บทที่ 882 การสนทนาลับ
……….
สวี่ชีอันยิ้มพลางว่า
“ฝ่าบาท กระหม่อมรู้สึกเป็นเกียรติที่ทำตามรับสั่งได้ลุล่วง!”
“หลังผ่านพ้นอุปสรรค ความยากลำบาก และการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนับไม่ถ้วน ในที่สุดก็เลื่อนขั้นสู่เทพยุทธ์ครึ่งก้าวได้สำเร็จ
“ตอนนี้รักษาเหลยโจวไว้ได้ พระพุทธเจ้าก็ถอยกลับแดนประจิมแล้ว”
จิ้งจอกเก้าหางซึ่งอยู่ด้านข้างกลอกตา
เทพยุทธ์ครึ่งก้าว เขาเลื่อนขั้นสู่เทพยุทธ์ครึ่งก้าวแล้วจริงๆ…ฮว๋ายชิ่งได้รับคำตอบที่ต้องการแล้ว หัวใจซึ่งลอยคว้างอยู่กลางคอหอยจึงลดกลับสู่ตำแหน่ง ทว่าความยินดีและความตื่นเต้นกลับมิได้ลดทอน ซ้ำยังทะลักล้นพุ่งเข้ากลางใจ
แก้มของนางแดงเรื่อ ดวงตาเป็นประกายแห่งความยินดี ไม่ว่าอย่างไรก็ควบคุมมิให้เกิดรอยยิ้มที่มุมปากไม่ได้
แน่นอนว่าเขาไม่เคยทำให้นางผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นฆ้องทองแดงในตอนนั้น หรือฆ้องเงินสวี่ผู้มีชื่อเสียงก้องโลกเช่นยามนี้
ฮว๋ายชิ่งกอดความหวังสูงสุดไว้ที่เขาเสมอ แต่เขาก็ยังทำเกินความคาดหวังของนางและนำความประหลาดใจมาให้ครั้งแล้วครั้งเล่า
‘หนิงเยี่ยนเลื่อนขั้นสู่เทพยุทธ์ครึ่งก้าว ประกอบกับผู้อาวุโสเสินซูซึ่งอยู่ในขั้นเทพยุทธ์ครึ่งก้าวอีก ในที่สุดก็มีความมั่นใจที่จะท้าทายอำนาจใดๆ ก็ตามในสำนักพ่อมดหรือสำนักพุทธเสียที หมากกระดานนี้ยังคงเดินต่อไปได้ เฮ้อ คนไร้สมองในตอนนั้น บัดนี้กลายเป็นเทพยุทธ์ครึ่งก้าว ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้วสินะ’…เว่ยเยวียนรู้สึกยกภูเขาออกจากอก ขณะเดียวกันก็เกิดอารมณ์ซับซ้อนทั้งความคร่ำครวญ ความปลื้มปีติ ความพึงพอใจ และความภาคภูมิใจ
เมื่อพิจารณาสถานะของตนและการรวมตัวของยอดฝีมือในห้องทรงพระอักษรแล้ว เว่ยเยวียนจึงรักษาความสงบสุขุมให้สอดคล้องกับสถานภาพของตน แล้วเอ่ยเนิบๆ ว่า
“ทำได้ไม่เลว”
เทพยุทธ์ครึ่งก้าวเชียวนะ หากจำไม่ผิด น่าจะเป็นเทพยุทธ์ครึ่งก้าวเผ่าพันธุ์มนุษย์คนแรกแห่งที่ราบลุ่มภาคกลาง มีหนึ่งเดียวเหมือนปราชญ์ขงจื๊อศักดิ์สิทธิ์ ต้องบันทึกไว้ในตำราประวัติศาสตร์ว่า ฆ้องเงินสวี่ศึกษาที่สำนักอวิ๋นลู่ตั้งแต่เด็ก และได้คำนับเจ้าสำนักจ้าวโส่วเป็นอาจารย์…เมื่อจ้าวโส่วคิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกฮึกเหิม เขาซึ่งวางแผนจัดทำตำราประวัติศาสตร์กำลังจะก้าวขึ้นมาเอ่ยแสดงความยินดี แต่เมื่อเหลือบไปเห็นเว่ยเยวียนสุขุมสงบนิ่งไม่กระโตกกระตาก เขาจึงได้แต่รักษาความสุขุมนุ่มลึกให้สมกับฐานะ แล้วเอ่ยว่า
“ดีมาก!”
ต้าฟ่งมีทางรอดแล้ว และ ‘รอดพ้นจากความตาย’ อีกครั้ง สวี่ชีอันกลายเป็นเทพยุทธ์ครึ่งก้าวได้อย่างราบรื่น สายตาของข้าไม่ผิดเพี้ยน เฮ้อ ตาเฒ่าสองคนนี้ก็สุขุมเสียจริง…หวางเจินเหวินแทบอดใจไม่ไหว อยากจะร้องรำทำเพลงและร่ำสุราทั้งคืน ราวกับย้อนเวลากลับไปสมัยที่ตนสอบผ่านขุนนาง
ทว่าเมื่อเห็นจ้าวโส่วและเว่ยเยวียนต่างสีหน้าสงบนิ่ง เขาจึงคงความสุขุมให้สมกับสถานะเช่นกัน แล้วพยักหน้าช้าๆ
“ยินดีด้วยกับการเลื่อนขั้น!”
พวกลูกพี่ในวงการขุนนางนี่คาดเดายากจริงๆ โกรธหรือยินดีก็ไม่เปลี่ยนสีหน้า…สวี่ชีอันแอบชื่นชมแล้วเอ่ยว่า
“น่าเสียดายที่ยังจับต้นชนปลายไม่ได้ว่าเลื่อนขั้นเทพยุทธ์ได้อย่างไร”
ข้าวต้องกินทีละคำ! เว่ยเยวียนเกือบออกปากสอนงานเขาเสียแล้ว แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นคนใหญ่คนโตจริงๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เขาชี้แนะอีก จึงข่มกลั้นไว้
แล้วหันมาถามว่า
“สถานการณ์เหลยโจวเป็นอย่างไรบ้าง ตายไปเท่าไรแล้ว”
ขณะที่เหล่าผู้เหนือมนุษย์กำลังลังเล พระอรหันต์ตู้เอ้อร์ก็เอ่ยว่า
“ทำลายเมืองใหญ่ไปได้แห่งเดียว มีประชากรสองพันกว่าคน”
นักบวชเต๋าจินเหลียนและเหิงหย่วนเอ่ยปากตอบสนองด้วยความเชื่องช้า
จากรายละเอียดนี้จะเห็นได้ว่า พระอรหันต์ตู้เอ้อร์ใส่ใจประชาชนเป็นที่สุด เขาถูกนิกายมหายานล้างสมอง ไม่สิ ย้ายศาสนาไปแล้วจริงๆ…สวี่ชีอันวิจารณ์ในใจ
ฮว๋ายชิ่งพยักหน้าด้วยสีหน้าหนักอึ้ง ก่อนมองมาทางสวี่ชีอันแล้วเอ่ยว่า
“ช่วงเวลาที่เจ้าไม่ได้อยู่โพ้นทะเล สำนักพุทธได้จัดงานชุมนุมพุทธะขึ้น ตามที่พระอรหันต์ตู้เอ้อร์ว่ามา พระพุทธเจ้ากำลังอาศัยการชุมนุมครั้งนี้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่ากลัวขึ้น
“พวกเราไม่รู้มูลเหตุอย่างเป็นรูปธรรม แต่เจ้าจำต้องรู้ผลลัพธ์ พระองค์กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่กลืนกินทุกสิ่งไปแล้ว”
นางจงใจเอ่ยถึงจุดเริ่มต้นและจุดจบของ ‘ภัยพิบัติ’ ครั้งนี้ และบรรยายสถานการณ์แทนสวี่ชีอัน
นักบวชเต๋าจินเหลียนเอ่ยต่อว่า
“ตอนที่พระอรหันต์ตู้เอ้อร์ออกจากแดนประจิม พระพุทธเจ้ามิได้ทำร้ายเขา แต่เมื่อนิกายมหายานรับการสถาปนา และหลังจากสำนักพุทธสูญเสียโชคชะตาไปแล้ว พระพุทธเจ้าจึงเกือบอดใจรอไม่ไหวที่จะกลืนกินเขา
“เห็นได้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงของพระพุทธเจ้าเกี่ยวข้องกับโชคชะตา นี่เป็นไปได้มากว่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่ามหาเคราะห์”
เว่ยเยวียนถอนหายใจพลางว่า
“จากการแสดงออกของพระพุทธเจ้า สามารถอนุมานได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากเทพกู่และเทพพ่อมดหลุดพ้นจากผนึก
“เพียงแต่ พวกเรายังไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนี้ของระดับสุดยอดมีความหมายและจุดประสงค์อะไร”
เหล่าขั้นเหนือมนุษย์ขมวดคิ้วไม่พูดจา พวกเขารู้สึกรางๆ ว่าตนเข้าใกล้ความจริงแล้ว แต่ก็มิอาจแถลงหรือบอกรายละเอียดได้อย่างแม่นยำ
มีเพียงหน้าต่างกระดาษเพียงชั้นเดียวซึ่งยากเจาะทะลวง
ไม่ใช่เพื่อมาสวมรอยวิถีแห่งฟ้ารึ…จิ้งจอกเก้าหางกำลังจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินสวี่ชีอันถอนหายใจยาวและชิงเอ่ยนำไปก่อนก้าวหนึ่งว่า
“ข้ารู้ความจริงเกี่ยวกับมหาเคราะห์แล้ว”
ทุกคนในห้องทรงพระอักษรมองเขาด้วยความตื่นตะลึง
“เจ้ารู้หรือ”
อาซูหลัวพินิจมองเทพยุทธ์ครึ่งก้าว ยากจะเชื่อว่าเจ้าหนุ่มที่ออกทะเลมาหลายเดือนคนหนึ่งจะรู้ความลับของมหาเคราะห์ได้อย่างไร
นักบวชเต๋าจินเหลียนและเว่ยเยวียนสะดุดใจ
เมื่อเห็นสวี่ชีอันพยักหน้า หยางกง ซุนเสวียนจีและคนอื่นๆ ก็รู้สึกประทับใจเล็กน้อย
เรื่องนี้ต้องกล่าวย้อนไปตั้งแต่ตอนสร้างโลก…ท่ามกลางสายตากระตือรือร้นและคาดหวังของทุกคน สวี่ชีอันได้เอ่ยขึ้นว่า
“ข้ารู้ทุกอย่าง รวมถึงมหาเคราะห์ครั้งแรกและการล่มสลายของเทพมาร”
ในที่สุดความจริงเบื้องหลังการล่มสลายของเทพมารก็ถูกเปิดเผย…ทุกคนตื่นตัวและตั้งใจฟัง
สวี่ชีอันเอ่ยช้าๆ ว่า
“เรื่องนี้ต้องเริ่มต้นจากฟ้าดินและการกำเนิดของเทพมาร พวกท่านรู้เรื่องเทพมารกันแค่ไหน”
อาซูหลัวตอบเป็นคนแรก
“เทพมารกำเนิดจากฟ้าดิน เกิดมาทรงพลัง พวกเขาไม่จำเป็นต้องบำเพ็ญก็ควบคุมพลังมหาศาลในการย้ายภูเขาถมทะเลได้ เทพมารแต่ละคนต่างมีแก่นแท้จิตวิญญาณที่ฟ้าดินมอบให้”
ทุกคนไม่มีใครเอ่ยเสริม สิ่งที่อาซูหลัวพูดคงจะเป็นทั้งหมดที่พวกเขารู้เกี่ยวกับเทพมารแล้ว
สวี่ชีอันทอดถอนใจว่า
“เกิดจากฟ้าดิน ตายคืนฟ้าดิน นี่เป็นกรรมที่มิอาจหลีกเลี่ยง”
กรรมที่มิอาจหลีกเลี่ยง…ทุกคนขมวดคิ้ว รู้สึกว่าประโยคนี้มีความล้ำลึกยิ่งใหญ่อย่างอธิบายไม่ถูก
สวี่ชีอันมิได้ปล่อยให้ค้างคา จึงเอ่ยต่อว่า
“ข้าออกทะเลครั้งนี้ได้ผ่านหมู่เกาะแห่งหนึ่ง เกาะแห่งนี้กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต จากคำอธิบายของทายาทเทพมารที่อาศัยอยู่ เทพมารบรรพกาลผู้นั้นได้กลายร่างเป็นหมู่เกาะหลังจากเสียชีวิต
“เทพมารถือกำเนิดจากฟ้าดิน เดิมร่างกายก็เป็นส่วนหนึ่งของฟ้าดินอยู่แล้ว ดังนั้นหลังความตายจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้”
ตู้เอ้อร์พลันตาเป็นประกายแล้วโพล่งออกมา
“พระพุทธเจ้า!
“พระพุทธเจ้าก็กลายเป็นอรัญตาได้ บัดนี้พระองค์กลายเป็นทั้งแดนประจิมไปแล้ว จะต้องมีความเชื่อมโยงกันแน่”
พูดจบ ภิกษุชราก็จ้องสวี่ชีอันเขม็งด้วยสีหน้าที่ขอคำยืนยัน
เทพมารบรรพกาลกลายเป็นหมู่เกาะหลังสิ้นชีพ ส่วนพระพุทธเจ้าก็มีลักษณะคล้ายกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าและเทพมารบรรพกาลมีอะไรบางอย่างเหมือนกันใช่หรือไม่
ทุกคนเต็มไปด้วยความคิดต่างๆ นานา
สวี่ชีอันส่งเสียง ‘อา’ ก่อนเอามือไพล่หลังแล้วเอ่ยว่า
“มหาเคราะห์ครั้งแรกและมหาเคราะห์ครั้งที่สองต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน”
“เป้าหมายอะไร” ฮว๋ายชิ่งถามทันที
คนอื่นๆ ก็อยากรู้คำตอบนี้เช่นกัน
สวี่ชีอันมิได้ตอบทันที เขาเรียบเรียงคำพูดอยู่อึดใจหนึ่ง แล้วเอ่ยช้าๆ ว่า
“สวมรอยวิถีแห่งฟ้า กลายเป็นศรัทธาอันแน่วแน่ในโลกของจิ่วโจว”
ดั่งฟ้าสะเทือนเลื่อนลั่น ทำเอาผู้แข็งแกร่งเหนือมนุษย์ทุกคนในห้องทรงพระอักษรตะลึงงัน
นักบวชเต๋าจินเหลียนสูดหายใจลึก ผู้นำเต๋านิกายปฐพีซึ่งยากแท้หยั่งถึงผู้นี้ยากจะสงบสติอารมณ์ได้ จึงเอ่ยถามอย่างงงันว่า
“เจ้า เจ้าว่าอะไรนะ”
สวี่ชีอันกวาดตามองฝูงชน และพบว่าการแสดงออกของพวกเขามิได้แตกต่างจากนักบวชเต๋าจินเหลียนนัก กระทั่งเว่ยเยวียนและจ้าวโส่วก็มีท่าทางตกตะลึงเช่นกัน
“ครั้งจักรวาลเพิ่งก่อตัว จิ่วโจวไร้อารยะ หลายปีต่อมา เมื่อเทพมารถือกำเนิด ชีวิตก็ได้เริ่มต้นขึ้น ในช่วงนี้ ทุกสิ่งยังวุ่นวาย ไม่มีกลางวันกลางคืน ไม่มีฤดูทั้งสี่ หยินหยางปัญจธาตุล้วนสับสนยุ่งเหยิง บนโลกไม่มีพลังวิญญาณสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์และปีศาจให้บำเพ็ญ
“ผ่านไปอีกหลายปี ด้วยวิวัฒนาการของฟ้าดิน เดิมควรจะแบ่งเป็นธาตุทั้งห้าและทิศทั้งสี่ ทว่าฟ้าดินในที่นี้กลับมิอาจวิวัฒนาการต่อไปได้ พวกท่านรู้หรือไม่ว่าเพราะอะไร”
ไม่มีผู้ใดตอบเขา ทุกคนยังคงย่อยข้อมูลอันสะเทือนโลกานี้อยู่
สวี่ชีอันจึงมองไปยังเจ้าอาณาจักรหมื่นปีศาจ จิ้งจอกสวรรค์เก้าหางตอบแทนบุรุษไม่เอาไหนโดยพยายามรักษาหน้าให้อย่างไม่เต็มใจว่า
“จะเดาก็เดาได้ เพราะฟ้าดินมีช่องโหว่ เทพมารจึงแย่งชิงพลังแห่งฟ้าดินไป”
“ปราดเปรื่อง!”
สวี่ชีอันยกย่องแล้วเอ่ยต่อว่า
“ดังนั้น ในสมัยบรรพกาล ประตูแห่งแสงสว่างได้ปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นประตูที่นำไปสู่ ‘วิถีแห่งฟ้า’ เทพมารเปลี่ยนแปลงไปตามกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน หมายความว่าพวกเขาจะผ่านประตูบานนี้ได้ก็ต่อเมื่อประตูเปิดออกอย่างราบรื่นเท่านั้น เทพมารจึงจะสามารถเลื่อนขึ้นวิถีแห่งฟ้าได้”
จู่ๆ ลั่วอวี้เหิงก็เอ่ยว่า
“นี่คือเหตุผลที่เทพมารฆ่ากันเองหรือ แต่ที่สุดแล้วเทพมารก็ล่มสลายกันหมด หรือว่า วิถีแห่งฟ้าในปัจจุบันก็คือเทพมารสักคนในตอนนั้นรึ”
นางถามข้อสงสัยของทุกคนออกมา
ท่ามกลางสายตาของทุกคน สวี่ชีอันส่ายหัว
“การที่เทพมารเข่นฆ่ากันเอง และจิตวิญญาณหวนคืนฟ้าดิน ผลลัพธ์ท้ายที่สุดคือจิ่วโจวฉวยเอาจิตวิญญาณได้มากพอ และปิดประตูสู่สวรรค์”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ไม่แปลกที่พระพุทธเจ้าจะเปลี่ยนแปรไปเช่นนี้
ผู้เหนือมนุษย์ในที่นี่ต่างเป็นคนฉลาด เมื่อโยงนึกถึงเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้ากลายร่างเป็นแดนประจิมซึ่งได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้ว จึงหมดข้อสงสัยในคำพูดของสวี่ชีอันอีก
“ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าสิ่งมีชีวิตจะแปลงกายเป็นฟ้าดิน สวมรอยวิถีแห่งฟ้าได้” หยางกงพึมพำ “หากไม่ใช่จากปากหนิงเยี่ยน ข้าก็ยากจะเชื่อจริงๆ ว่าสิ่งนี้เป็นความจริง”
ทันทีที่สิ้นเสียง แสงแวววาวเด่นชัดก็พุ่งออกมาจากแขนเสื้อของเขา แล้วเคาะที่หัวเขาอย่างแรง
“ข้าต่างหากที่เป็นอาจารย์ของเขา…”
หยางกงดุเบาๆ แล้วรีบเก็บไม้กลับ สีหน้าเก้อเขินอยู่บ้าง
ราวกับลูกๆ บ้านตนก่อเรื่องวุ่นวายในที่สาธารณะเพราะไม่รู้ความ ทำให้ใต้เท้าอับอายยิ่งนัก
เคราะห์ดีที่ตอนนี้ทุกคนตกอยู่ในความสะเทือนขวัญครั้งใหญ่ จึงไม่ได้สนใจเขา
เว่ยเยวียนเอ่ยเสียงเข้มว่า
“เช่นนั้นมหาเคราะห์ครั้งที่สองที่ใกล้เข้ามา เป็นเพราะประตูสู่สวรรค์ได้เปิดขึ้นอีกครั้งแล้วรึ”
“ตอนนั้นสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ข้าได้ส่งตัวกลับมาโดยตรงแล้ว จึงไม่ได้พบนางระหว่างทาง นางคงไม่ได้ยังหาข้าอยู่ที่โพ้นทะเลหรอกกระมัง”
สมาชิกพรรคฟ้าดินพากันประสานมือโค้งตัวให้เขา ส่งสัญญาณว่านี่เป็นความผิดของเจ้า
นักบวชเต๋าจินเหลียนเอ่ยด้วยความเข้าอกเข้าใจว่า
“อาตมาจะช่วยท่านบอกนางสักครั้ง”
ก่อนก้มหน้าหยิบเศษชิ้นส่วนหนังสือปฐพีออกมา แล้วคุยกับหลี่เมี่ยวเจินเป็นการส่วนตัว
หมายเลขเก้า ‘เมี่ยวเจินเอ๋ย กลับมาเถอะ พระพุทธเจ้าถอยไปแล้ว’
หมายเลขสอง ‘อะไรนะ’
หมายเลขเก้า ‘สวี่หนิงเยี่ยนกลับมานานแล้ว และร่วมมือกับเสินซูขับไล่พระพุทธเจ้า เวลานี้สงบแล้ว’
ทางด้านนั้นเงียบไปครู่ใหญ่ หมายเลขสอง ‘เหตุใดไม่บอกข้า’
หมายเลขเก้า ‘สวี่หนิงเยี่ยนบอกว่าลืมเจ้าไปเสียสนิท’
หมายเลขสอง ‘อ้อ!’
เงียบสนิท
นักบวชเต๋าจินเหลียนวางสมุดปฐพีลง แล้วยิ้มกริ่มพลางว่า
“เมี่ยวเจินยังอยู่โพ้นทะเลจริงๆ”
สวี่ชีอันส่งเสียงกระแอม
“ไม่ได้โกรธกระมัง”
นักบวชเต๋าจินเหลียนส่ายหัว
“นิ่งมาก ไม่ได้โกรธ”
สมาชิกพรรคฟ้าดินประสานมือให้สวี่ชีอันอีกครั้ง อย่าไปเชื่อตาเฒ่าเหรียญปากผี
สวี่ชีอันคำนับคืนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ทุกคนสนทนาลับกันพักหนึ่ง แล้วจึงพากันแยกย้าย
“ฆ้องเงินสวี่รอก่อน เรามีเรื่องจะถามเจ้า”
ฮว๋ายชิ่งจงใจรั้งสวี่ชีอันไว้
“ข้าก็จะอยู่ฟังสักหน่อย” เจ้าอาณาจักรหมื่นปีศาจเอ่ยพลางยิ้มกริ่ม
ฮว๋ายชิ่งเหลือบมองนางอย่างไม่พอใจนัก จนปัญญาที่จิ้งจอกจำแลงเป็นผู้ไม่รู้ความทั้งยังหนังหน้าหนา จึงไม่เก็บมาใส่ใจ
ความจริงที่ฮว๋ายชิ่งรั้งเขาไว้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพียงจะถามรายละเอียดระหว่างการเดินทาง และเรียนรู้เกี่ยวกับโลกของโพ้นทะเล
“โพ้นทะเลมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์จนใช้ไม่หมด น่าเสียดายที่กองทัพเรือของต้าฟ่งมีความสามารถอยู่จำกัด มิอาจล่องเรือไปไกล อีกทั้งทายาทเทพมารก็มีมาก อันตรายเกินไป…” ฮว๋ายชิ่งเอ่ยด้วยความเสียดาย
สวี่ชีอันเอ่ยคล้อยตามไปสองสามคำ เขาเพียงอยากจะกลับบ้านไปจัดดอกไม้ รวมตัวกับภรรยาที่รักซึ่งจากกันไปนาน
จิ้งจอกเก้าหางกลอกตาแล้วยิ้มพลางว่า
“พูดถึงสมบัติ ฆ้องเงินสวี่ได้ขอสมบัติชิ้นหนึ่งจากเกาะมนุษย์เงือกมาให้ฝ่าบาทด้วย”
ฮว๋ายชิ่งให้ความสนใจทันที และมองสวี่ชีอันอย่างเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ไข่มุกนางเงือก…สวี่ชีอันถลึงตาใส่จิ้งจอกเก้าหาง หาเรื่องอีกแล้ว
จิ้งจอกเก้าหางใช้ขาเตะเขาแล้วเร่งเร้าว่า
“ไข่มุกนางเงือกล่ะ รีบเอาออกมาสิ นั่นเป็นไข่มุกที่มีหนึ่งเดียวในโลก ประเมินค่าไม่ได้เชียวนะ”
สวี่ชีอันครุ่นคิดจริงจังอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนตัดสินใจตามน้ำ ให้ความร่วมมือกับการก่อเรื่องไร้สาระของจิ้งจอกจำแลง
เพราะเขาเองก็อยากรู้ว่า ฮว๋ายชิ่งคิดอย่างไรกับเขากันแน่
จักรพรรดินีผู้นี้เป็นผู้ที่มีความคิดล้ำลึกที่สุดในบรรดาสตรีที่เขารู้จัก ทั้งมีความปรารถนาในอำนาจอย่างแรงกล้า และความทะเยอทะยานซึ่งไม่ด้อยกว่าบุรุษเลย
นับเป็นสตรีที่แข็งแกร่ง มีเหตุผล และมุ่งมั่นในการทำงาน
แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับองค์หญิงหลินอันผู้โง่เขลาที่ในหัวมีแต่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ
ความใกล้ชิดที่ฮว๋ายชิ่งมีต่อเขา ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งและผลประโยชน์
หรือเป็นความชมชอบ ชื่นชมเขาจากก้นบึ้งหัวใจกันนะ
หากเป็นความชอบ เช่นนั้นจะลึกซึ้งหรือตื้นเขิน มีความรู้สึกดีๆ อยู่บ้าง หรือว่ารักปานดวงใจ
ให้ไข่มุกนางเงือกเป็นเครื่องพิสูจน์สักหน่อยแล้วกัน
สวี่ชีอันหยิบไข่มุกนางเงือกออกมาทันที ก่อนถือไว้กลางฝ่ามือแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“คือมันนี่เองแหละ”
ไข่มุกนางเงือกมีสีขาวนวล กลมเกลี้ยงโปร่งแสง มีประกายแวววาวเล็กน้อย เพียงแรกเห็นก็มิอาจประเมินค่าได้ สตรีใดที่รักเครื่องประดับจะต้องสุขใจเมื่อได้เห็นมัน
ฮว๋ายชิ่งเองก็เป็นสตรี จึงต้องตาตั้งแต่แรกเห็น “ให้เราดูหน่อย”
ทันทีที่มือขาวผ่องยกขึ้น ไข่มุกนางเงือกบนฝ่ามือของสวี่ชีอันก็ลอยไปหาฮว๋ายชิ่ง
…………………………………………….

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้พิทักษ์รัตติกาลแห่งต้าฟ่ง
ขอเรื่องนี้อีกเรื่องได้ไหม "เซียนบู๊ ทะลวงชั้นฟ้า" ยังอ่านไม่จบเลย...
ทุกเรื่องเลยครับที่อ่านไม่จบอ่านกำลังมันอยู่ดีๆก็หยุดขอให้เรื่องนี้ไม่หยุดได้ไหมครับ ถ้าเรื่องนี้ไม่จบเราก็จะไม่อ่านนิยายของ th.freechap.com แล้วครับ...