแล้วหัวเราะ

“หลิงเยวี่ย คนบ้านเดียวกันก็ไม่ต้องเอ่ยคำพูดเกรงใจอันใดหรอก เจ้าน่ะไม่ออกนอกประตูใหญ่ ไม่ล่วงข้ามประตูสอง[1] แล้วเอาอันใดมาพูดว่าได้ยินชื่อเสียงยิ่งใหญ่มานานอย่างนั้นกัน”

สวี่หลิงเยวี่ยหันไปเอ่ยด้วยท่าทางขุ่นๆ

“พี่รองกำลังว่าร้ายคนอื่น พี่ใหญ่เคยพูดไว้แล้วนี่นาว่าพี่หยวนซวงกับน้องหยวนไหวนั้น คนหนึ่งเป็นโหร อีกคนเป็นจอมยุทธ์ คราที่แสดงฝีมือในยงโจวนั้นก็เกือบทำให้พี่ใหญ่เสียเปรียบอย่างหนักด้วยซ้ำ ดีที่พี่ใหญ่นั้นเป็นยอดอัจฉริยะหาตัวจับยาก บัดนี้จึงเป็นจอมยุทธ์ขั้นหนึ่ง เช่นนั้นพี่รองบอกหน่อยสิว่า พี่หยวนซวงกับน้องหยวนไหวไม่สมกับคำที่น้องกล่าวว่า ‘ได้ยินชื่อเสียงยิ่งใหญ่มานาน’ หรอกหรือ?”

สวี่ซินเหนียนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า

“ช่างเป็นอัจฉริยะมากความสามารถจริงๆ แต่เอ๋ ได้ยินว่าหยวนไหวใกล้จะถึงขั้นสี่แล้วนี่นา น่าละอายๆ”

สวี่หยวนซวงกระอักกระอ่วนจนยืนตัวแข็งอยู่กับที่ ฉับพลันนั้นก็ไม่รู้ว่าควรตอบรับด้วยสีหน้าเช่นไรดี

สวี่หยวนไหวก้มหน้าลงเล็กน้อยและยิ่งรู้สึกอับอายเข้าไปอีก

นี่กำลังเปิดเผยเรื่องที่พวกเขาเคยต่อกรกับสวี่ชีอันออกมาอย่างหมดเปลือกชัดๆ

ก่อนหน้านี้เคยติดตามพวกจีเสวียนไปต่อกรกับสวี่ชีอัน แต่ตอนนี้อวิ๋นโจวไม่มีแล้ว ทั้งยังต้องแบกหน้ากลับมาพึ่งพิงอีกด้วย…คนที่เคยมีหน้ามีตาก็รู้สึกอึดอัดอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนีได้อยู่แล้ว

สีหน้าของจีไป๋ฉิงกระอักกระอ่วน นางฝืนยิ้มออกมา

“หยวนซวงกับหยวนไหวไม่รู้เรื่องรู้ราว ก่อนหน้านี้จึงทำเรื่องไม่ถูกต้องไปมาก”

สวี่หลิงเยวี่ยเอ่ยเสียงอ่อนโยน

“เพียงขอโทษก็พอแล้วเจ้าค่ะ”

มู่หนานจืออุ้มลูกจิ้งจอกในอ้อมกอดแล้วมองดูละครเอาสนุก

นางย่อมมองออกว่าสวี่หลิงเยวี่ยกำลังแสดงอำนาจต่อพี่น้องตัวร้ายอยู่ ในขณะที่ดูละครอย่างสนุกสนานก็รู้สึกสับสน เพราะในภาพจำของนาง สวี่หลิงเยวี่ยไม่น่าจะแข็งกร้าวเช่นนี้นี่นา

‘อืม สวี่เอ้อร์หลางน่าจะเป็นคนสั่งสอนนางกระมัง เอ้อร์หลางเป็นปัญญาชน เขาย่อมเชี่ยวชาญกลอุบายปากหวานก้นเปรี้ยวเช่นนี้ที่สุดแล้ว…’ มู่หนานจือวิเคราะห์อยู่ในใจ

สวี่ชีอันกวาดตามองสวี่หยวนซวงและสวี่หยวนไหวที่ใบหน้าแดงก่ำในทันใด จึงออกหน้าเอ่ยเสียงเรียบ

“พวกเจ้าสองคนไปอาบน้ำอาบท่าแล้วเปลี่ยนไปสวมชุดสะอาดๆ ก่อนเถอะ”

สวี่หลิงเยวี่ยเหลือบมองพี่ใหญ่อย่างคับแค้นใจแล้วเอ่ยต่อ

“ข้าจะพาพวกเจ้าไปเอง”

ที่พักของสวี่หยวนซวงและสวี่หยวนไหวถูกจัดให้อยู่ในเรือนใกล้กัน แต่ไม่ได้อยู่ที่เดียวกันกับพวกเขา

จีไป๋ฉิงไหนเลยจะปล่อยให้สวี่หลิงเยวี่ยรังแกบุตรของตนต่อไป จึงรีบเอ่ยพูดว่า

“ไม่จำเป็นหรอก ข้าจะพาพวกเขาไปเอง”

จากนั้นก็หันไปเอ่ยกับสวี่ชีอัน

“หนิงเยี่ยน มากินมื้อเย็นกับแม่นะ…มากินข้าวกับทางนี้เถอะ ข้าจะทำอาหารอวิ๋นโจวให้เจ้า”

นางเกิดความขัดแย้งในใจ ทั้งอยากใกล้ชิดลูกชายคนโต แต่ก็ไม่กล้าเข้าใกล้นัก

หลักๆ เป็นเพราะสวี่ชีอันยังไม่เคยเรียกนางว่าแม่

นางจึงไม่กล้าเรียกตัวเองว่าแม่

สวี่ชีอันพยักหน้า

“ได้”

เมื่อมองส่งมารดาพาน้องชายน้องสาวออกไปแล้ว สวี่ชีอันก็หันหน้ามามองเจ้าน้องชายตัวดีแล้วเอ่ย

“ไปห้องหนังสือหน่อย ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า”

สองพี่น้องมาที่ห้องหนังสือของสวี่ชีอัน หลังจากปิดประตูแล้วสวี่ชีอันก็พูดขึ้น

“พรุ่งนี้เจ้าลองเขียนฎีกาถามว่าฝ่าบาทต้องการตั้งโหราจารย์คนใหม่หรือไม่ ลูกศิษย์พวกนั้นของท่านโหราจารย์กำลังแย่งตำแหน่งนี้กันอยู่”

เขาเล่าเรื่องการ ‘แย่งชิง’ ของพวกหยางเชียนฮ่วนออกมา

สวี่ซินเหนียนลูบคางแล้วกล่าวว่า

“จู่ๆ ข้าก็มีความคิดขึ้นมา กรมการคลังกำลังปวดหัวกับเงินบำนาญสำหรับเหล่าทหารเผ่าพันธุ์กู่ที่เสียชีวิตอยู่ เช่นนั้นให้สำนักโหราจารย์จ่ายเงินออกมาสิ บอกพวกเขาว่าใครออกเงินเยอะ ก็จะได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท แน่นอนว่าความโปรดปรานก็ส่วนความโปรดปราน ไม่ได้ตัดสินว่าใครจะได้เป็นโหราจารย์”

ถึงอย่างไรสำนักโหราจารย์ก็มีเงินทองอยู่แล้ว

นี่เป็นการถอนขนแกะของสำนักโหราจารย์อย่างนั้นหรือ…สวี่ชีอันคิดไปคิดมาดูก็รู้สึกว่าเป็นความคิดที่ดี

“พอดีเลย ช่วงนี้ข้าก็จะไปที่ซินเจียงตอนใต้แล้วรับหลิงอินกลับมา เงินบำนาญข้าก็จะเป็นคนไปส่งแล้วกัน”

“เจ้าคิดอย่างไรกับสองคนนั้น” สวี่เอ้อร์หลางเอ่ยถามขึ้นกะทันหัน

“เลี้ยงอยู่ข้างกายแม่ข้าไง ก็แค่เด็กโง่สองคน” สวี่ชีอันลูบคาง

“จริงๆ ข้าก็ค่อนข้างสงสัยเรื่องที่สวี่ผิงเฟิงให้พวกเขามาเจรจาสงบศึกที่เมืองหลวงนะ เพราะเขาตั้งใจส่งคนมาให้ เช่นนี้ เมื่อต้าฟ่งชนะแล้ว พวกเขาสองคนก็จะมีที่ไป แต่หากต้าฟ่งพ่ายแพ้ อวิ๋นโจวก็สามารถช่วยพวกเขากลับมาได้ อย่างไรก็ไม่มีทางเกิดเรื่องอันใด”

“ก็อาจจะ!” สวี่เอ้อร์หลางไม่มีความเห็นจะกล่าว

เมื่อคุยเรื่องจริงจังจบ สวี่ชีอันก็แค่นเสียงหัวเราะ ‘เฮอะ’

“ต่อไปก็มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว มารดาของข้าคนนี้ไม่ใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน ตอนนี้ใจของนางไม่ได้คิดจะทะเลาะเรื่องบ้านเรือน เพียงคิดแค่อยากจะซ่อมแซมความสัมพันธ์กับข้า รอให้คุ้นชินกับชีวิตในจวนสกุลสวี่ก่อนเถอะ เรื่องปะทะฝีปากของนางกับหลิงเยวี่ยจะต้องน่าสนใจมากแน่ๆ อ้อ จริงสิ หวางซือมู่ก็ไม่ใช่ตะเกียงไร้น้ำมันเช่นกัน ต่อไปเมื่อพวกเจ้าแต่งงานกันแล้วนะ จิ๊ๆ อีกหน่อยข้าก็ไม่ต้องไปฟังเพลงฟังละครที่หอคณิกาแล้ว แค่ดูสตรีในเรือนฆ่าฟันกันก็สนุกไม่รู้ลืม แบบนี้สิถึงจะเหมือนครอบครัวใหญ่ ถ้าในบ้านไม่มีเรื่องมีราวเสียบ้าง มันจะถือว่าเป็นตระกูลร่ำรวยได้อย่างไร แต่ก่อนเป็นภูเขาที่ไร้เสือ ลิงอย่างอาสะใภ้จึงกลายเป็นราชาได้”

สายตาของสวี่เอ้อร์หลางตกอยู่บนชามน้ำแกงแล้วถอนหายใจ “น้ำแกงชามนี้คงไม่ได้ทำมาให้พี่รองใช่หรือไม่ เฮ้อ พี่รองช่างไม่มีวาสนาเอาเสียเลย”

สวี่หลิงเยวี่ยรีบแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน

“พี่รองพูดเช่นนี้ออกจะดูเป็นคนนอกเกินไปแล้ว หลิงเยวี่ยรู้ว่าท่านทำงานอย่างหนัก จึงตั้งใจต้มน้ำแกงชามนี้มาให้ท่าน พี่ใหญ่จำเป็นต้องใช้ที่ไหนกันเจ้าคะ”

สวี่ซินเหนียนพยักหน้า

“วางไว้ตรงนี้เถอะ”

เมื่อมองส่งน้องสาวเดินจากไปพร้อมกับถาดไม้แล้ว สวี่เอ้อร์หลางก็ลูบปลายคางแล้วแค่นเสียงเบา

“ยัยหนูตัวร้าย ข้ารู้แกวเจ้าหรอก ทำไมเรื่องดีๆ ล้วนแต่คิดถึงพี่ใหญ่ก่อนตลอด ใครเป็นพี่ชายแท้ๆ ของเจ้ากันแน่”

เขาหยิบน้ำแกงขึ้นมาแล้วจิบคำหนึ่ง จากนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วก่นด่าออกมา

“ยัยตัวร้าย คิดจะว่าข้าร่างกายอ่อนแอรึ?”

…

อารามรัตนะ

ในห้องสงบมีฟูกวางอยู่สองที่ คนหนึ่งนั่งบนอีกคน ส่วนอีกคนไม่ได้นั่ง

สวี่ชีอันนั่งอยู่บนฟูก เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ

“หลังจากเลื่อนสู่ขั้นหนึ่ง การฝึกตนของข้าก็หยุดนิ่งไม่คืบหน้าแล้ว การฝึกลมหายใจแทบจะไม่มีประโยชน์ แม้แต่การบำเพ็ญคู่ก็ทำให้พัฒนาไปได้ช้ายิ่ง”

ลั่วอวี้เหิงขมวดคิ้วราวกับเจ็บเล็กน้อย จากนั้นก็ถอนหายใจแล้วพูดออกมา

“หลังจากขั้นหนึ่ง จิต ปราณ วิญญาณก็จะรวมเป็นหนึ่ง หากเจ้าคิดจะเลื่อนขั้นต่อ ก็ต้องเลื่อนขั้นสามอย่างนี้ขึ้นพร้อมกัน แน่นอนว่าการฝึกลมหายใจไม่ให้ผลอะไรแล้ว การฝึกลมหายใจเพียงแค่เพื่อหลอมพลังปราณเท่านั้น”

นี่คงจะเป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งถึงเกิดจุดคอขวดขึ้นมากระมัง…สวี่ชีอันรู้สึกตึงที่เอวขึ้นมา เขาออกแรงอย่างต่อเนื่องแล้วเอ่ยพูด

“เช่นนั้นหากฝึกลมหายใจ นั่งสมาธิ และฝึกฝนร่างวิญญาณไปพร้อมกัน จะสามารถทำลายคอขวดได้หรือไม่”

จอมยุทธ์ทั่วไปนั้นฝึกฝนพลังปราณและอาศัยการฝึกลมหายใจเป็นตัวขับเคลื่อน แต่หลังจากที่จิตปราณวิญญาณรวมเป็นหนึ่ง การฝึกลมหายใจก็ไม่มีผลอีกต่อไป หากคิดจะเลื่อนขั้น ก็ต้องเลื่อนขั้นทั้งสามอย่างนี้พร้อมกัน

เมื่อจิต ปราณ วิญญาณรวมเป็นหนึ่ง ก็จะเป็นคุณสมบัติที่พิเศษและแข็งแกร่งที่สุดของจอมยุทธ์ขั้นหนึ่ง แต่กลับกลายเป็นโซ่ตรวนเช่นกัน

ลั่วอวี้เหิงกัดริมฝีปากแน่น ไม่ได้เอ่ยคำพูดใด ใบหน้ามีริ้วสีแดงปรากฏขึ้น

“มะ ไม่เคยได้ยิน วิธี…วิธีการฝึกฝนแบบนี้” นางเอ่ยพูดต่อ

“หากว่ากันในตอนนี้ วิธีที่ได้ผลที่สุดก็คือการบำเพ็ญคู่กับราชครู”

สวี่ชีอันหรี่ตาลง “ราชครูโปรดช่วยเมตตาด้วย”

“ใครจะบำเพ็ญคู่กับเจ้ากัน ข้าพูดไปนานแล้วว่าหลังจากเลื่อนขั้นสู่เทพเซียนเดินดิน เจ้ากับข้าก็ไม่เกี่ยวข้องกันอีก”

ลั่วอวี้เหิงแค่นเสียงเบา

“ใช่ๆๆ ข้าคิดเพ้อฝันไปเอง ขอเพียงได้มาฟังราชครูบรรยายทางเต๋าสักหนึ่งชั่วยามทุกวันเท่านั้น ขอราชครูอย่าได้ปฏิเสธเลย”

สวี่ชีอันคล้อยตามไปด้วย

ลั่วอวี้เหิงตอบรับ ‘อืม’ ด้วยท่าทีสงวนตัว

ตอนนี้เอง สวี่ชีอันก็หยุดเคลื่อนไหวแล้วหยิบชิ้นส่วนหนังสือปฐพีออกมาจากในอกเสื้อเพื่ออ่านข้อความ

หมายเลขห้า ‘สวี่หนิงเยี่ยน เจ้ามาที่ซินเจียงตอนใต้สักหนได้หรือไม่’

หมายเลขสี่ ‘ลี่น่า อย่าเพิ่งรีบร้อน งานสมรสของหนิงเยี่ยนกับหลินอันยังเหลือเวลาอีกพักหนึ่ง เมื่อถึงวันงานจะลืมไม่ลืมเจ้าแน่นอน’

ฉู่หยวนเจิ่นส่งข้อความหยอกเย้า

ลั่วอวี้เหิงที่ผินหน้ามาอ่านข้อความมีสีหน้ามืดครึ้มลงทันที

กาไหนน้ำไม่เดือด ก็หยิบกานั้น[2]จริงๆ! สวี่ชีอันก่นด่า จากนั้นเขาก็เห็นลี่น่าส่งข้อความมา

‘เกิดเรื่องใหญ่แล้ว หลิงอินฝันเห็นเทพเจ้ากู่’

ฝันเห็นเทพเจ้ากู่…สวี่ชีอันเลิกคิ้วขึ้น สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย

…………………………………………………

[1] ไม่ออกนอกประตูใหญ่ ไม่ล่วงข้ามประตูสอง (大门不出二门不迈) หมายถึง ไม่เคยออกนอกบ้านไปติดต่อกับภายนอก

[2] กาไหนน้ำไม่เดือด ก็หยิบกานั้น (哪壶不开,提哪壶) หมายถึง พูดในเรื่องที่ไม่ควรพูด

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้พิทักษ์รัตติกาลแห่งต้าฟ่ง